FAZER LOGIN“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย
“หนูไม่กิน...”
คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือกรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม
“จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน
“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้
คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ
คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายามพนมขึ้นไหว้ขอความกรุณา
“ฮื่อ...หนูกลัวแล้ว อย่าทำอะไรหนูเลย”
“กลัว” คิระหยุดการกระทำพร้อมส่งสายตาให้รุ่นน้องถอยห่าง
“หนูกลัวมาก” คนทำผิดกดหน้าลงหลายหน เธอกลัว....กลัวที่สุดในชีวิต
“คนของฉันก็กลัวเหมือนกัน แล้วก็ร้องไห้เหมือนกับเธอ” ประกายดำมืดในแววตาของคิระลดระดับลง แต่น้ำเสียงบอกได้ดีว่าเขาโกรธเป็นอย่างมาก และคนทำผิดย่อมต้องได้บทเรียน
พะวารู้สึกอย่างไร เขาก็จะสั่งสอนให้เด็กคนนี้รู้สึกเช่นนั้น ก่อนผิวปากหนึ่งหนเรียกให้คนทำผิดเงยหน้าขึ้นมองเขาที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“มันก็แค่น้ำเปล่า”
หลังคำเฉลยเด็กคนนั้นก็เป่าปากโล่งใจ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนที่ดูสุขุม ออกจะใจเย็นทุกกระเบียด เวลาเล่นงานคนจะทำให้อกสั่นขวัญแขวนได้ถึงเพียงนี้ พลางก้มหน้างุดลงอย่างยอมจำนน
“พาไปส่งตำรวจ”
คิระบอกเสียงเรียบ หลังควบคุมสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แล้วส่งสายตาบอกคนสนิทฝากดูแลร้านต่อ ตัวเขาจะกลับไปหาพะวา แต่ไม่ได้ตรงดิ่งไปในทันที
เขาแวะไปยังห้างสรรพสินค้าก่อน ไปเลือกสรรผลไม้และอาหารติดมือกลับห้องพักนำไปฝากพะวา เผื่อว่าหญิงสาวจะหิวในรอบดึก
“คุณคี”
พะวาผุดลุกเดินยามเห็นคิระกลับมาก่อนเวลา แล้วยิ้มรับในความห่วงใยที่ชายหนุ่มมีให้ ไม่ได้ออกปากคัดค้านหรือให้กลับไปยังร้านอีก
“ดูอะไรอยู่ฮึ” หูได้ยินเสียงแว่วของรายการโทรทัศน์ คิดว่าพะวาคงนอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมาหาอะไรดู
“ดูหนังอยู่ค่ะ คุณคีสนใจดูกับพะวาไหมคะ” พะวาก้าวเดินช้าๆ ไปรับของในมือใหญ่ ช่วยเขาไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วได้ยินเสียงถามดังตามมาอีก
“เรื่องอะไรล่ะ”
“เกี่ยวกับซอมบี้ค่ะ พะวาเพิ่งดูได้ห้านาทีเอง”
“น่าสน”
คำตอบของคิระบอกได้กลายๆ ว่าเขาตกลง เขาชอบดูหนังแนวนี้อยู่แล้ว ดูท่ารสนิยมความชอบของตนกับพะวาจะตรงกันบ้างแล้ว แล้วนำผลไม้ที่ซื้อมาใส่จาน มันถูกปอกใส่แพ็กมาเรียบร้อยแล้ว มีทั้งแอปเปิล องุ่น เน้นไปที่แตงโมสีแดงฉ่ำน่ากิน
จากนั้นคนทั้งสองก็เดินกลับไปยังโซฟา พะวาหยิบรีโมตมากดเลื่อนให้หนังกลับไปที่จุดเริ่มต้น แผ่นหลังพิงกับพนักพร้อมรับจานผลไม้ที่คิระยื่นมาให้
“ขอบคุณค่ะ”
พะวาปั้นยิ้มหวานไปให้คนที่ดูแลเธอเป็นอย่างดี ไม่ได้ถึงขั้นพะเน้าพะนอ แต่ก็เรียกว่าใส่ใจ มือหยิบช้อนส้อมจิ้มแตงโม แล้วยัดใส่ปากพะวามีสีหน้าชอบใจเมื่อลิ้นสัมผัสกับรสหวาน แตงโมคือของโปรดของเธอ แล้วจิ้มมันส่งให้ชายหนุ่มได้ชิมบ้าง
คิระยื่นหน้าไปรับแตงโมด้วยปาก เคี้ยวแล้วรู้สึกไม่ต่างจากพะวา พลันเอ่ยเสียงเข้มบอกถึงคำตอบที่พะวาคงใคร่รู้ก่อนที่สายตาของเขาและฝ่ายหญิงจะถูกหนังดึงดูดให้สนใจ
“เก่งหาตัวคนทำได้แล้วนะ”
“ใครหรือคะ” พะวาหันขวับไปมองชายหนุ่มทันที
“พนักงานพาร์ตไทม์”
“ทำไปเพราะอะไรคะ”
“บอกว่าอยากได้เก่ง”
คิระตอบแล้วนำหลักฐานที่ลูกน้องส่งมาให้แก่พะวาได้พิจารณา
พะวารับสมาร์ตโฟนมาไว้ในมือ สายตาไล่อ่านข้อความ ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาพยักหน้าเบาๆ เป็นอันเข้าใจ เพราะเธอก็รู้อยู่ว่ากรวัฒน์มีความฮอตไม่ต่างจากคนตัวโตหรอก แต่ไม่คิดว่าจะมีคนลุ่มหลงจนทำเรื่องบ้าๆ ขึ้นมา
“ฉันขอโทษนะที่ทำให้พะวาเดือดร้อนไปด้วย” เขากล่าวคำขอโทษอีกครั้ง ต่อให้กล่าวเป็นร้อยครั้งก็ยังรู้สึกไม่พอ
“งั้นคุณคีก็ไถ่โทษด้วยการให้พะวาซบไหล่นอนดูหนังละกันค่ะ” พะวาร้องขอ รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้คิระคลายความรู้สึกผิด และการไถ่โทษก็เป็นทางเลือกที่ดี
คิระยิ้มรับว่าตกลง แม้ว่ามันจะไม่เหมือนการไถ่โทษสักนิดก็ตามที ซึ่งไหล่ของเขาพะวาก็ซบได้ทุกเมื่อ พลันขยับตัวไปใกล้ร่างอ้อนแอ้น
พะวาเอียงตัวพิงศีรษะซบไหล่ สายตาของคนทั้งคู่จดจ้องไปยังหน้าจอโทรทัศน์ขนาดเจ็ดสิบนิ้วที่มีความละเอียด 4K UHD ภาพนั้นมีความคมชัดสมจริง
เนื้อเรื่องก็ดูตื่นเต้น ลุ้นระทึก ทว่าท้ายสุดแล้วกลับจบด้วยน้ำตาของผู้ชมอย่างพะวา คิระยกมือขึ้นลูบผมนุ่มอย่างเอ็นดู แล้วบอกให้พะวาหาหนังดูต่อ เพราะทั้งเขาและหญิงสาวยังไม่รู้สึกง่วงกิจวัตรตลอดสองวันต่อมาของพะวากับคิระคือวนเวียนอยู่กับการดูหนังอย่างชุ่มปอด เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทั้งคู่ลงความเห็นว่าจะหาเวลาทำให้บ่อยขึ้น
ส่วนอาการปวดระบมของพะวาดีขึ้นตามลำดับ เดินเหินไม่ได้รู้สึกแปลบปลาบแล้ว วันพรุ่งนี้ที่เป็นวันเริ่มต้นทำงานวันแรกของสัปดาห์ พะวาจึงไม่จำเป็นต้องลาเหมือนที่คาดการณ์ไว้
ฝ่ายคิระแว็บไปดูแลร้านบ้าง เมื่อพิจารณาว่าไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นก็ปลีกตัวกลับมาหาพะวาที่ตกลงกันว่าจะค้างที่คอนโดมิเนียมอีกสักหนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับไปยังบ้านพักหลังหญิงสาวเลิกงาน
“พรุ่งนี้เช้าตื่นแล้วปลุกฉันด้วยนะ” จังหวะที่คิระและพะวากำลังรอดูตัวอย่างหนังหลังเอนด์เครดิต ชายหนุ่มก็หันไปเอ่ยบอกกับคนในวงแขน
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย
“อื้ม”
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







