Mag-log inส่วนพะวายังพยายามมองหาชายหนุ่ม กระทั่งมีคำถามให้ร้องปฏิเสธ
“สนใจหนุ่มๆ บ้างไหมพะวา พี่หาให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ พะวามีแล้ว”
จริยาถึงกับทำสีหน้าใคร่รู้ ไม่ยักรู้ว่ายัยน้องเล็กของแผนกมีหนุ่มให้ควงแล้ว ไม่ทันจะได้เอ่ยถาม คนคนหนึ่งก็เดินตรงกลับมาเรียกความสนใจ
“นั่นยัยปีกลับมาแล้ว /เป็นไงบ้างจ๊ะ หายไปคุยกับเฮียที่ไหน/มุมลับตรงไหน แล้วคืบหน้ายังไงบ้าง”
ทุกคนรัวคำถามใส่ปีย์วราด้วยความอยากรู้ สีหน้าลุ้นระทึกราวกับกำลังเปิดซองดูเงินโบนัสที่บริษัทจ่าย ฝ่ายคนต้องตอบกลอกตาใส่ตัวเองพร้อมทิ้งกายลงนั่ง
“คืบหน้าอะไรยะ เฮียปฏิเสธฉัน”
“อ้าว แต่พวกฉันเห็นแกเดินหายไปกับเฮียนี่” ทุกคนต่างมองกันอย่างงุนงง เป็นอื่นไปได้อย่างไร ประโยคนั้นฟื้นใจของพะวาที่เหี่ยวเฉาลงให้กลับมาเต้นกระโดดกระเด้ง แล้วได้ยินถ้อยคำที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วสงสัย
“เฮียพาฉันไปเข้าห้องน้ำ”
“อะไรนะ” จริยาไม่เข้าใจว่าเฮียคีพาเพื่อนของเธอไปเข้าห้องน้ำทำไม
“ก็แค่ฉันเดินเข้าไปหาเฮีย พูดคำว่าสวัสดีค่ะ เฮียก็สวนกลับมาเลยว่า ผมมีเด็กของผมอยู่แล้วครับ” ปีย์วราอธิบายด้วยสีหน้าสุดอับอาย
“อ้าว แล้วทำไมเฮียรับเหล้า” เพื่อนอีกคนเอ่ยถาม
“มารยาทไงจ๊ะ” จริยาที่ตั้งสติและประมวลผลได้เร็วที่สุดเป็นคนหันไปตอบกลับ
“ตอนนั้นฉันหน้าแตก แต่ยังพยายามรักษาฟอร์มเลยเฉไฉไปว่า จะเข้าไปถามเฉยๆ ว่าห้องน้ำไปทางไหน”
ปีย์วรายิ้มขันใส่ตัวเอง หน้าแตกละเอียดเหมือนกับเศษแก้วที่ตกลงพื้น
“แล้วทำไมแกถึงหายไปตั้งนาน”
“ฉันเก็บเศษหน้าของตัวเองอยู่ไง”
ทุกคนนั้นทั้งขำและนึกสงสาร จริยายกมือขึ้นตบบ่าของเพื่อนแรงๆ เพื่อปลอบใจ ส่วนพะวาเผยรอยยิ้มที่หุบไม่ได้ หลังคิดไกลใจเตลิดไปในแง่ไม่ดีนัก นาทีนั้นก็เห็นคิระอีกครั้ง เขากำลังเดินขึ้นไปยังพื้นที่ส่วนตัว
“พี่อิ๋มคะ พะวาขอตัวไปก่อนนะคะ”
“จะกลับแล้วเหรอพะวา ยังมันกันอยู่เลย” ทุกคนหันมองพะวา นึกเสียดายที่เจ้าตัวขอตัวกลับเสียแล้ว ก่อนจริยาจะโบกมือขึ้นร่ำลา
“งั้นกลับดีๆ นะ พรุ่งนี้เจอกัน”
พะวาปั้นยิ้มตบท้าย ก่อนสองเท้าจะฝ่าผู้คนอ้อมไปด้านข้างของร้านแล้วเดินขึ้นไปหาคนที่นำหน้าไป พบว่าชายหนุ่มยืนพิงผนังห้องด้านนอกรอเธออยู่
“ง่วงนอนหรือยังครับ” คิระกดยิ้ม แม้มาถึงก่อนแต่ขอรอพะวา เชื่อว่าหญิงสาวต้องเดินตามมาในไม่ช้า“เริ่มง่วงแล้วค่ะ”
พอเขาถาม เธอก็เริ่มง่วงขึ้นมานิดหน่อยแล้ว ก่อนเห็นฝ่ามือหนาผายเชิญเข้าห้อง หลังเขาใช้กุญแจไขประตูให้เปิดออก
“เชิญครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
พะวาเดินนำหน้าเข้าห้องทำงานที่มีโซฟาตัวยาวให้ทิ้งตัวลงนอน ก้นหย่อนลงนั่ง แต่ยังไม่ได้นอนลง ดวงตากลมโตมองตรงไปยังคิระที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมในทุกๆ วัน
“อยากรู้อะไร” แค่มองแว็บเดียวคิระก็รู้ว่านัยน์ตาคู่ใสมีความใคร่รู้
“พะวาคิดว่าคุณคีไปกับพี่ปีแล้วเสียอีก” ตอนที่ชายหนุ่มหายไปพร้อมกับเพื่อนของรุ่นพี่ ยอมรับเลยว่าใจทั้งดวงแป้วลง
“ก็ตอนนี้ฉันมีเด็กแล้ว” คิระไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดหาเหตุผล เขารู้ว่าเพราะอะไรถึงไม่กับผู้หญิงคนนั้น
ประโยคนั้นส่งผลให้พะวาหน้าแดงระเรื่อ สายตายังจับจ้องอยู่ที่กรอบหน้าคมเข้ม ปากอิ่มเอ่ยคำถามออกไป ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
“เด็กคุณคีชื่ออะไรหรือคะ”
“อืม...”
คิระทำท่าขบคิดก่อนปล่อยถ้อยคำหนักแน่นออกไป
“เหมือนจะชื่อพะวานะ”
หัวใจดวงน้อยเต้นไวยิ่งกว่าเสียงเพลงที่กำลังถูกรีมิกซ์ แล้วได้ยินคำถามตามมา
“ไม่อยากให้ไปกับรุ่นพี่ แล้วทำไมถึงเอาค็อกเทลมาให้”
“ก็หาเหตุผลที่จะปฏิเสธไม่ได้น่ะสิคะ จะบอกว่าเป็นเด็กคุณคีก็ไม่กล้า ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์บอกกับใครๆ ไหม”
“ถ้าพะวาไม่มีสิทธิ์แล้วใครจะมี ฉันเองก็ไม่เคยห้าม” สุ้มเสียงชัดเจนบ่งบอกถึงสิทธิ์ที่พะวามี แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้
พะวารู้สึกคล้ายมีปีกงอกออกมากลางหลังส่งให้เธอลอยได้ในอากาศ ก่อนสีหน้าจะมีความนึกฉงนในประโยคต่อมาของคนตัวโต
“แต่พรุ่งนี้ไม่ต้องมาหาฉันที่ผับแล้วนะพะวา”
“ทำไมล่ะคะ พะวาทำอะไรให้คุณคีไม่พอใจหรือเปล่าคะ”
พะวาไม่รั้งรอเอ่ยถามไป เหตุใดเขาจึงเอ่ยเช่นนั้น
“อาทิตย์นี้เขาเข้ากะดึกไม่ใช่หรือไง”
“ใช่ค่ะ”
หญิงสาวเข้าใจ ‘เขา’ ที่คิระเอ่ยคงหมายถึงอาของเธอ ดวงตาเริ่มเป็นประกาย ดูท่าคิระจะเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเธอ
“งั้นก็รออยู่ที่นั่น เลิกแล้วจะรีบกลับไปหา” คิระพิงแผ่นหลังกับเบาะ แค่มองปราดเดียวเขาก็พอจะรับรู้ได้ว่า พะวาเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้สรชัช แต่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง
“แต่พะวาก็ไม่ได้ลำบากอะไรนะคะ” เธอรู้สึกตามที่กล่าวไป อุ่นใจที่ได้อยู่ใกล้คิระ แต่ก็ยอมรับว่าร่างกายยังปรับตัวไม่ได้สำหรับการอดนอน
“นอนให้เต็มอิ่มบ้าง” น้ำเสียงของคิระอ่อนลงหลายระดับ ปรับให้พะวารับรู้ถึงความรู้สึก
“จะดีหรือคะ” พะวายังไม่วายลังเล รู้สึกเหมือนกำลังเอาเปรียบคิระอยู่
คิระพยักหน้า สาวเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไร ในเมื่อเรื่องนี้ตนเป็นผู้เสนอ นาทีนั้นก็ได้ยินข้อเสนอที่ทำให้ยิ้มเอ็นดูตอบกลับไป
“งั้นวันนี้พะวาขอบีบยาสีฟันให้บ้างนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
“ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนี่คะ”
“ก๊อป” คิระต่อว่าคำเดียว เขาเคยพูดคำนี้กับพะวา
พะวายิ้มจนเห็นฟันรับคำต่อว่าที่เธอจงใจพูดออกไป แล้วทิ้งตัวลงนอนหลังคิระพยักพเยิดหน้าให้รีบพักผ่อน รอผับเลิกแล้วจะปลุกเพื่อกลับบ้านด้วยกัน
คิระหันกลับไปจดจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มองภาพของร้านตามจุดต่างๆ เพื่อเช็กดูความเรียบร้อย ในสถานบันเทิงเช่นนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่นานกลับมีสิ่งเรียกความสนใจ
เป็นเสียงข้อความจากแอปพลิเคชันหนึ่ง
PPPO : พี่คี
PPPO : ปออยากคุยด้วย
PPPO : ขอปอคุยกับพี่คีหน่อยได้ไหมคะ
สามข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอสมาร์ตโฟน คิระปล่อยให้มันเป็นข้อความที่เขาไม่กดอ่าน แล้วหันไปสนใจสิ่งที่ต้องโฟกัส รวมถึงหันไปมองคนที่นอนหลับไปแล้วด้วย
“อื่อ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับดังอยู่แค่ในลำคอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของร่างที่นอนหลับใหลไปนานเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดวงตากะพริบขึ้นแม้จิตใจจะสั่งให้ดำดิ่งกลับไปสู่ห้วงนิทรา เพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายถูกโอบด้วยอาการขบเมื่อยและปวดร้าว โดยเฉพาะส่วนบอบบาง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้ดวงตาคู่สวยปิดลงอีก นาทีถัดมาถึงเปิดขึ้นปรับแสง ดวงหน้าหันไปมองคนที่นอนอยู่ข้างกาย พะวาถึงกับต้องจ้องมองโครงหน้า ลำคอ และที่ต้นแขนของคิระ ในทันใดน้ำตาเม็ดกลมๆ ก็เอ่อขึ้นมาคลอหน่วยอย่างง่ายดาย เธอจำได้ดีว่าเมื่อคืนทำอะไรไปบ้าง แต่ไม่อาจยับยั้งได้เลย ก่อนค่อยๆ ฝืนขยับตัวขึ้น มือยื่นไปสัมผัสเบาๆ ที่รอยฟันแดงเถือกบนต้นคอแกร่ง ไม่ทันที่พะวาจะได้เอ่ยอะไร ชายหนุ่มก็ลืมตา “ร้องไห้ทำไมพะวา เจ็บใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ” แค่เห็นปากนุ่มที่เบะออก คิระก็กระเด้งตัวขึ้นมากอบกุมร่างเล็กไว้ในวงแขน “อึก” แค่ได้รับความห่วงใย คนที่พยายามไม่ให้น้ำตารินไหลก็บอกอย่างรู้สึกผิด “พะวาขอโทษ พะวาทำร้ายคุณคี” พนมมือขึ้นไหว้ เธอห้ามตัวเองไม่อยู่จริงๆ “เด็กโง่”
“ตรงนี้กลางสี่แยกนะพะวา” คิระลดน้ำหนักของเสียง เขาทำพลาด เขาไม่ควรเสียงดังใส่คนที่สูญเสียการควบคุม ส่วนพะวานิ่งไป ไม่ว่าเขาจะใช้น้ำเสียงแบบไหน เธอก็รู้สึกถูกตำหนิ ความน้อยใจจึงก่อเกิด ลำตัวรั้งกลับมานั่งนิ่งๆ อย่างทบทวนตัวเอง “พะวา…” คิระรู้สึกเจียนจะบ้า ยิ่งถ้อยคำที่พะวากล่าวตามหลังออกมายิ่งทำให้รู้สึกผิด “พะวาขอโทษค่ะ” พะวาไม่ยื่นมือไปยุ่มย่ามกับเนื้อตัวของชายหนุ่มอีก เธอก้มหน้าลง จู่ๆ ก็อยากร้องไห้ ไม่ทันสั่งห้ามความคิด เสียงร้องไห้โฮก็ดังพ้นปาก “ฮื่อ...” คนที่อึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แค่ร้องไห้ เธอไม่ได้โกรธคิระ โกรธตัวเองที่ไม่มีความอดทน ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน คิระขบกรามแน่นยามได้ยินเสียงสะอึกสะอื้น เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจึงเลี้ยวเข้าข้างทาง กรอบหน้าคมเข้มโน้มไปใกล้หน้าสวยหวานแล้วฉกจูบดูดดึงเรียวปากอิ่ม ปรนเปรอป้อนความปรารถนา มือลูบไล้ต้นแขนขาว ส่วนพะวาเงยหน้ารับทั้งน้ำตา แต่กลับรู้สึกดีไม่น้อย พลันจูบตอบกลับไปฉับไว ความต้องการยิ่งเพิ่มทวี จนเป็นฝ่ายยกมือไปล็อกต้นคอแกร่งไว้ ไม่อ
“ได้ครับ” “กูจะรีบกลับไป” เมื่อสิ้นบทสนทนาคิระรีบเหยียบคันเร่งรถ หัวใจลอยปลิวไปหาคนตัวเล็ก อยากจะรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบประโลมเด็กที่คงเสียขวัญหวาดกลัวไม่น้อย แต่ระยะทางยังอีกไกลพอควร มือแกร่งรีบต่อสายหาคนที่ห่วงใย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ด้านคนที่ร้อนไปทั้งใบหน้า ลำตัว และทุกสัดส่วนความรู้สึกครางงึมงำเบาๆ พยายามตั้งสติ ท่อนแขนเรียวยาวยกขึ้นกอดตัวเองประโลมความทรมาน ภายในหัวใจเวลานี้คิดถึงแต่คิระ นาทีนั้นดวงหน้าก็มีรอยยิ้มผุดขึ้น เพราะสมาร์ตโฟนแจ้งเตือนว่าคนที่ต้องการติดต่อกลับมาแล้ว “คุณคี” น้ำเสียงของพะวาบ่งบอ
“ไม่เลย” ทางรุ่นพี่เงียบหายไป เขาเองก็นึกห่วงอยู่เช่นกัน แล้วเห็นพะวาใช้มือทุบต้นขาเบาๆ “พักเถอะพะวา ลูกค้าก็เริ่มน้อยแล้ว” “พะวายังไหวค่ะ” เมื่ออาสาจะช่วยแล้ว เธอเองก็อยากจะทำสุดความสามารถ ไม่ใช่เหนื่อยนิดเหนื่อยหน่อยก็ล่าถอย “ขอบใจนะพะวา” กรวัฒน์ส่งยิ้มซึ้งใจไปให้ เอ็นดูเด็กขยันอย่างพะวา หญิงสาวยิ้มรับ นั่งพักต่ออีกราวห้านาทีก็ขยับตัวไปช่วยงาน เพียงว่าหัวคิ้วเหนือดวงตากลมโตเลิกขึ้นเพราะมีคลื่นความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย “ทำไมร้อนขึ้นมาได้ อย่าเพิ่งมาไม่สบายตอนนี้นะพะวา ช่วยงานคุณคีให้เสร็จก่อน” แปลกที่จู่ๆ ร่างกายก็เกิดความร้อนขึ้น พะวาคิดว่าคงอาจจะป่วยพร้อมบ่นตัวเองในใจ แต่ก็ก้าวเท้าไปทำงานต่อให้เสร็จ ปากนั้นยิ้มอย่างเป็นมิตรไปให้กับลูกค้าที่กำลังต้องการสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม “ได้เลยค่ะ พะวาจะรีบสั่งให้ค่ะ” พะวาหยิบไอแพดขึ้นมากดสั่งค็อกเทลให้แก่กลุ่มลูกค้าผู้หญิง แล้วถอยล่าไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งพร้อมทั้งนิ่งงันไปเนิ่นนานหลายนาที ก่อนหันไปหาน้องพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่ง “พี่ฝากดูโต๊ะนั้นแทนได้ไ
“งั้นเราสั่งเครื่องดื่มกันดีกว่าเนอะ” เพื่อนๆ ในกลุ่มรีบหาทางออก ก่อนเพื่อนจะหน้าซีดไปมากกว่านี้ ส่วนพะวาก็เต็มใจบริการต่อ และทำสุดความสามารถ จากโต๊ะนี้ไปโต๊ะนั้น แล้วเคลื่อนย้ายร่างกายไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็มีกดผิดกดถูกอยู่บ้าง เล่นเอาหัวหมุน พอผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ยิ่งดึกผีเสื้อราตรียิ่งโบยบิน แสงสีเป็นจุดดึงดูดไม่น้อย ไหนจะโพรโมชันดีๆ ที่ทางร้านมอบให้อีก เสียงเพลงมันๆ ที่มีการอัปเดตเพลงฮิตอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ผับแห่งนี้มีลูกค้าวนเวียนเข้าออกอยู่ตลอด พอมีจังหวะให้อู้สักราวห้านาทีหลังเพื่อนนักเสิร์ฟคนหนึ่งรับหน้าที่แทน พะวาก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งในมุมด้านในที่เป็นพื้นที่สำหรับพนักงาน พร้อมทั้งเอ่ยปากชวนคิระที่เดินตามหลังมาพูดคุย “วันนี้คนเยอะมากเลยนะคะ” “อื้อ แต่ระวังตัวด้วยล่ะ” เขาอยากให้พะวานึกถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก “ค่ะ” พะวาพยักหน้า เธอจะพยายามระวังตัวให้มากที่สุด ก่อนต้องส่ายหน้าในคำถามของชายหนุ่ม “น้ำไหม” “พะวายังไม่หิวค่ะ” เธอรู้สึกเมื่อยขาม
“วันนี้มีเด็กเสิร์ฟของเราขอลางานไปสองคนเลยนะครับ” แค่ถึงบ่ายของวันต่อมา คิระที่ไปถึงร้านก็ได้รับแจ้งปัญหาทันที “รวมของเมื่อวานก็เป็นสามแล้วครับ ผมว่าคงไม่พ้นแอบไปทำงานให้ฝั่งนั้น แต่ผมก็หาสำรองไว้แล้วครับ” กรวัฒน์ยังร่ายต่อ น่าหงุดหงิดไม่น้อยกับร้านเปิดใหม่นั่น เขาคิดเห็นไม่ต่างจากรุ่นพี่ว่าฝ่ายนั้นตั้งใจขัดขาและอาจจะมีตื้นลึกหนาบาง เพราะอีกฝ่ายเปิดฉากมาโดยไม่ไว้เชิงทางธุรกิจเลย ราวกับเปิดมาเพื่อทุบร้านของเขาให้ย่อยยับลง คิระพยักหน้า โชคดีที่มีกรวัฒน์คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ แล้วก้าวเท้าไปยังห้องทำงาน เขาต้องคิดกลยุทธ์ในการดึงลูกค้ากลับมา ส่วนเรื่องบริษัทใหม่ในตอนนี้ได้ให้ทางหุ้นส่วนอีกคนเป็นฝ่ายจัดการ เพราะมีความชำนาญมากกว่า คิระสั่งให้พนักงานทุกคนเตรียมสแตนด์บายไว้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจะได้จัดการได้ทันที พอตกเย็นกลับมีสิ่งที่ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น ก๊อกๆ เสียงเคาะห้องไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจ แต่เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กที่โผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มต่างหาก “พะวามาแล้วค่ะคุณคี” “เขาไม่ได้ไปทำงานเหรอ” คิระม







