เข้าสู่ระบบ“ได้ครับ”
“กูจะรีบกลับไป”
เมื่อสิ้นบทสนทนาคิระรีบเหยียบคันเร่งรถ หัวใจลอยปลิวไปหาคนตัวเล็ก อยากจะรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบประโลมเด็กที่คงเสียขวัญหวาดกลัวไม่น้อย แต่ระยะทางยังอีกไกลพอควร มือแกร่งรีบต่อสายหาคนที่ห่วงใย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ด้านคนที่ร้อนไปทั้งใบหน้า ลำตัว และทุกสัดส่วนความรู้สึกครางงึมงำเบาๆ พยายามตั้งสติ ท่อนแขนเรียวยาวยกขึ้นกอดตัวเองประโลมความทรมาน ภายในหัวใจเวลานี้คิดถึงแต่คิระ
นาทีนั้นดวงหน้าก็มีรอยยิ้มผุดขึ้น เพราะสมาร์ตโฟนแจ้งเตือนว่าคนที่ต้องการติดต่อกลับมาแล้ว
“คุณคี”
น้ำเสียงของพะวาบ่งบอกถึงความดีใจ ทว่าก็มีความพร่าสั่นของความทุรนทุรายแทรกไปด้วย“ฉันกำลังรีบกลับไป รอฉันอีกนิดนะพะวา” น้ำเสียงของคิระทุ้มอุ่น อยากจะช่วยทำให้พะวาคลายใจจากอาการที่เป็นอยู่ แค่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ว่าหญิงสาวคงทรมานไม่น้อย
“พะวาก็รอคุณคีอยู่ค่ะ” พะวาว่า ตอนนี้จดจ่อรอเขาใจจะขาดอยู่แล้ว
“ล็อกห้องหรือยัง” คิระเอ่ยถาม สายตามุ่งอยู่บนท้องถนนเร่งรีบไปให้ถึงร้านของตนเองโดยไว แต่เส้นทางบางจุดก็มีรถราหนาแน่น โดยเฉพาะตรงที่เป็นย่านรื่นเริงจึงหงุดหงิดไม่น้อย
“ล็อกแล้วค่ะ” นั่นคือสิ่งที่เธอทำเป็นอย่างแรกเมื่อเข้ามาในห้องนี้ แล้วตั้งคำถามกลับไปบ้าง ใจมิวายกังวล
“พี่เก่งไว้ใจได้ใช่ไหมคะ”
“อื้อ”
คิระตอบกลับเสียงหนักแน่น คบหากับกรวัฒน์มานาน อีกฝ่ายเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ ไม่เคยว่อกแว่กไปในลู่ทางที่ไม่ดี“ตอนนี้พะวาไม่ไว้ใจใครเลยค่ะ นอกจากคุณคี” แม้ได้คำตอบมั่นใจนั้นมา แต่กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม เพราะความกลัวและคลื่นอารมณ์ที่กำลังบีบคั้น คนคนเดียวที่เธอไว้ใจคือคนตัวโต แค่เขาเท่านั้น
“ดีแล้ว แต่ว่าพะวารออีกนิดนะ” คิระมีรอยยิ้มที่ได้ฟังประโยคนั้น แต่คงจะดีหากไม่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“ค่ะ งั้นพะวาจะหลับรอ อย่าขับรถเร็วนะคะ”
แม้ตัวเองจะทรมานกลับไม่วายห่วงใย ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ว่าเขากำลังเร่งรีบกลับมา หากประมาทแล้วเกิดอุบัติเหตุ คนที่เสียใจมากที่สุดคงไม่พ้นเธอคิระไม่ได้ตอบกลับ เพราะเขาคงทำให้พะวาไม่ได้ เวลานี้ตนอยากจะไปหาหญิงสาวโดยเร็วไว แล้วปลายสายก็ค่อยๆ เงียบไป เหมือนพะวาจะทำตามที่บอก
คนทรมานพยายามข่มตาลงนอน ใบหน้างุดเข้าหาโซฟาพร้อมสะกดใจให้นิ่งสงบ ทั้งที่ความต้องการเร่งเร้าราวกับน้ำมันที่ราดรดลงบนเพลิงที่กำลังลุกโชน
เธอได้ยินประกายไฟในตัวแตกออกดังเปรี๊ยะ ดวงตาหลับแน่นแล้วบอกตัวเองว่าอีกไม่นานคิระก็จะมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า
ด้านคิระเวลานี้กำลังกระโจนตัวลงจากรถ วิ่งไวๆ ไปยังประตูด้านหลัง โดยเห็นว่ากรวัฒน์กำลังมองหาตนอยู่ ก่อนเจ้าตัวจะวิ่งเข้ามาหา
“เฮีย ผมไม่ได้ทำนะครับ” สีหน้าของกรวัฒน์สำแดงชัดถึงความกังวล
“หาตัวการมา” คิระไม่ได้หยุดเท้า ยังก้าวไปเรื่อยๆ แม้จะเอ่ยประโยคดุดัน
“ครับ ฝากขอโทษพะวาด้วยครับ”
รู้สึกผิดต่อหญิงสาวไม่น้อย เขาสมควรจะดูแลอีกฝ่ายเป็นอย่างดี กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น
หนนี้ไม่มีเสียงตอบกลับจากรุ่นพี่ เพราะเจ้าตัวก้าวไวๆ ขึ้นบันไดไปเรียบร้อยแล้ว มือใหญ่รีบหยิบกุญแจไขเข้าไปด้านใน
“พะวา”
คิระส่งเสียงไปเรียกหา เท้าเดินอาดๆ เข้าไปยังโซฟา ตัวย่อลงนั่งมองคนที่ขดตัวนอนด้วยท่าทางสั่นเทิ้ม ส่วนพะวาที่ได้ยินเสียงที่รอคอยค่อยๆ พลิกตัวไปมอง“คุณคี” พะวามีรอยยิ้มบนดวงหน้า แล้วบอกถึงความรู้สึกที่กำลังเผชิญ “พะวาทรมานมากเลยค่ะ”
ฝ่ามือใหญ่ลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่ม เห็นชัดว่าดวงหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ ไอความร้อนก็แผ่กระจายออกมา แล้วขยับตัวลุกขึ้นพร้อมทั้งช้อนร่างบอบบางมาไว้ในวงแขน
“จะพาพะวาไปไหนคะ” พะวาร้องถามเสียงเบา
“คอนโดฯ”
ใจจริงเขาอยากจะพาพะวาไปโรงพยาบาล แต่ระยะทางมันไกลเกินไป คนตัวเล็กคงทนไม่ไหว หรือก่อนหน้านี้จะบอกให้คนอื่นพาไปเขาก็ไม่ไว้ใจ หญิงสาวเองก็คงไม่กล้าไปกับผู้อื่น แม้กระทั่งกรวัฒน์ก็ตามที
“ที่นี่ไม่ได้หรือคะ” พะวารู้สึกทรมาน เธอต้องการเขาจนไม่อยากรออะไรอีกแล้ว กลัวว่าตนเองจะใจขาดตายไปเสียก่อน
“ไม่ได้”
“ไกลไหมคะ” เมื่อไม่ได้เธอจึงถามอีก ส่วนคิระส่ายหน้าประกอบคำพูด
“ไม่ไกลครับ”
“สัญญานะ” เธออยากได้คำสัญญา เชื่อว่าคิระจะไม่บิดพลิ้วแน่
“อืม”
เขาให้สัญญา แล้วรีบจัดแจงอุ้มพะวาลงไปยังชั้นล่าง ออกประตูหลังมุ่งหน้าไปยังรถ พาคนทรมานไปยังคอนโดมิเนียมที่อยู่ห่างไปราวสิบนาที
คิระวางร่างเล็กลงบนเบาะนุ่ม ดึงเบลต์มาคาดให้แล้วรีบวนไปประจำตำแหน่ง กระชากรถออกเร็วไว สายตาคอยหันมองพะวาอยู่บ่อยหน แล้วพยายามยิ้ม ทั้งที่สีหน้าของเขามีแต่ความขึงเครียด ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำเสียงสั่นก็ดังขึ้นท้วงอย่างไม่พอใจ
“ไหนว่าไม่ไกลไงคะ นี่มันไกลมากเลยนะคะ” น้ำเสียงเริ่มสะบัด มือกำแน่นและรู้สึกกำลังจะคลั่ง สายตาตัดพ้อคนที่โกหกเธอ
“เราเพิ่งออกจากร้านมาไม่ถึงสามนาทีเลยพะวา” คิระบอกเสียงอ่อน เขารีบที่สุดแล้ว
“แต่พะวาทรมาน ไม่อยากทน ไม่อยากรอแล้ว”
เหมือนว่าความอดทนของพะวาจะแตกพ่าย เพราะร่างเล็กขยับขึ้นแล้วทำท่าจะกระโจนหาคนที่เธอต้องการ มือก็ยื่นไปลูบไล้หน้าท้องแกร่ง
“ที่นี่ไม่ได้พะวา” เขาไม่ปัดป้อง แต่บอกเสียงหนัก
“ไหนว่าเอาได้ทุกที่ไงคะ คนพูดไม่เป็นคำพูด” พะวาที่อารมณ์อยู่เหนือสติ อยากจะร้องไห้แล้วต่อว่าต่อขานคนที่เคยกล่าวเช่นนั้นออกมา
“ตรงนี้กลางสี่แยกนะพะวา” คิระลดน้ำหนักของเสียง เขาทำพลาด เขาไม่ควรเสียงดังใส่คนที่สูญเสียการควบคุม ส่วนพะวานิ่งไป ไม่ว่าเขาจะใช้น้ำเสียงแบบไหน เธอก็รู้สึกถูกตำหนิ ความน้อยใจจึงก่อเกิด ลำตัวรั้งกลับมานั่งนิ่งๆ อย่างทบทวนตัวเอง
“พะวา…”
“อื่อ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับดังอยู่แค่ในลำคอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของร่างที่นอนหลับใหลไปนานเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดวงตากะพริบขึ้นแม้จิตใจจะสั่งให้ดำดิ่งกลับไปสู่ห้วงนิทรา เพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายถูกโอบด้วยอาการขบเมื่อยและปวดร้าว โดยเฉพาะส่วนบอบบาง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้ดวงตาคู่สวยปิดลงอีก นาทีถัดมาถึงเปิดขึ้นปรับแสง ดวงหน้าหันไปมองคนที่นอนอยู่ข้างกาย พะวาถึงกับต้องจ้องมองโครงหน้า ลำคอ และที่ต้นแขนของคิระ ในทันใดน้ำตาเม็ดกลมๆ ก็เอ่อขึ้นมาคลอหน่วยอย่างง่ายดาย เธอจำได้ดีว่าเมื่อคืนทำอะไรไปบ้าง แต่ไม่อาจยับยั้งได้เลย ก่อนค่อยๆ ฝืนขยับตัวขึ้น มือยื่นไปสัมผัสเบาๆ ที่รอยฟันแดงเถือกบนต้นคอแกร่ง ไม่ทันที่พะวาจะได้เอ่ยอะไร ชายหนุ่มก็ลืมตา “ร้องไห้ทำไมพะวา เจ็บใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ” แค่เห็นปากนุ่มที่เบะออก คิระก็กระเด้งตัวขึ้นมากอบกุมร่างเล็กไว้ในวงแขน “อึก” แค่ได้รับความห่วงใย คนที่พยายามไม่ให้น้ำตารินไหลก็บอกอย่างรู้สึกผิด “พะวาขอโทษ พะวาทำร้ายคุณคี” พนมมือขึ้นไหว้ เธอห้ามตัวเองไม่อยู่จริงๆ “เด็กโง่”
“ตรงนี้กลางสี่แยกนะพะวา” คิระลดน้ำหนักของเสียง เขาทำพลาด เขาไม่ควรเสียงดังใส่คนที่สูญเสียการควบคุม ส่วนพะวานิ่งไป ไม่ว่าเขาจะใช้น้ำเสียงแบบไหน เธอก็รู้สึกถูกตำหนิ ความน้อยใจจึงก่อเกิด ลำตัวรั้งกลับมานั่งนิ่งๆ อย่างทบทวนตัวเอง “พะวา…” คิระรู้สึกเจียนจะบ้า ยิ่งถ้อยคำที่พะวากล่าวตามหลังออกมายิ่งทำให้รู้สึกผิด “พะวาขอโทษค่ะ” พะวาไม่ยื่นมือไปยุ่มย่ามกับเนื้อตัวของชายหนุ่มอีก เธอก้มหน้าลง จู่ๆ ก็อยากร้องไห้ ไม่ทันสั่งห้ามความคิด เสียงร้องไห้โฮก็ดังพ้นปาก “ฮื่อ...” คนที่อึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แค่ร้องไห้ เธอไม่ได้โกรธคิระ โกรธตัวเองที่ไม่มีความอดทน ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน คิระขบกรามแน่นยามได้ยินเสียงสะอึกสะอื้น เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจึงเลี้ยวเข้าข้างทาง กรอบหน้าคมเข้มโน้มไปใกล้หน้าสวยหวานแล้วฉกจูบดูดดึงเรียวปากอิ่ม ปรนเปรอป้อนความปรารถนา มือลูบไล้ต้นแขนขาว ส่วนพะวาเงยหน้ารับทั้งน้ำตา แต่กลับรู้สึกดีไม่น้อย พลันจูบตอบกลับไปฉับไว ความต้องการยิ่งเพิ่มทวี จนเป็นฝ่ายยกมือไปล็อกต้นคอแกร่งไว้ ไม่อ
“ได้ครับ” “กูจะรีบกลับไป” เมื่อสิ้นบทสนทนาคิระรีบเหยียบคันเร่งรถ หัวใจลอยปลิวไปหาคนตัวเล็ก อยากจะรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบประโลมเด็กที่คงเสียขวัญหวาดกลัวไม่น้อย แต่ระยะทางยังอีกไกลพอควร มือแกร่งรีบต่อสายหาคนที่ห่วงใย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ด้านคนที่ร้อนไปทั้งใบหน้า ลำตัว และทุกสัดส่วนความรู้สึกครางงึมงำเบาๆ พยายามตั้งสติ ท่อนแขนเรียวยาวยกขึ้นกอดตัวเองประโลมความทรมาน ภายในหัวใจเวลานี้คิดถึงแต่คิระ นาทีนั้นดวงหน้าก็มีรอยยิ้มผุดขึ้น เพราะสมาร์ตโฟนแจ้งเตือนว่าคนที่ต้องการติดต่อกลับมาแล้ว “คุณคี” น้ำเสียงของพะวาบ่งบอ
“ไม่เลย” ทางรุ่นพี่เงียบหายไป เขาเองก็นึกห่วงอยู่เช่นกัน แล้วเห็นพะวาใช้มือทุบต้นขาเบาๆ “พักเถอะพะวา ลูกค้าก็เริ่มน้อยแล้ว” “พะวายังไหวค่ะ” เมื่ออาสาจะช่วยแล้ว เธอเองก็อยากจะทำสุดความสามารถ ไม่ใช่เหนื่อยนิดเหนื่อยหน่อยก็ล่าถอย “ขอบใจนะพะวา” กรวัฒน์ส่งยิ้มซึ้งใจไปให้ เอ็นดูเด็กขยันอย่างพะวา หญิงสาวยิ้มรับ นั่งพักต่ออีกราวห้านาทีก็ขยับตัวไปช่วยงาน เพียงว่าหัวคิ้วเหนือดวงตากลมโตเลิกขึ้นเพราะมีคลื่นความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย “ทำไมร้อนขึ้นมาได้ อย่าเพิ่งมาไม่สบายตอนนี้นะพะวา ช่วยงานคุณคีให้เสร็จก่อน” แปลกที่จู่ๆ ร่างกายก็เกิดความร้อนขึ้น พะวาคิดว่าคงอาจจะป่วยพร้อมบ่นตัวเองในใจ แต่ก็ก้าวเท้าไปทำงานต่อให้เสร็จ ปากนั้นยิ้มอย่างเป็นมิตรไปให้กับลูกค้าที่กำลังต้องการสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม “ได้เลยค่ะ พะวาจะรีบสั่งให้ค่ะ” พะวาหยิบไอแพดขึ้นมากดสั่งค็อกเทลให้แก่กลุ่มลูกค้าผู้หญิง แล้วถอยล่าไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งพร้อมทั้งนิ่งงันไปเนิ่นนานหลายนาที ก่อนหันไปหาน้องพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่ง “พี่ฝากดูโต๊ะนั้นแทนได้ไ
“งั้นเราสั่งเครื่องดื่มกันดีกว่าเนอะ” เพื่อนๆ ในกลุ่มรีบหาทางออก ก่อนเพื่อนจะหน้าซีดไปมากกว่านี้ ส่วนพะวาก็เต็มใจบริการต่อ และทำสุดความสามารถ จากโต๊ะนี้ไปโต๊ะนั้น แล้วเคลื่อนย้ายร่างกายไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็มีกดผิดกดถูกอยู่บ้าง เล่นเอาหัวหมุน พอผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ยิ่งดึกผีเสื้อราตรียิ่งโบยบิน แสงสีเป็นจุดดึงดูดไม่น้อย ไหนจะโพรโมชันดีๆ ที่ทางร้านมอบให้อีก เสียงเพลงมันๆ ที่มีการอัปเดตเพลงฮิตอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ผับแห่งนี้มีลูกค้าวนเวียนเข้าออกอยู่ตลอด พอมีจังหวะให้อู้สักราวห้านาทีหลังเพื่อนนักเสิร์ฟคนหนึ่งรับหน้าที่แทน พะวาก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งในมุมด้านในที่เป็นพื้นที่สำหรับพนักงาน พร้อมทั้งเอ่ยปากชวนคิระที่เดินตามหลังมาพูดคุย “วันนี้คนเยอะมากเลยนะคะ” “อื้อ แต่ระวังตัวด้วยล่ะ” เขาอยากให้พะวานึกถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก “ค่ะ” พะวาพยักหน้า เธอจะพยายามระวังตัวให้มากที่สุด ก่อนต้องส่ายหน้าในคำถามของชายหนุ่ม “น้ำไหม” “พะวายังไม่หิวค่ะ” เธอรู้สึกเมื่อยขาม
“วันนี้มีเด็กเสิร์ฟของเราขอลางานไปสองคนเลยนะครับ” แค่ถึงบ่ายของวันต่อมา คิระที่ไปถึงร้านก็ได้รับแจ้งปัญหาทันที “รวมของเมื่อวานก็เป็นสามแล้วครับ ผมว่าคงไม่พ้นแอบไปทำงานให้ฝั่งนั้น แต่ผมก็หาสำรองไว้แล้วครับ” กรวัฒน์ยังร่ายต่อ น่าหงุดหงิดไม่น้อยกับร้านเปิดใหม่นั่น เขาคิดเห็นไม่ต่างจากรุ่นพี่ว่าฝ่ายนั้นตั้งใจขัดขาและอาจจะมีตื้นลึกหนาบาง เพราะอีกฝ่ายเปิดฉากมาโดยไม่ไว้เชิงทางธุรกิจเลย ราวกับเปิดมาเพื่อทุบร้านของเขาให้ย่อยยับลง คิระพยักหน้า โชคดีที่มีกรวัฒน์คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ แล้วก้าวเท้าไปยังห้องทำงาน เขาต้องคิดกลยุทธ์ในการดึงลูกค้ากลับมา ส่วนเรื่องบริษัทใหม่ในตอนนี้ได้ให้ทางหุ้นส่วนอีกคนเป็นฝ่ายจัดการ เพราะมีความชำนาญมากกว่า คิระสั่งให้พนักงานทุกคนเตรียมสแตนด์บายไว้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจะได้จัดการได้ทันที พอตกเย็นกลับมีสิ่งที่ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น ก๊อกๆ เสียงเคาะห้องไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจ แต่เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กที่โผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มต่างหาก “พะวามาแล้วค่ะคุณคี” “เขาไม่ได้ไปทำงานเหรอ” คิระม







