로그인“อื่อ...”
เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับดังอยู่แค่ในลำคอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของร่างที่นอนหลับใหลไปนานเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดวงตากะพริบขึ้นแม้จิตใจจะสั่งให้ดำดิ่งกลับไปสู่ห้วงนิทรา เพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายถูกโอบด้วยอาการขบเมื่อยและปวดร้าว โดยเฉพาะส่วนบอบบาง
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้ดวงตาคู่สวยปิดลงอีก นาทีถัดมาถึงเปิดขึ้นปรับแสง ดวงหน้าหันไปมองคนที่นอนอยู่ข้างกาย
พะวาถึงกับต้องจ้องมองโครงหน้า ลำคอ และที่ต้นแขนของคิระ ในทันใดน้ำตาเม็ดกลมๆ ก็เอ่อขึ้นมาคลอหน่วยอย่างง่ายดาย
เธอจำได้ดีว่าเมื่อคืนทำอะไรไปบ้าง แต่ไม่อาจยับยั้งได้เลย ก่อนค่อยๆ ฝืนขยับตัวขึ้น มือยื่นไปสัมผัสเบาๆ ที่รอยฟันแดงเถือกบนต้นคอแกร่ง ไม่ทันที่พะวาจะได้เอ่ยอะไร ชายหนุ่มก็ลืมตา
“ร้องไห้ทำไมพะวา เจ็บใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ” แค่เห็นปากนุ่มที่เบะออก คิระก็กระเด้งตัวขึ้นมากอบกุมร่างเล็กไว้ในวงแขน
“อึก”
แค่ได้รับความห่วงใย คนที่พยายามไม่ให้น้ำตารินไหลก็บอกอย่างรู้สึกผิด
“พะวาขอโทษ พะวาทำร้ายคุณคี” พนมมือขึ้นไหว้ เธอห้ามตัวเองไม่อยู่จริงๆ
“เด็กโง่”
คิระกลั้วหัวเราะ พะวาไม่จำเป็นต้องขอโทษเขาเลยสักนิด เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร ถูกกัดแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก เขาสิที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษที่ดูแลหญิงสาวได้ไม่ดี แล้วเอ่ยอย่างปลอบประโลม
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวก็หาย แต่พะวาต้องไปหาหมอนะ ตัวของเราอุ่นขึ้นกว่าเมื่อคืน คงจะเป็นไข้แน่ๆ อีกอย่างคงต้องให้คุณหมอตรวจเช็กสารในร่างกายเพื่อเป็นหลักฐาน”
“แต่พะวาไม่มีชุดเปลี่ยนนะคะ” พะวานึกถึงชุดของตัวเอง จำได้ว่าตอนที่ถูกอุ้มออกจากผับ เธอสวมชุดเมด จะให้ใส่ชุดนั้นไปหาหมอก็คงไม่ไหว มันแปลกเกินไป
“ฉันให้คนที่ผับเอาเสื้อของพะวาที่ใส่เมื่อวานมาให้แล้ว และโยนเข้าเครื่องซักผ้ากับเครื่องอบไปเมื่อเช้า”
คิระหลับๆ ตื่นๆ เพราะคอยตื่นขึ้นมาตรวจเช็กอุณหภูมิในร่างกายของพะวา จึงได้นำเสื้อผ้าไปซักและทำให้แห้งแล้ว ก่อนจะก้มหน้าลงมองคนที่มีคำถาม
“พะวามีเรื่องอยากถามค่ะ”
“ถามมาสิ”
“ทำไมถึงทำที่ห้องทำงานไม่ได้หรือคะ” ที่จริงใช่ว่าห้องทำงานจะไม่เคยทำ จึงแปลกที่เขาพาเธอมายังห้องพักแห่งนี้
“ฉันกลัวว่ามันจะมีกล้องแอบซุกอยู่เหมือนอีกร้าน”
ปิ๊บๆ
คิระที่มองพะวาอยู่เบนสายตาไปมองข้อความที่แจ้งตือนบนหน้าจอสมาร์ตโฟนที่มาจากคนสนิทอย่างกรวัฒน์ มือใหญ่เอื้อมไปหยิบมาพิจารณา
“ผมได้ตัวแล้วครับ”
ข้อความสั้นๆ ทำให้คิระกดยิ้มลึก นัยน์ตาฉายแววดุดัน
“เดี๋ยวฉันมานะพะวา” สิ้นคำชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปพูดคุยกับคนสนิทอยู่หลายประโยค แน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ส่วนพะวาพยายามลุกจากเตียงเพื่อไปชำระร่างกาย ดวงหน้าบิดเบี้ยวด้วยอาการปวดร้าว ทว่าก็ไม่ได้รุนแรงจนทนไม่ไหว มันอาจจะมีช้ำกับระบมบ้างก็เท่านั้น แล้วฝืนเดินต่อไป
คิระที่ลดสมาร์ตโฟนลงไปอยู่ข้างลำตัวรีบปรี่เข้าไปประคองร่างเล็ก
“ทำไมไม่รอฉันพะวา”
“พะวาไหวค่ะ”
เธอก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ชายหนุ่มไม่ต้องตามประกบคอยดูแลหรอก คิระพยักหน้ารู้ว่าพะวาเป็นคนเก่ง แต่ก็อยากจะดูแล แล้วพาหญิงสาวไปส่งที่ห้องน้ำหลังจัดเตรียมของใช้และเสื้อผ้าให้
ในครึ่งชั่วโมงต่อมาพะวาก็กลับออกมานั่งรอคนตัวโตเข้าไปอาบน้ำบ้าง และทำให้มีเวลามองสำรองรอบๆ ห้องของชายหนุ่ม
ที่นี่ดูเรียบง่าย สบายตา ของถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ พอชายหนุ่มอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินมาโอบเอวเธอพาตรงไปหยุดยังตู้รองเท้า แล้วจู่ๆ พะวาก็มีรอยยิ้มขึ้นมา
“ยิ้มอะไรฮึ” คนที่กำลังโน้มตัวลงไปหยิบรองเท้าที่กระจัดกระจายเห็นรอยยิ้มขันๆ จึงไม่วายร้องถาม
พะวาเอาแต่อมยิ้มไม่ตอบ ก่อนมีความทรงจำผุดขึ้นให้นึกตลกตัวเอง ฝ่ายคิระมองไปยังจุดที่สายตาของพะวาโฟกัสอยู่
เป็นรองเท้าหนังสีน้ำตาลคู่หนึ่งของเขา หัวคิ้วเลิกขึ้นนิดหน่อย ก่อนเห็นพะวาทำท่าจะโน้มตัวไปสวมรองเท้าของตัวเอง เขาจึงหยิบฉวยมันมาไว้ในมือพร้อมนั่งยองๆ
“เดี๋ยวฉันสวมให้” คิระบอกในสิ่งที่เขาคิดจะทำ
“พะวาใส่เองได้ค่ะ” พะวาถอยเท้าห่างไปเล็กน้อย
“ก้มลงมาเดี๋ยวจะเจ็บท้องเอา และฉันก็ไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างถือสาอะไรกับเรื่องพวกนี้”
“แต่...” พะวาลังเลใจ มันดูไม่เหมาะสักเท่าไร และเธอก็ไม่ได้เจ็บถึงขั้นจะใส่รองเท้าเองไม่ไหว ทว่าคิระกลับใช้ไม้เด็ดที่ทำให้ยินยอม
“หรือจะให้ฉันจูบเท้าของพะวาให้ดูก่อน” น้ำเสียงของคิระชัดเจนในความต้องการ กับแค่ใส่รองเท้าให้กับผู้หญิงของเขามันไม่ได้น่าลำบากใจอะไรเลย
“ไม่ต้องค่ะ”
พะวาต้องยอมยื่นเท้าไปให้คิระสวมรองเท้าให้ พอเสร็จเธอก็ถูกพาตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กร่างกาย มีคิระคอยประคับประคองไม่ยอมห่าง ความใส่ใจที่ได้รับทำให้คนที่ร้าวระบมยิ้มแทบไม่หุบ
“อื่อ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับดังอยู่แค่ในลำคอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของร่างที่นอนหลับใหลไปนานเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดวงตากะพริบขึ้นแม้จิตใจจะสั่งให้ดำดิ่งกลับไปสู่ห้วงนิทรา เพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายถูกโอบด้วยอาการขบเมื่อยและปวดร้าว โดยเฉพาะส่วนบอบบาง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้ดวงตาคู่สวยปิดลงอีก นาทีถัดมาถึงเปิดขึ้นปรับแสง ดวงหน้าหันไปมองคนที่นอนอยู่ข้างกาย พะวาถึงกับต้องจ้องมองโครงหน้า ลำคอ และที่ต้นแขนของคิระ ในทันใดน้ำตาเม็ดกลมๆ ก็เอ่อขึ้นมาคลอหน่วยอย่างง่ายดาย เธอจำได้ดีว่าเมื่อคืนทำอะไรไปบ้าง แต่ไม่อาจยับยั้งได้เลย ก่อนค่อยๆ ฝืนขยับตัวขึ้น มือยื่นไปสัมผัสเบาๆ ที่รอยฟันแดงเถือกบนต้นคอแกร่ง ไม่ทันที่พะวาจะได้เอ่ยอะไร ชายหนุ่มก็ลืมตา “ร้องไห้ทำไมพะวา เจ็บใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ” แค่เห็นปากนุ่มที่เบะออก คิระก็กระเด้งตัวขึ้นมากอบกุมร่างเล็กไว้ในวงแขน “อึก” แค่ได้รับความห่วงใย คนที่พยายามไม่ให้น้ำตารินไหลก็บอกอย่างรู้สึกผิด “พะวาขอโทษ พะวาทำร้ายคุณคี” พนมมือขึ้นไหว้ เธอห้ามตัวเองไม่อยู่จริงๆ “เด็กโง่”
“ตรงนี้กลางสี่แยกนะพะวา” คิระลดน้ำหนักของเสียง เขาทำพลาด เขาไม่ควรเสียงดังใส่คนที่สูญเสียการควบคุม ส่วนพะวานิ่งไป ไม่ว่าเขาจะใช้น้ำเสียงแบบไหน เธอก็รู้สึกถูกตำหนิ ความน้อยใจจึงก่อเกิด ลำตัวรั้งกลับมานั่งนิ่งๆ อย่างทบทวนตัวเอง “พะวา…” คิระรู้สึกเจียนจะบ้า ยิ่งถ้อยคำที่พะวากล่าวตามหลังออกมายิ่งทำให้รู้สึกผิด “พะวาขอโทษค่ะ” พะวาไม่ยื่นมือไปยุ่มย่ามกับเนื้อตัวของชายหนุ่มอีก เธอก้มหน้าลง จู่ๆ ก็อยากร้องไห้ ไม่ทันสั่งห้ามความคิด เสียงร้องไห้โฮก็ดังพ้นปาก “ฮื่อ...” คนที่อึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แค่ร้องไห้ เธอไม่ได้โกรธคิระ โกรธตัวเองที่ไม่มีความอดทน ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน คิระขบกรามแน่นยามได้ยินเสียงสะอึกสะอื้น เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจึงเลี้ยวเข้าข้างทาง กรอบหน้าคมเข้มโน้มไปใกล้หน้าสวยหวานแล้วฉกจูบดูดดึงเรียวปากอิ่ม ปรนเปรอป้อนความปรารถนา มือลูบไล้ต้นแขนขาว ส่วนพะวาเงยหน้ารับทั้งน้ำตา แต่กลับรู้สึกดีไม่น้อย พลันจูบตอบกลับไปฉับไว ความต้องการยิ่งเพิ่มทวี จนเป็นฝ่ายยกมือไปล็อกต้นคอแกร่งไว้ ไม่อ
“ได้ครับ” “กูจะรีบกลับไป” เมื่อสิ้นบทสนทนาคิระรีบเหยียบคันเร่งรถ หัวใจลอยปลิวไปหาคนตัวเล็ก อยากจะรีบวิ่งเข้าไปกอดปลอบประโลมเด็กที่คงเสียขวัญหวาดกลัวไม่น้อย แต่ระยะทางยังอีกไกลพอควร มือแกร่งรีบต่อสายหาคนที่ห่วงใย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ด้านคนที่ร้อนไปทั้งใบหน้า ลำตัว และทุกสัดส่วนความรู้สึกครางงึมงำเบาๆ พยายามตั้งสติ ท่อนแขนเรียวยาวยกขึ้นกอดตัวเองประโลมความทรมาน ภายในหัวใจเวลานี้คิดถึงแต่คิระ นาทีนั้นดวงหน้าก็มีรอยยิ้มผุดขึ้น เพราะสมาร์ตโฟนแจ้งเตือนว่าคนที่ต้องการติดต่อกลับมาแล้ว “คุณคี” น้ำเสียงของพะวาบ่งบอ
“ไม่เลย” ทางรุ่นพี่เงียบหายไป เขาเองก็นึกห่วงอยู่เช่นกัน แล้วเห็นพะวาใช้มือทุบต้นขาเบาๆ “พักเถอะพะวา ลูกค้าก็เริ่มน้อยแล้ว” “พะวายังไหวค่ะ” เมื่ออาสาจะช่วยแล้ว เธอเองก็อยากจะทำสุดความสามารถ ไม่ใช่เหนื่อยนิดเหนื่อยหน่อยก็ล่าถอย “ขอบใจนะพะวา” กรวัฒน์ส่งยิ้มซึ้งใจไปให้ เอ็นดูเด็กขยันอย่างพะวา หญิงสาวยิ้มรับ นั่งพักต่ออีกราวห้านาทีก็ขยับตัวไปช่วยงาน เพียงว่าหัวคิ้วเหนือดวงตากลมโตเลิกขึ้นเพราะมีคลื่นความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย “ทำไมร้อนขึ้นมาได้ อย่าเพิ่งมาไม่สบายตอนนี้นะพะวา ช่วยงานคุณคีให้เสร็จก่อน” แปลกที่จู่ๆ ร่างกายก็เกิดความร้อนขึ้น พะวาคิดว่าคงอาจจะป่วยพร้อมบ่นตัวเองในใจ แต่ก็ก้าวเท้าไปทำงานต่อให้เสร็จ ปากนั้นยิ้มอย่างเป็นมิตรไปให้กับลูกค้าที่กำลังต้องการสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม “ได้เลยค่ะ พะวาจะรีบสั่งให้ค่ะ” พะวาหยิบไอแพดขึ้นมากดสั่งค็อกเทลให้แก่กลุ่มลูกค้าผู้หญิง แล้วถอยล่าไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งพร้อมทั้งนิ่งงันไปเนิ่นนานหลายนาที ก่อนหันไปหาน้องพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่ง “พี่ฝากดูโต๊ะนั้นแทนได้ไ
“งั้นเราสั่งเครื่องดื่มกันดีกว่าเนอะ” เพื่อนๆ ในกลุ่มรีบหาทางออก ก่อนเพื่อนจะหน้าซีดไปมากกว่านี้ ส่วนพะวาก็เต็มใจบริการต่อ และทำสุดความสามารถ จากโต๊ะนี้ไปโต๊ะนั้น แล้วเคลื่อนย้ายร่างกายไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็มีกดผิดกดถูกอยู่บ้าง เล่นเอาหัวหมุน พอผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ยิ่งดึกผีเสื้อราตรียิ่งโบยบิน แสงสีเป็นจุดดึงดูดไม่น้อย ไหนจะโพรโมชันดีๆ ที่ทางร้านมอบให้อีก เสียงเพลงมันๆ ที่มีการอัปเดตเพลงฮิตอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ผับแห่งนี้มีลูกค้าวนเวียนเข้าออกอยู่ตลอด พอมีจังหวะให้อู้สักราวห้านาทีหลังเพื่อนนักเสิร์ฟคนหนึ่งรับหน้าที่แทน พะวาก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งในมุมด้านในที่เป็นพื้นที่สำหรับพนักงาน พร้อมทั้งเอ่ยปากชวนคิระที่เดินตามหลังมาพูดคุย “วันนี้คนเยอะมากเลยนะคะ” “อื้อ แต่ระวังตัวด้วยล่ะ” เขาอยากให้พะวานึกถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก “ค่ะ” พะวาพยักหน้า เธอจะพยายามระวังตัวให้มากที่สุด ก่อนต้องส่ายหน้าในคำถามของชายหนุ่ม “น้ำไหม” “พะวายังไม่หิวค่ะ” เธอรู้สึกเมื่อยขาม
“วันนี้มีเด็กเสิร์ฟของเราขอลางานไปสองคนเลยนะครับ” แค่ถึงบ่ายของวันต่อมา คิระที่ไปถึงร้านก็ได้รับแจ้งปัญหาทันที “รวมของเมื่อวานก็เป็นสามแล้วครับ ผมว่าคงไม่พ้นแอบไปทำงานให้ฝั่งนั้น แต่ผมก็หาสำรองไว้แล้วครับ” กรวัฒน์ยังร่ายต่อ น่าหงุดหงิดไม่น้อยกับร้านเปิดใหม่นั่น เขาคิดเห็นไม่ต่างจากรุ่นพี่ว่าฝ่ายนั้นตั้งใจขัดขาและอาจจะมีตื้นลึกหนาบาง เพราะอีกฝ่ายเปิดฉากมาโดยไม่ไว้เชิงทางธุรกิจเลย ราวกับเปิดมาเพื่อทุบร้านของเขาให้ย่อยยับลง คิระพยักหน้า โชคดีที่มีกรวัฒน์คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ แล้วก้าวเท้าไปยังห้องทำงาน เขาต้องคิดกลยุทธ์ในการดึงลูกค้ากลับมา ส่วนเรื่องบริษัทใหม่ในตอนนี้ได้ให้ทางหุ้นส่วนอีกคนเป็นฝ่ายจัดการ เพราะมีความชำนาญมากกว่า คิระสั่งให้พนักงานทุกคนเตรียมสแตนด์บายไว้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจะได้จัดการได้ทันที พอตกเย็นกลับมีสิ่งที่ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น ก๊อกๆ เสียงเคาะห้องไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจ แต่เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กที่โผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มต่างหาก “พะวามาแล้วค่ะคุณคี” “เขาไม่ได้ไปทำงานเหรอ” คิระม







