ログインแม่ทัพเอี้ยนฟงนั่งจิบชาด้วยท่าทีสุขุม สายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์จ้องมองไปยังม่านนั้นอย่างพินิจ เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง
"เขาว่ากันว่า... คุณหนูฉินมิเพียงงดงามทว่ายังมีสติปัญญาเลิศล้ำ วันนี้ข้ามาเพื่อขอสดับฟังบทกวีที่ว่ากันว่าสะเทือนถึงสรวงสวรรค์อีกสักคราจะได้หรือไม่?"
เสี่ยวหนิงที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลังม่านลอบผ่อนลมหายใจเบาๆ นางปรายตามองคุณหนู ฮวาเฟย ที่กำลังนั่งแคะเล็บอย่างไม่สนใจโลก ก่อนที่มือเรียวของสาวใช้จะเริ่มบรรเลงดีดสายพิณเบาๆ เป็นท่วงทำนองเนิบนาบชวนฝัน แล้วร่ายบทกวีที่กลั่นกรองจากมันสมองของนางออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานจับใจบุรุษทุกคนในที่นั้น
“ม่านมุกบดบังโฉม ประโลมเพียงสุรเสียง
ดุจจันทร์เร้นเมฆา นิทราในราตรี
กวีร้อยเรียงถ้อย สลักรอยในดวงแด
มิใช่เพียงรูปกาย... ทว่าคือจิตวิญญาณที่ส่องประกายกลางใจคน”
"โอ้! ช่างล้ำลึกนัก!" บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งถึงกับวางจอกชาลงพลางอุทานด้วยความทึ่ง "เปรียบเปรยการเร้นกายหลังม่านดุจจันทร์ในเมฆา ทว่าแสงสว่างแห่งปัญญากลับทะลุผ่านออกมาได้... สมคำเล่ำลือจริงๆ!"
เอี้ยนฟงยกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาไหววูบด้วยความพึงพอใจ "จิตวิญญาณที่ส่องประกายงั้นรึ?... คุณหนูฉิน วาจาของท่านช่าง 'คมคาย' จนข้าอยากจะรู้ยิ่งนักว่า หากดึงม่านนี้ออก แสงจันทร์ที่ท่านว่า... จะสว่างจ้าจนทำให้ข้าตาบอดเทียวหรือไม่?"
หลังม่านนั้น คุณหนูผู้งดงามดีใจจนเนื้อเต้น "ตอบไปสิ! อย่าให้ท่านแม่ทัพรู้ว่าข้าคิดกวีตอบไม่ออก... เร็วเข้า!"
เสี่ยวหนิงรับคำสั่งอย่างนอบน้อม นางขยับปลายนิ้วดีดสายพิณแรงขึ้นหนึ่งจังหวะจนเกิดเสียงกังวานใส ก่อนจะร่ายบทกวีโต้ตอบกลับไปอย่างแหลมคม
"คมดาบสยบแคว้น... ทว่าคมปัญญาปราบพยัคฆ์
แสงจันทร์รำไร... ย่อมละมุนตากว่าอาทิตย์แผดเผา
ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร หากปรารถนาชมจันทร์ยามกระจ่าง
ย่อมต้องรู้จัก 'อดทน' รอคอยให้เมฆาเคลื่อนคล้อยไปเอง"
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก!" เอี้ยนฟงระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความถูกใจในความพยศของฝีปากหญิงสาว "อดทนรอเมฆาเคลื่อนคล้อยงั้นรึ? ข้าเป็นนักรบ... หากจันทร์ไม่ส่องแสง ข้ามักจะใช้วิธี 'พังทลาย' เมฆาเสียมากกว่า!"
บรรยากาศเบื้องหลังม่านมุกพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด เมื่อแม่ทัพเอี้ยนฟงวางจอกชาลงดัง "กึก" ดวงตาคมปลาบของเขาจ้องเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุผ่านม่านไม้ไผ่เพื่อจับผิดสตรีผู้อยู่เบื้องหลัง
"คุณหนูฉิน... ที่ผ่านมาข้าได้ยินแต่คำล่ำลือเรื่องรูปโฉมและกวี ทว่าในยามที่แผ่นดินทิศประจิมกำลังลุกเป็นไฟด้วยข้อพิพาทเรื่องเส้นทางลำเลียงเสบียง ข้าอยากรู้นักว่า 'อัญมณีแห่งเมืองหลวง' เช่นท่าน จะมีมุมมองต่อภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้อย่างไร?"
เอี้ยนฟงจงใจโยนคำถามหินที่แม้แต่กุนซือในกองทัพยังกุมขมับ เขาต้องการทดสอบว่าสตรีผู้นี้มีดีแค่เปลือกนอกหรือมีความคิดที่ 'คู่ควร' จะเป็นนายหญิงแห่งจวนแม่ทัพ
เสี่ยวหนิงที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายฮวาเฟย ลอบมองเจ้านายสาวที่บัดนี้กำลังนั่งหาวหวอดด้วยความเบื่อหน่าย นางจึงรีบขยับปลายนิ้วดีดสายพิณเป็นจังหวะรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองรบ ก่อนจะร่ายวาจาโต้ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังกว่าเดิม
"ท่านแม่ทัพเอ่ยถึงเส้นทางหุบเขาใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เสียงหวานเบื้องหลังม่านเอ่ยขึ้น "หากมองเพียงแผนที่ ย่อมเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ได้เปรียบเพราะขนาบด้วยหน้าผาสูง ทว่าลมมรสุมที่พัดผ่านทิศนี้ในช่วงเหมันต์ จะหอบเอาความชื้นและหมอกหนามาปกคลุมจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว"
เอี้ยนฟงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยสบประมาทแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
"การตั้งทัพอยู่ในหุบเขาจึงมิใช่เรื่องฉลาด... แต่หากท่านอ้อมไปทางทุ่งหญ้าทางทิศใต้ แม้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นสามสัปดาห์ ทว่าที่นั่นมีแหล่งน้ำใต้ดินและเส้นทางที่เปิดโล่ง ชัยภูมิที่ดูอ่อนด้อยกว่า... กลับเป็นจุดตายที่จะทำให้ท่านตลบหลังศัตรูที่กำลังรอคอยความตายอยู่ในสายหมอกได้ดีที่สุด"
คำตอบนั้นทำให้เอี้ยนฟงถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความทึ่ง! เขามองเห็นภาพรวมของสงครามในมุมที่เขาคาดไม่ถึง มุมมองเรื่องสภาพอากาศที่สอดประสานกับภูมิศาสตร์อย่างลึกซึ้งเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่สตรีในห้องหอจะรู้ได้ง่ายๆ
"มหัศจรรย์นัก!" เอี้ยนฟงเอ่ยชมจากใจจริง "ข้าศึกษาสนามรบมาทั้งชีวิต กลับไม่เคยนึกถึงการใช้ 'ลมและหมอก' มาเป็นส่วนหนึ่งของชัยภูมิได้เฉียบแหลมเท่าท่าน... คุณหนูฉิน ปัญญาของท่านช่างล้ำเลิศจนข้าประทับใจยิ่งนัก!"
เขาก้าวเข้าไปประชิดม่านมุกมากขึ้นจนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนม่าน "ความรู้และการเมืองของท่าน... ทำให้ข้ามิได้เพียงแค่อยากเชยชมรูปโฉม แต่ยิ่งทำให้ข้าปรารถนาจะครองคู่กับสตรีผู้เป็นเพชรน้ำเอกเช่นท่านไปชั่วชีวิต!"
“ท่านแม่ทัพโปรดสำรวมด้วยเจ้าค่ะ”
หลังม่านมุกที่ซ้อนทับด้วยม่านไม้ไผ่ เสี่ยวหนิงตัวสั่นสะท้าน รีบก้มหมอบลงอย่างเจียมตน ฉินฮวาเฟยจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองจนห่อเลือด ใบหน้าที่เคยฉาบไว้ด้วยความอวดดีบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยเพลิงริษยาที่เผาไหม้ลึกเข้าไปในทรวง
นางได้ยินเต็มสองหู... คำชมเชยจากปากของบุรุษที่งามสง่าที่สุดอย่างแม่ทัพเอี้ยนฟง แม้เขาจะเอ่ยชม 'ฉินฮวาเฟย' แต่นางก็อยากจะกระชากผมเสี่ยวหนิงแล้วลากออกมาตบตีให้สาแก่ใจ
"เสี่ยวหนิง..." ฉินฮวาเฟยกระซิบเสียงเย็นเยียบลอดไรฟัน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยพิษสงที่พร้อมจะทิ่มแทง "จงจำใส่หัวไว้... ที่ท่านแม่ทัพชมเมื่อครู่ เขาชม 'ข้า' ไม่ใช่เจ้า! อย่าได้ริอ่านลำพองใจคิดว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาเชียว"
เสี่ยวหนิงก้มหน้าต่ำจนหน้าผากจรดพื้นดิน "บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวรู้ตัวดีว่าต่ำต้อยเพียงใด"
"ดี! ถ้ารูตัวก็จงมุดหัวอยู่ในรูโง่ๆ ของเจ้าต่อไป อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าพยายามจะเรียกร้องความสนใจจากท่านแม่ทัพอีกเด็ดขาด!" ฮวาเฟยขู่ฟ่อพลางใช้เท้าถีบไหล่สาวใช้อย่างแรงจนเสี่ยวหนิงล้มคะมำ
“คนที่จะเคียงคู่กับท่านแม่ทัพก็คือคุณหนูผู้งดงามอย่างข้า ไม่ใช่สาวใช้กระจอกๆ เยี่ยงเจ้า!”
บทส่งท้ายแม่ทัพเอี้ยนฟงนำขบวนม้าอันยิ่งใหญ่พาเสี่ยวหนิงและครอบครัวของนางกลับสู่จวนแม่ทัพ พิธีแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ยิ่งใหญ่กว่าครั้งใดๆเสียงกลองศึกที่เคยดังก้องในสนามรบ บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเสียงกลองมงคลดังกึกก้องไปทั่วทั้งพระนคร ขบวนม้าอันเกรียงไกรของแม่ทัพเอี้ยนฟง เคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักอย่างช้าๆ ทว่าสง่างาม ท่านแม่ทัพในชุดเกราะเต็ยยศสีดำขลิบทอง ควบอาชาสีนิลเคียงคู่ไปกับรถม้าหรูหราที่ประดับประดาด้วยผ้าไหมแดงมงคลชั้นเลิศภายในรถม้านั้นคือเสี่ยวหนิง ใบหน้าที่เคยอมทุกข์บัดนี้ผุดผ่องด้วยความสุขและรัศมีแห่งมารดาที่กำลังอุ้มท้องทายาทสืบสกุล ข้างกายนางมีบิดามารดาผู้แก่ชราและอาหมิงน้องชายที่ได้รับชุดใหม่เอี่ยมอ่อง นั่งยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจบิดาและมารดาของเสี่ยวหนิงยังคงนั่งตัวเกร็งด้วยความอัศจรรย์ใจในวาสนาที่ผลิบานอย่างไม่คาดฝัน ทว่าในความยินดีนั้นกลับแฝงไปด้วยความฉงนที่ติดค้างอยู่ในอกมาตลอดทาง"หนิงเอ๋อร์... พ่อกับแม่ยังอดแปลกใจไม่ได้" บิดาของนางเอ่ยขึ้นพลางลูบแขนเสื้อผ้าไหมเนื้อดี "เหตุใดคุณหนูฉินฮวาเฟยผู้สูงศักดิ์ ถึงได้ดั้นด้นไปถึงหมู่บ้านหุบเขาเมฆาที่กันดารและห่างไกลเช่นนั้
"นังสารเลว! แกแย่งทุกอย่างไปจากข้า... ตายซะเถอะ!"หมับ!ทว่ามือหนาของเอี้ยนฟงกลับคว้าข้อมือของนางไว้ได้ทันควัน แรงบีบมหาศาลทำเอากระดูกข้อมือของฮวาเฟยแทบแตกละเอียด เขาเหวี่ยงร่างของนางลงไปกองกับพื้นดินอย่างไม่ใยดี ก่อนจะก้าวมาขวางหน้าเสี่ยวหนิงไว้ประดุจกำแพงเหล็ก"อำนาจตระกูลฉินรึ? เจ้าหนี้ที่เมืองหลวงกำลังรอรุมทึ้งจวนพ่อเจ้าอยู่ เพราะหนี้พนันที่เจ้าก่อไว้!" เอี้ยนฟงเอ่ยเสียงเย็น "ทหาร! คุมตัวนางกลับไปรับโทษที่เมืองหลวงในข้อหาฉ้อโกงและพยายามฆ่าผู้อื่น!"ทหารองครักษ์สองนายปรี่เข้ามายึดแขนฉินฮวาเฟยไว้แน่น แต่นางกลับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สะบัดตัวจนหลุดจากการจับกุมอย่างเหลือเชื่อด้วยแรงอาฆาต"ปล่อยข้า! ไอ้พวกขี้ข้าชั้นต่ำ!" ฉินฮวาเฟยถ่มน้ำลายใส่หน้าทหาร นางหันมาถลึงตาใส่เสี่ยวหนิงด้วยความอาฆาตแค้นถึงขีดสุด "เสี่ยวหนิง... แกจำไว้! ต่อให้ข้าต้องตกนรก ข้าก็จะลากแกกับลูกในท้องไปด้วย!!"นางแผดเสียงหัวเราะอย่างเสียสติพลางวิ่งฝ่าวงล้อมออกไปทางหน้าผา ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปวน ราวกับปีศาจที่ไร้ทางไป นางหันไปมองสายน้ำเบื้องล่างที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอย่างน่าสะพรึงกลัว"ดี! ในเมื่อท่านไร้เยื่อใย ข้
บทที่ 16 เปิดใจทันใดนั้น ประตูไม้เก่าๆ หลังกระท่อมก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ชายชราและหญิงชราคู่หนึ่งที่หลังโก่งงอและมีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยตีนกา โผล่หน้าออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ทั้งคู่รีบพุ่งตัวลงหมอบกราบแทบเท้าของแม่ทัพผู้เกรียงไกร"ท่านใต้เท้า... ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!" หญิงชราผู้เป็นมารดาร่ำไห้จนตัวโยน "เสี่ยวหนิงลูกสาวข้าเพียงแต่กลับมาพักรักษาตัว นางกำลังตั้งครรภ์ลูกของท่าน... นางปกป้องสายเลือดของท่านด้วยชีวิต! ได้โปรดอย่าฆ่าอาหมิงเลยเจ้าค่ะ เขาคือที่พึ่งเดียวของพวกเรา!""ใช่ขอรับท่านแม่ทัพ..." ชายชราเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "นางบอกพวกเราเสมอว่าท่านคือชายที่นางรักและเทิดทูนที่สุด... นางยอมทนลำบากในป่าเขาก็เพื่อมิให้ใครมาทำร้ายบุตรของท่านในท้องนี้ได้!"เอี้ยนฟงนิ่งงันประดุจถูกสายฟ้าฟาด เขามองใบหน้าของอาหมิงที่มีเค้าโครงคล้ายเสี่ยวหนิงอย่างชัดเจน ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมองใบหน้าของเสี่ยวหนิงที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว... ความจริงพุ่งเข้าชนอกเขาอย่างจัง"เสี่ยวหนิง... ข้า... ข้าขอโทษ..." แม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับทรุดเข่าลงข้างแคร่ มือที่หยาบกร้านสั่นระริกยามที่เอื้อมไปสัมผัสหน
นางหนีข้ามาเพื่อมาเสพสมกับชายชู้จนท้องโตเช่นนี้รึ!"ที่เจ้าหนีข้ามา... เพราะมาซุกหัวอยู่กับชายชู้งั้นรึ!" เอี้ยนฟงคำรามลั่นประดุจพยัคฆ์คลั่ง เขาไม่ฟังคำอ้อนวอนใดๆ กระชากร่างอุ้ยอ้ายของเสี่ยวหนิงเข้าไปในกระท่อมไม้หลังเล็กทันที“ท่านแม่ทัพ ได้โปรด ฟังบ่าวก่อนเจ้าค่ะ โอ๊ะ...”เอี้ยนฟงขยับมายืนคร่อม กระแทกลำดุ้นส่งให้อมเข้าปาก“อึ่กก... อ่อก... อ่อกก...”ร่างบอบบางถูกบังคับให้โม้กดุ้น เอี้ยนฟงโยกเอวร่อนรับจังหวะกระเด้าปากอย่างทารุณ บางจังหวะเสี่ยวหนิงกลั้นเสียวไม่ไหว ต้องคายแท่งเนื้อลำยักษ์ออกจากปากแล้วร้องครวญคราง“อา... อึ่กก... อ๊าๆๆ”“อม ค ของข้าแล้วมันทรมานนักรึไง!!” ร่างกำยำคำราม ดุนดันแท่งดุ้นใส่อุ้งปากน้อยๆ ต่อ เสี่ยวหนิงจึงต้องชักดุ้นและดูดเลียต่อไปพั่บๆๆๆๆๆๆ“อ่อกก... อ่อกก...”“อู้ววว... อา... ซี้ดด ดูดตรงหัวแรงๆ แรงอีก แบบนั้นแหละ ดูดน้ำเข้าไปเลย อา... เสียวดีจริงๆ”จ๊วบบบ จ๊วบบบ จ๊วบบบ“อา... อูวว... อา... สุดยอด ปากนุ่มกว่า ห เสียอีก เจ้าคงจะดูด ค ผัวใหม่ทุกวันเลยสินะ” ร่างสูงใหญ่โยกเอวกระเด้าให้นางดูดดึงน้ำกามเต็มเหนี่ยว เสี่ยวหนิงเองก็ตอบสนองเขาอย่างเต็มที่ ทั้งดูดทั้งอม
บทที่ 15 ปิดปาก“ว่าอย่างไรนะ มีข่าวว่าพบตัวนังขี้ข้านั่นแล้วรึ เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อ...”ฉินฮวาเฟยปาจอกชาทิ้งจนแตกละเอียด ไม่ว่าย่างไรนางก็จะปล่อยเสี่ยวหนิงไปไม่ได้! เพลิงแค้นของฉินฮวาเฟยยิ่งนานวันยิ่งระอุจนกลายเป็นลาวาร้อนที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง“นางหนีไปอยู่ที่ไหน รีบพูด!” ฮูหยินแม่ทัพเค้นพบข่าวจากพ่อบ้าน แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน คุณหนูฉินรู้จักนิสัยรักสงบของเสี่ยวหนิงดี นางจึงเดาออกว่าเสี่ยวหนิงหลบอยู่ที่ไหน นางจึงส่งคนไปฆ่าอดีตสาวใช้ปิดปากนางไม่ได้โง่เขลาเสียจนเดาทางหนีของสาวใช้คนสนิทไม่ออก แม้จะเสแสร้งร้องไห้ฟูมฟายหลอกสามีว่าเสี่ยวหนิงหนีตามชายชู้ไป แต่ในใจนางกลับรุ่มร้อนด้วยความกังวล"นังขี้ข้าชั้นต่ำอย่างนาง... รักความสงบและกตัญญูเป็นที่หนึ่ง ถ้ามันยังไม่ตาย มันย่อมซัดเซพเนจรกลับไปซุกหัวอยู่ที่บ้านเกิดนั่นแน่!" ฉินฮวาเฟยจิกเล็บลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แววตามาดร้ายสะท้อนในกระจกทองเหลืองนางรู้ดีว่าหากเสี่ยวหนิงยังมีชีวิตอยู่ ย่อมเป็นเสี้ยนหนามตำอกนางไปตลอดกาล ยิ่งหากแม่ทัพเอี้ยนฟงตามหานางพบก่อน ความพินาศย่อมตกมาถึงตัวนางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ฉินฮวาเฟยจมอยู่กับความแค้นและหวาดร
เสี่ยวหนิงใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบในกระท่อมไม้หลังเก่าท้ายหมู่บ้าน แปลงกายเป็นหญิงชาวป่าที่ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพ ท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้นทุกวันเตือนใจให้นางนึกถึงใบหน้าดุดันและรสสวาทดิบเถื่อนของเอี้ยนฟงไม่จางหาย"ท่านแม่ทัพ... ป่านนี้ท่านคงจะลืมบ่าวไปแล้วสินะเจ้าคะ" เสี่ยวหนิงรำพึงพลางลูบท้องเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนแปลงผักทว่าในอีกด้านหนึ่งของแผ่นดิน แม่ทัพเอี้ยนฟงกลับไม่เคยเป็นสุขแม้เพียงเสี้ยวนาที เขาละเลยฉินฮวาเฟยอย่างสิ้นเชิงจนนางแทบกระอักเลือดด้วยความแค้น เอี้ยนฟงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการออกตามหาเสี่ยวหนิงไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าก็ไม่พบร่องรอยเขานั่งจ้องมองจดหมายฉบับสุดท้ายที่เสี่ยวหนิงเขียนทิ้งไว้ ลายมืออ่อนช้อยและปัญญาที่แหลมคมของนางยิ่งทำให้นิสัยก้าวร้าวของเขาพุ่งสูงขึ้น"เสี่ยวหนิง... ข้าไม่เชื่อว่าคนอย่างเจ้าจะหนีตามบุรุษอื่นไปง่ายๆ... หากข้าพบเจ้า ข้าจะกักขังเจ้าไว้บนเตียง ไม่ให้เจ้าเห็นแสงตะวันอีกเลย!"เขาสืบไม่นานก็เริ่มมีเบาะแสกองทหารม้าของแม่ทัพเอี้ยนฟงกระจายกำลังออกตามล่าตัวเสี่ยวหนิงไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จนกระทั่งนายกองฝีมือดีกลุ่มหนึ่งแกะรอยมาถึงหมู่บ้านหุบเขาเมฆาอันห่างไกล






![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางเอก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
