로그인ความอบอุ่นที่ห่อหุ้มรอบกายคือสัมผัสแรกที่นางรู้สึกได้ เปลือกตาหนาค่อย ๆ ถูกยกขึ้น ดวงตาเมล็ดซิ่งกะพริบถี่ ก่อนจะมองเห็นเพดานเรือนที่ไม่คุ้นตา
ที่นี่ที่ไหน?
ไม่ใช่ห้องนอนของข้าที่เรือนเฉิ่งจี้นี่นา…
ตี๋ลี่เสวี่ยบอกกับตนเองจนแน่ใจ พลางกลอกนัยน์ตากวาดมองเพดานไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผ้าห่มผืนหนาร่วงหล่นลงมา นางจึงได้เห็นสภาพห้องนอนที่นางกำลังนอนอยู่
ผนังห้องทาสีขาวนวล ตัดกับกรอบประตูและหน้าต่างที่ทำจากไม้สนสีอ่อน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย ทำให้นางมองเห็นตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มตั้งอยู่ที่มุมห้อง
โต๊ะเครื่องแป้งไม้ไผ่ที่ขัดเงาอย่างดี มีคันฉ่องทองแดงทรงกลมตั้งอยู่ สิ่งของบนโต๊ะมีเพียงหวีหยกธรรมดา และกล่องเครื่องประทินโฉมไม้เล็ก ๆ ที่บรรจุผงแป้งและชาดที่มีคุณภาพดี แต่ไร้ของล้ำค่าอย่างไข่มุกหรืออัญมณีอื่นใด
อีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างกระดาษและพู่กันวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ผ้าม่านที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหนาพลิ้วไหวไปตามแรงลม ไร้ซึ่งสิ้นอับชื้นจากโรงม้าอย่างที่นางคุ้นเคย
นี่มัน... ห้องนอนของอาอิ๋งนี่?
เหตุใดข้าจึงมานอนในห้องของอาอิ๋งได้เล่า?
หากข้านอนอยู่ที่นี่ แล้วอาอิ๋งจะนอนที่ใดกัน?
ตี๋ลี่เสวี่ยคิดอย่างสงสัย ไม่มีทางที่นายท่านและนายหญิงจะให้ข้ามานอนบนเตียงของอาอิ๋งได้หรอก!!
แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่านางมิใช่สาวใช้ที่ซื้อตัวมาเหมือนสาวใช้คนอื่นทั่วไปในจวนเหรินอี้โหว เพราะนางเป็นบุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่ได้ทำข้อตกลงกับเหรินอี้โหวไว้ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว
แต่เดิมครอบครัวของนางเป็นชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่บริเวณทางเหนือของแคว้นต้าจิ้ง และในขณะที่นางเพิ่งครบห้าหนาว หนู่เอ๋อร์เจียงก็ได้ตัดสินใจพากู่ลี่น่าและตี๋ลี่เสวี่ยเข้าร่วมขบวนคาราวานค้าม้า
หากแต่โชคร้ายที่ขบวนคาราวานค้าม้าของพวกเขาถูกโจรบุกปล้นระหว่างทาง หนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้แต่พาพวกนางควบม้าหนีการไล่ล่าเตลิดไกลมาถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งในสภาพสะบักสะบอม
พวกนางสามคนพ่อแม่ลูกไร้ของมีค่าติดตัว บิดาได้แต่จำใจขายม้าที่พาพวกเขาหนีตายมาถึงเมืองหลวงอย่างจำใจ เพื่อแลกกับอาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ
ในขณะที่พวกนางกำลังนั่งคุดคู้อยู่ที่กำแพงเมือง ม้าศึกชั้นยอดที่เหรินอี้โหวกำลังควบผ่านมาเกิดอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงจนเกือบจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชาวบ้านในบริเวณนั้น
โชคดีที่หนู่เอ๋อร์เจียง บิดาของนางมีทักษะควบคุมและดูแลม้าที่ยอดเยี่ยมอยู่ตรงนั้นพอดี จึงสามารถเข้าไปปลอบโยนและควบคุมม้าให้สงบลงได้ในพริบตา
เหรินอี้โหวนึกทึ่งกับความสามารถเฉพาะตัวนั้นเป็นอย่างมาก จึงได้ไต่ถามความเป็นมา ก่อนที่จะว่าจ้างให้หนู่เอ๋อร์เจียงมาเป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน ด้วยเหรินอี้โหวนั้นมีความโปรดปรานม้าเป็นอย่างมาก จึงเฝ้าตามหาผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญในการดูแลม้ามาโดยตลอด
ในครั้งแรก หนู่เอ๋อร์เจียงก็เกิดความลังเล แต่เมื่อเห็นภรรยาและบุตรสาวที่แทบจะอดตายอยู่ริมกำแพงแล้วจึงได้ตอบตกลง พร้อมทั้งยื่นข้อตกลงว่าพวกนางจะอาศัยอยู่ที่จวนเหรินอี้โหวจนกว่าจะสามารถติดต่อกับสหายชาวอุยกูร์ได้ หากพวกนางสามารถกลับเผ่าได้เมื่อใด พวกนางก็จะจากไปในทันที
เหรินอี้โหวตอบรับข้อตกลงนั้น และได้ทำการว่าจ้างหนู่เอ๋อร์เจียงให้เป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน พร้อมทั้งจัดเตรียมเรือนพักส่วนตัวนามว่าเรือนเฉิ่งจี้ไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวเป็นการเฉพาะ
อีกทั้งยังเห็นว่าตี๋ลี่เสวี่ย บุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียงในวัยห้าหนาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง บุตรสาวคนรองของตน จึงได้ว่าจ้างตี๋ลี่เสวี่ยให้เป็นสาวใช้คนสนิทของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งตั้งแต่นั้นมา
เมื่อเวลาผ่านมานานนับสิบปี พวกนางสองคนก็เป็นมากกว่านายบ่าว กอปรกับแต่เดิมร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งนั้นไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งแต่ที่อนุอวี้ มารดาของนางจากไป ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดในจวนเหรินอี้โหวให้ความสนใจดูแล
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าเห็นเช่นนั้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงได้ช่วยกันเลี้ยงดูเจิ่งเสวี่ยอิ๋งร่วมกับตี๋ลี่เสวี่ย ราวกับว่าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตนอีกคน
ด้วยกู่ลี่น่าที่พอมีความรู้ทางแพทย์ติดตัวและมียาบำรุงร่างกายตำรับอุยกูร์อยู่ในมือ จึงทำให้ร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งดีขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ หากแต่เพื่อความปลอดภัยของนาง เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงต้องแสร้งอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย เพื่อตบตาผู้อื่นที่หวังจะกลั่นแกล้งนางในจวน
ไม่ได้! ไม่ได้! จะให้ผู้ใดเข้ามาเห็นว่าข้าแอบมานอนบนเตียงของอาอิ๋งไม่ได้ มิเช่นนั้น สาวใช้ปากมากพวกนั้นจะเอาไปฟ้องนายหญิง แล้วมาหาเรื่องแกล้งอาอิ๋งอีก!
ตี๋ลี่เสวี่ยผุดลุกขึ้นจากเตียง สองมือเตรียมตวัดผ้าห่มออกจากกาย แต่นางก็ดันบังเอิญเห็นบางอย่างเสียก่อน
ท่อนแขนขาวเรียบเนียนกลมกลึง ปลายนิ้วเรียวยาวได้รูป…
ตี๋ลี่เสวี่ยพลิกท่อนแขนที่มองเห็นไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา
นี่ไม่ใช่แขนของข้านะ…
ตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
ร่างบางในชุดสีขาวก้าวเท้าลงจากเตียงที่ทำจากไม้หอมเนื้อดี เพียงแค่เท้าแรกที่เหยียบลงไป ตี๋ลี่เสวี่ยก็รู้สึกได้ถึงอาการมึนศีรษะที่เข้ามาจู่โจม หากแต่นางก็กัดฟัน เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงบางอย่าง
นางพยายามประคองร่างกายเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งไม้ไผ่ที่ตั้งคันฉ่องทองแดงทรงกลมไว้อยู่ นางหยิบฉวยมันขึ้นมาส่องหน้าตนเองในทันที
“อาอิ๋ง!!”
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
สุดท้าย หลิงอวิ๋นฟานก็เลือกผ้าไหมไปอีกหลายพับ และให้เลี่ยวจวินออกเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อไปจากหอประมูลเทียนจี๋หลิงอวิ๋นฟานเอื้อมมือไปรับเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองจี้หยกมาอ่านก่อนเป็นอันดับแรก‘สินค้า [จี้หยกขาวเนื้อนวล]ลักษณะสินค้า [เนื
หวังซื่อหลันได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า เขารีบวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ สองมือประคองปิ่นปักผมขึ้นประดับมวยผมของตี๋ลี่เสวี่ยอย่างบรรจง ปลายปิ่นที่มีพู่ไหมแดงห้อยระย้าคลอเคลียไปกับใบหน้าหวานละมุน ยิ่งขับให้ดวงหน้าของนางงดงามมากยิ่งขึ้น “คุณหนูรองช่างงามนัก...”“คุณชายหวังชมเกินไปแล้
เพียงประโยคเดียวของตี๋ลี่เสวี่ยก็ทำให้ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่มู่หร่วนซีเปลี่ยนไป“นั่นสิ แม่นางมู่ ใบหน้ารูปโฉมนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแม่นางอย่างเรา มีผู้ใดบ้างที่คิดจะทำลายรูปโฉมของตนเองเช่นนี้” ฉินซื่อแย้งขึ้น ราวกับต้องการปกป้องบุตรีอนุของตนด้วยความรักและเมตตาเจิ่ง
ณ จวนเหรินอี้โหวในยามซื่อ รถม้าของหอประมูลเทียนจี๋ก็มาจอดลงตรงหน้าจวนเหรินอี้โหว พร้อมด้วยขบวนของกำนัลที่จัดเตรียมมาหวังไป๋เจวี๋ย หัวหน้าตระกูลหวัง ผู้เป็นเจ้าของหอประมูลเทียนจี๋ ก้าวลงมาจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนจะตามมาด้วยหวังซื่อหลัน แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของมู่หร่วนซี คนก่อเหตุสาวใช







