เข้าสู่ระบบดวงตาเมล็ดซิ่งที่สะท้อนกลับมาในคันฉ่องทองแดงเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา ริมฝีปากเล็กอ้าค้างอย่างตกตะลึง
อาอิ๋งเหรอ!?
นี่ข้ากลายเป็นอาอิ๋งอย่างนั้นเหรอ!?
ตี๋ลี่เสวี่ยหันหน้าไปทางซ้ายที ไปทางขวาที ไม่ว่าจะก้มจนเห็นรอยย่นที่หน้าผาก หรือเงยจนเห็นเหนียงที่ใต้คาง ก็ล้วนแต่เป็นใบหน้าของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทั้งสิ้น
ไม่… ไม่สิ! ข้าจะกลายเป็นอาอิ๋งได้อย่างไร!?
ตี๋ลี่เสวี่ยยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่สะท้อนกลับมาในคันฉ่อง จนสุดท้าย นางตัดสินใจวางคันฉ่องนั้นกลับลงไปบนโต๊ะ แล้วสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเลิกสาบเสื้อออก นางก้มหน้าลงไปมอง เพื่อทดสอบเรือนร่างเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่เพียงแต่จะเห็นผิวพรรณเนินเนื้อส่วนสงวนของสหายเท่านั้น นางยังเห็นจี้หยกที่จะเป็นของต่างหน้าของมารดาที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมักจะสวมใส่ไว้ติดกายเสมออีกด้วย
เป็นร่างกายของอาอิ๋งจริง ๆ ด้วย!
แล้วทำไมข้าถึงได้มาอยู่ในร่างของอาอิ๋งล่ะ?
สมองของตี๋ลี่เสวี่ยแทบจะประมวลผลไม่ทัน เมื่อพบเจอกับความจริงที่แสนประหลาด ซึ่งเกิดขึ้นกับตนเอง
ถ้าข้าอยู่ในร่างอาอิ๋ง นั่นหมายความว่าอาอิ๋งก็อยู่ในร่างของข้าใช่หรือไม่นะ?
ไป! ไปพิสูจน์กันดีกว่า!
เร็วเท่าความคิด ตี๋ลี่เสวี่ยหมุนตัวก้าวเท้ายาวไปทางประตู ก่อนที่จะ…
ตึง!!
ร่างบางล้มหน้าทิ่มในทันที เพราะปลายเท้าที่นางก้าวยาวออกมาเหยียบลงบนชายกระโปรงกรุยกราย จนรั้งให้ทั้งร่างล้มคะมำในก้าวถัดมาทันที
โชคดีที่ตี๋ลี่เสวี่ยมีทักษะทางด้านร่างกายและไหวพริบที่ยอดเยี่ยม นางจึงสามารถใช้มือยันพื้นไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
“เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว… ฟู่ววว” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะพยายามยันตัวลุกขึ้นยืน สองมือยกชายกระโปรงกร่อมเท้าขึ้นสูง เพื่อไม่เกิดเหตุการณ์อย่างเมื่อครู่ขึ้นอีก
แต่ยังไม่ทันที่ปลายเท้าของนางจะได้ก้าวเดิน เสียงจากด้านนอกห้องก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“นี่เราต้องยกยามาให้คุณหนูรองอีกนานแค่ไหนกันเนี่ย?” เสียงสาวใช้นางหนึ่งดังขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ก็จนกว่านางจะฟื้นกระมัง?” สาวใช้อีกคนตอบกลับมา “ทำอย่างไรได้ เราก็เป็นแค่สาวใช้ นายหญิงสั่งมาอย่างไรก็ต้องทำตามอย่างนั้น”
“เสี่ยวม่านกับเพ่ยจูรึ?” ตี๋ลี่เสวี่ยพึมพำ เมื่อจำโทนเสียงของสาวใช้ที่เดินเข้ามาใกล้ได้ ด้วยนางคลุกคลีอยู่กับบรรดาสาวใช้ในจวนมาตลอดสิบปี
ไม่ว่าจะน้ำเสียงหรือท่าเดิน นางล้วนจำได้ทั้งสิ้น!
ยิ่งได้เห็นสองเงาที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านกระดาษบนกรอบหน้าต่างไม้ ตี๋ลี่เสวี่ยไม่ทันคิดสิ่งใดก็รวบชายกระโปรงแล้วกระโจนกลับขึ้นไปบนเตียง คว้าผ้าห่มมาคลุมโปงราวกับยังหลับใหล ไม่รู้สึกตัว
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
“คุณหนูรองเจ้าคะ…” เสี่ยวม่านเอ่ยเรียก หากแต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา พวกนางสองคนจึงเลื่อนประตูเปิดออกอย่างวิสาสะ
เพ่ยจูที่โผล่หน้าเข้ามาก่อน ยกมุมปากสูงอย่างดูแคลน “เห็นไหมเล่า? ข้าว่าแล้วว่านางยังไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก”
เสี่ยวม่านเดินถือถาดไม้เข้ามาในห้อง ก่อนจะวางถ้วยยาร้อนลงบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ข้างเตียง แล้วนำยาถ้วยเก่าเก็บกลับไป
“ข้าว่าถ้านางฟื้นขึ้นมาสิแปลก ตั้งแต่ตกน้ำไป นายหญิงก็ให้หมอมาตรวจดูอาการและเขียนเทียบยาให้เพียงครั้งเดียว จากนั้นก็ไม่แยแสนางอีกเลย”
เพ่ยจูนึกดูแคลน “เฮอะ! จะทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อตนเองเป็นเพียงบุตรอนุ! อีกทั้งยังไม่มีอี๋เหนียงคอยดูแลเหมือนคุณหนูสาม คุณหนูสี่ แล้วก็คุณหนูห้าอีก สุดท้ายก็ได้แต่ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้นแหละ!”
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ เราเสร็จธุระแล้วก็รีบออกไปเถิด” เสี่ยวม่านเอ่ยชวนสหายให้ออกไป “หากนางตื่นขึ้นมา แล้วได้ยินที่เจ้าว่านาง ประเดี๋ยวก็ถูกลงโทษเอาหรอก!”
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนดับ ณ อารามร้างหลังเขาที่ถูกทิ้งให้รกร้างจนเถาวัลย์พันเกี่ยวรอบเสาผุพัง เสียงหริ่งหรีดเรไรที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไปอย่างผิดปกติ เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เสียงล้อเกวียนบดทับเศษกิ่งไม้แห้งดัง กรอบแกรบ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชายฉกรร







