FAZER LOGIN“ลงโทษแล้วอย่างไร ผู้ใดกลัวกัน!” เพ่ยจูยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ หากแต่สองเท้าก็รีบก้าวออกจากห้อง ด้วยกลัวว่าคุณหนูรองจะตื่นขึ้นมาแล้วลงโทษนางจริง ๆ
เสี่ยวม่านเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา แล้วก้าวเท้าออกจากห้องตามไป
เมื่อบานประตูเรือนชิงหนิงถูกปิดสนิท เสียงสนทนาระหว่างเสี่ยวม่านกับเพ่ยจูเบาลงไปเรื่อย ๆ ตี๋ลี่เสวี่ยจึงค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นทีละข้าง เมื่อไม่เห็นผู้ใดอยู่ในห้องแล้ว นางจึงได้ผุดลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
“ฟู่วว นึกว่าจะถูกจับได้ซะแล้ว” ตี๋ลี่เสวี่ยตบอกปลอบใจตัวเองเบา ๆ ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่า “เอ๊ะ! แล้วข้าจะกลัวพวกนางจับได้ด้วยเหตุใด ในเมื่อตอนนี้ ข้าเป็นอาอิ๋งแล้วนี่น่า…”
คิดได้เท่านั้น ตี๋ลี่เสวี่ยก็อยากโขกศีรษะลงบนหมอนแรง ๆ หากแต่ได้กลิ่นยาลอยฟุ้งออกมาดึงความสนใจของนางไปเสียก่อน
นางเอียงคอมองอย่างสงสัย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยยานั้นขึ้นมาดม
“อี๊… ยาราคาถูก…” ตี๋ลี่เสวี่ยย่นจมูก ยู่ปากอย่างดูแคลนถ้วยยาในมือ “ท่านแม่ยังใช้สมุนไพรที่มีราคาแพงกว่านี้มาต้มให้อาอิ๋งกินเลย นายหญิงช่างตระหนี่จริงเชียว!”
ตี๋ลี่เสวี่ยเบ้ปาก ก่อนที่จะวางถ้วยยาลงตามเดิม “จริงสิ! เราว่าจะไปหาอาอิ๋งนี่น่า!”
ร่างบอบบางหมุนตัวก้าวลงจากเตียงอีกครั้ง แม้ว่าจะยังมีอาการมึนศีรษะเล็กน้อย แต่ตี๋ลี่เสวี่ยก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว
“ไม่ได้! ต้องเปลี่ยนชุดก่อน!” ตี๋ลี่เสวี่ยก้าวเท้ามาถึงหน้าประตู จึงเพิ่งได้สังเกตเห็นชุดที่นางสวมใส่อยู่ ว่าเป็นเพียงชุดสำหรับใส่ในเรือนส่วนตัวเท่านั้น
ตี๋ลี่เสวี่ยเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า แล้วเลือกหยิบชุดสีฟ้าสดใสออกมาสวมใส่อย่างรวดเร็วด้วยความเคยชินของร่างกายจนนางยังนึกแปลกใจ แต่ยังไม่ทันได้เอะใจอะไร เพราะในยามปกติ ตี๋ลี่เสวี่ยก็มักจะช่วยเจิ่งเสวี่ยอิ๋งแต่งตัวอยู่แล้ว ก่อนที่นางจะมองหาดอปป้ามาสวมใส่ตามความเคยชิน
“ไม่ได้สิ! นี่มันร่างของอาอิ๋ง อาอิ๋งไม่สวมดอปป้าสิ”
ตี๋ลี่เสวี่ยเกาศีรษะด้วยความขัดใจในหลักความเชื่อของตนเองกับรูปลักษณ์ภายนอกในยามนี้ นางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วรีบตรงไปยังเรือนเฉิ่งจี้ของตนเอง
ตี๋ลี่เสวี่ยออกจากเรือนชิงหนิงของคุณหนูรองเดินตรงไปทางด้านหลังจวนเหรินอี้โหว ก่อนจะเห็นโรงม้าขนาดใหญ่ และข้าง ๆ ติดกันเป็นเรือนเฉิ่งจี้ของหนู่เอ๋อร์เจียง บิดาของนาง
ซึ่งในขณะที่ตี๋ลี่เสวี่ยเดินไปถึงนั้น หนู่เอ๋อร์เจียงก็กำลังก้มเก็บของลงในกล่องเครื่องมืออยู่หน้าเรือนเฉิ่งจี้
“ท่านพ่อ…” ตี๋ลี่เสวี่ยที่ยามนี้เหมือนเด็กน้อยที่กำลังหลงทาง ครั้นได้เห็นหน้าบุพการีก็สะท้านไปทั้งตัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย น้ำตารื้นขึ้นมาราวกับต้องการร่ำไห้
เสียงเรียกแผ่วเบา ทำให้หนู่เอ๋อร์เจียงต้องเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่อเห็นว่าผู้ใดมาเยือนถึงเรือนชาน ก็ส่งรอยยิ้มทักทายอย่างยินดีที่เห็นคนตรงหน้า “อ้าว! คุณหนูรอง หายดีแล้วหรือขอรับ?”
เสียงทักทายของหนู่เอ๋อร์เจียงดังกังวาน จนทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยต้องตื่นจากภวังค์เมื่อครู่ว่ายามนี้ รูปลักษณ์ของนางมิใช่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ บุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียง หากแต่เป็น ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ คุณหนูรองของจวนเหรินอี้โหวต่างหาก!
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ เอ๊ย! ท่านลุง” ตี๋ลี่เสวี่ยตอบอย่างเคอะเขินด้วยความที่นางยังไม่สามารถปรับตัวได้ดีนัก “มิทราบว่าอาอิ๋ง เอ๊ย! ลี่ลี่ฟื้นหรือยังเจ้าคะ?”
หนู่เอ๋อร์เจียงฉีกยิ้มกว้างกับคำตอบนอบน้อมนั้น “ดิลลี่เพิ่งจะฟื้นน่ะ แม่เขาเพิ่งเอายาเข้าไปให้ แต่นับว่าร่างกายของคุณหนูรองดีขึ้นมากแล้วจริง ๆ นะขอรับ ดูเอาเถิด ทั้ง ๆ ที่คุณหนูรองตกน้ำก่อน หากแต่ดิลลี่กลับฟื้นขึ้นมาทีหลังคุณหนูเสียอีก”
ตี๋ลี่เสวี่ยได้แต่ยิ้มแหยอย่างไม่รู้จะตอบสิ่งใด ก่อนจะถามขึ้นใหม่ว่า “เช่นนั้น ข้าขอเข้าไปหาลี่ลี่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม…” หนู่เอ๋อร์เจียงเริ่มลังเลขึ้นมา ด้วยอาการของบุตรสาวเพิ่งจะฟื้นไข้ หากให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าไปหาในยามนี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นการรบกวนบุตรสาวของเขาหรือเปล่า “เดี๋ยวข้าไปถามดิลลี่ก่อนนะขอรับ เผื่อนางอาจจะยังอ่อนเพลียต้องการพักผ่อน…”
“เจ้าค่ะ ท่านลุง” ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้ารับทราบอย่างไม่นึกแปลกใจอะไร เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ท่านพ่อจะให้ความสำคัญกับนางมากที่สุด อีกทั้งพวกนางก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นบ่าวหรือสาวใช้ของจวนเหรินอี้โหวอย่างเต็มตัวเช่นเดียวกับคนรับใช้คนอื่นในจวน
หากแต่หนู่เอ๋อร์เจียงยังไม่ทันได้กลับเข้าเรือนเฉิ่งจี้ไปถาม กู่ลี่น่าก็เดินออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง “ดิลลี่กำลังรอให้คุณหนูรองเข้าไปหาอยู่พอดีเจ้าค่ะ”
*ดอปป้า เป็นเครื่องสวมศีรษะติดกายของชาวอุยกูร์
หนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาวที่จะไม่ได้พบหน้าบุพการีอีกตลอดชีวิตนางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัดหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให
ขบวนคุ้มกันของต้าปาถูได้แจ้งข่าวว่าพวกเขาจะมาถึงในอีกห้าวันข้างหน้า โดยขอให้หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยไปรอที่นอกเมือง เพื่อที่จะเร่งเดินทางกลับในทันที ด้วยระยะทางระหว่างเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งกับเมืองหนิงเปียนนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางมากถึงสองเดือนด้วยกันหนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้เข้าไปแจ้งข่าวแก่เหรินอี้โหว ซึ่งเหรินอี้โหวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ด้วยข้อตกลง ตั้งแต่ที่หนู่เอ๋อร์เจียงเข้ามาทำงานในวันแรกที่เขาสามารถจากไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งยามนี้ก็ผ่านมาร่วมสิบปีแล้วหนู่เอ๋อร์เจียงเป็นบุรุษที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังใจดีพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ดูแลคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่ จึงทำให้การจากไปของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อการดูแลม้าในจวนมากนักซึ่งเหรินอี้โหวเองก็พึงพอใจในส่วนนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มอบเงินก้อนหนึ่งไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงไปตั้งตัวที่เมืองหนิงเปียน ซึ่งหนู่เอ๋อร์เจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธในสินน้ำใจในครั้งนี้ในระหว่างห้าวันนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งและตี๋ลี่เสวี่ยต่างคลุกอยู่ด้วยกันที่เรือนชิงหนิง เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของแต
คำถามของตี๋ลี่เสวี่ย ทำให้สองดรุณีน้อยต้องมองตากันอีกคราว ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่วเบา“อืม... ตอนนี้ ข้าคือเจ้า ส่วนเจ้าก็คือข้า อย่างแรก เราคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คล้ายคลึงคนเดิมก่อนกระมัง” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งบอก ก่อนจะเห็นตี๋ลี่เสวี่ยกางแขนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองอย่างหมดแรง“ท่านจะให้ข้าแสร้งวางตัวเรียบร้อยอ่อนโยนอย่างนั้นหรือ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “มันมิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นเช่นนั้นก็เลียนแบบท่าทางของสหาย กางแขนแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงข้างกัน “ส่วนเจ้าก็จะให้ข้าแสร้งวางตัวท้าตีท้าต่อยกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? มันก็มิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”“อุ๊บ! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” สองสหายหัวเราะเริงร่า เมื่อถูกอีกฝ่ายหยอกเย้าถึงพฤติกรรมส่วนตัวเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหัวเราะจนเสียงสั่นเครือ ก่อนจะถอนหายใจ “เจ้ามิจำเป็นต้องเรียบร้อยอ่อนโยนหรอก แต่เดิมข้าก็มิใช่แม่นางเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่สุขภาพและฐานะของข้า มันจำเป็นต้องโอนอ่อนตามผู้อื่น”“หากไม่โ
ยิ่งเมื่อครู่ที่นางเห็นท่าทางของท่านพ่อท่านแม่แล้ว พวกเขาล้วนไม่ยินยอมที่จะให้นางปฏิเสธคัดค้านได้เลย ดังนั้น เมื่อไปถึงหนิงเปียน นางย่อมต้องแต่งงานเข้าจวนของอาซือหลันอย่างแน่นอนแต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่นางใฝ่ฝันเลยแม้แต่น้อย!!นางอยากจะออกไปท่องเที่ยวยุทธภพแห่งนี้ ทั่วแผ่นดินและผืนน้ำยังมีอะไรอีกมากให้ข้าได้เรียนรู้และสนุกไปกับมันเหตุใดชีวิตของสตรีจะต้องไปจบที่เรือนหลังของบุรุษพวกนั้นด้วย!!ข้าไม่เอา!!เมื่อตี๋ลี่เสวี่ยมีคำตอบให้แก่ตนเองได้แล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา “ลุกขึ้นเถิด อาอิ๋ง”“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วด้วยความหวั่นใจตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้า “ข้า... ข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่สหายสนิทยอมตกลงตามที่นางขอ“ข้าสัญญานะ ลี่ลี่...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้ำคำเดิม “ข้าจะดูแลร่างของเจ้าและท่านลุงท่านป้าอย่างดีที่สุด”ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม “อื้อ ข้าเชื่อท่าน...”พวกนางนับว
ตี๋ลี่เสวี่ยตะลึงงันไปกับคำร้องขอของสหาย “นี่... ท่านหมายความว่า...”“ใช่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบ ก่อนจะรีบอธิบาย “ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ข้าขอร้องเจ้า ลี่ลี่! เราอย่าสลับร่างกลับได้หรือไม่?”“เมื่อครู่ ท่านป้าก็คงจะแจ้งข่าวแก่เจ้าแล้วว่าเจ้าจะต้องไปเมืองหนิงเปียน เพื่อแต่งงานกับบุตรชายของท่านลุงต้าปาถู แต่ข้ารู้ ลี่ลี่... เจ้าคือสตรีที่รักความเป็นอิสระมากที่สุด เจ้าเคยบอกข้ามิใช่หรือ?”“ว่าเจ้าไม่อยากแต่งงาน เจ้ายังไม่อยากจบชีวิตในเรือนหลังของใครทั้งนั้น เจ้าอยากที่จะโบยบินไปทั่วแคว้นมิใช่หรือ แต่ถ้าหากเจ้ากลับเมืองหนิงเปียนไป สิ่งใดกันที่รอเจ้าอยู่ มิใช่ชีวิตในเรือนหลังของบุรุษอย่างที่เจ้าชิงชังหรอกหรือ?”“หากเจ้าเป็นข้าในยามนี้ก็ยังไม่ต้องผูกมัดกับบุรุษใด เจ้ามีอิสระในเมืองหลวง ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องหาทางโบยบินไปทั่วแคว้นได้อย่างที่เจ้าปรารถนาได้เป็นแน่”ตี๋ลี่เสวี่ยเริ่มลังเลกับคำกล่อมของสหาย “แต่ท่านพ่อของท่านคงไม่ยอม...”“ลี่ลี่” เจิ
ตี๋ลี่เสวี่ยรีบถลาไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่เคยเป็นของนาง ดวงตาเมล็ดซิ่งของร่างจ้องมองใบหน้าสวยคมเข้มของตนเองด้วยความรู้สึกแปลก ๆ “ข้า... เพราะเหตุใด... ข้าไม่เข้าใจ...”ถ้อยคำที่ไม่อาจเรียบเรียงเป็นประโยคถูกกล่าวออกมาไม่เป็นคำ พร้อมสีหน้าและแววตาที่สะท้อนถึงความสับสนงงงวยของเจ้าตัว ลืมเหตุการณ์กระอักกระอ่วนที่หน้าเรือนไปเสียสิ้นแท้จริงแล้วในใจของตี๋ลี่เสวี่ยมีหลากหลายคำถามที่อยากกล่าวออกมา หากแต่เมื่อได้เจอหน้าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตัวเองแล้ว นางกลับพูดสิ่งใดไม่ออกสักคำเช่นเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่ได้เห็นร่างของตัวเองปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนกัน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน”“นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้น? พวกเราสลับร่างกันได้อย่างไร? แต่ข้าไม่รู้ล่ะ เราจะต้องหาวิธีสลับร่างกลับให้ได้นะ อาอิ๋ง!” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องบอกอย่างร้อนรน “ยิ่งเมื่อครู่ ท่านพ่อท่านแม่บอกข้าว่าอีกไม่กี่วัน ขบวนคุ้มกันของท่านลุงต้าปาถูก็จะมารับพวกข้ากลับแล้วด้วย หากพวกเราสลับร่างกลับไม่ทันจะทำเช่นไร?”“แล้วเจ้ารู้หรือว่าพวกเราสลับร่างกันด้วยเหตุใด?” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้อนถามเสียงเรียบ ชวนให้ตี







