LOGIN“ท่านแม่… เอ๊ย! ท่านป้า…” ตี๋ลี่เสวี่ยต้องเปลี่ยนคำเรียกขานทันควัน เมื่อเห็นหน้ามารดาของตนเอง
กู่ลี่น่าเดินออกมาใกล้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “แต่ว่าก่อนที่คุณหนูรองจะเข้าไปหาดิลลี่ ป้ามีเรื่องจะบอกแก่คุณหนูรองเสียก่อนนะเจ้าคะ”
“เรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามเสียงเบา พลางขมวดคิ้วด้วยลางสังหรณ์ในใจที่เต้นระรัว
กู่ลี่น่าเอื้อมมือไปจับมือบอบบางของตี๋ลี่เสวี่ยขึ้นมากุมไว้หลวม ๆ ก่อนจะบอกว่า “พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกอาจจะอยู่ดูแลคุณหนูรองได้อีกไม่กี่วันนะเจ้าคะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยเบิกตากว้าง เมื่อได้ยินเช่นนั้น “!!!”
“ทะ… ทำไมล่ะ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามอย่างตะกุกตะกัก ก่อนที่เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำแล่นเข้ามาฉายภาพซ้ำอีกที “ระ… หรือว่าเขาจะมารับเราแล้ว?”
“หืม?” กู่ลี่น่าเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูรองพูดว่าอันใดนะเจ้าคะ?”
เมื่อครู่ คุณหนูรองพูดว่าเขาจะมารับเราแล้ว? แต่ข้าว่าข้ายังไม่เคยบอกคุณหนูรองเลยนะว่าพวกเราจะกลับเมืองหนิงเปียนกันน่ะ แล้วคำว่าเราที่คุณหนูรองใช้อีก?
ช่างน่าแปลกจริง ๆ …
คำถามของกู่ลี่น่าทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยกลับมามีสติในทันใด ก่อนจะรีบถามกลบเกลื่อน “อ่อ… อ๋อ! ข้าหมายถึงว่าที่ท่านป้าบอกว่าจะอยู่ดูแลข้าได้ไม่กี่วัน แสดงว่าท่านป้าจะกลับเผ่าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ? พอดี ข้าจำได้ว่านายท่าน… เอ่อ ท่านพ่อสิ เขาบอกว่าท่านพ่อ… ท่านลุงกับท่านป้าแค่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว เอ่อ… ประมาณนี้ มั้ง… เจ้าคะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยแทบอยากจะกัดลิ้นของตนเอง เพราะด้วยความตื่นตระหนกและกลัวบุพการีจะจับพิรุธได้ นางจึงพูดลิ้นพันกันไปเสียหมด ไม่รู้จะเรียกอีกฝ่ายหรือเรียบเรียงประโยคอย่างไรให้รู้ความ
หากแต่กู่ลี่น่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจคำพูดของนาง “ใช่เจ้าค่ะ เมื่อวานคนของสหายของท่านลุงหนู่เอ๋อร์เจียง เขาติดต่อมาแล้วว่าอีกไม่กี่วันขบวนคุ้มกันก็จะเดินทางมาถึงเมืองหลวง เพื่อมารับพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกกลับเมืองหนิงเปียนเจ้าค่ะ”
เมืองหนิงเปียนเป็นเมืองชายแดนของแคว้นต้าจิ้งที่ติดต่อกับเผ่าอุยกูร์และเผ่าอื่น ๆ ทำให้เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างจงหยวนและอุยกูร์ได้อย่างลงตัว
“และที่สำคัญ…” กู่ลี่น่าลากเสียง ก่อนจะยกยิ้มอย่างชอบใจ “คุณหนูรองรู้หรือไม่ว่าดิลลี่กลับไปครานี้ นางกำลังจะได้ออกเรือนแล้วนะเจ้าคะ!!”
“พรวด! แค่ก! แค่ก!” ตี๋ลี่เสวี่ยถึงกับสำลักน้ำลาย เมื่อได้ยินมารดากล่าวว่าตนเองกำลังจะได้แต่งงานออกเรือน “ข้าไม่แต่งกับอาซือหลันหรอกนะ!”
หนู่เอ๋อร์เจียง “!!!”
กู่ลี่น่า “!!!”
ครั้นตี๋ลี่เสวี่ยได้เห็นใบหน้าที่มองมาอย่างประหลาดใจของบิดามารดา นางจึงต้องแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน โบกไม้โบกมือไปมาอย่างเก้อเขิน
“ข้าหมายความว่า… ข้าลองคิด…” ตี๋ลี่เสวี่ยเสมองไปทางอื่น ทำไม้ทำมือ “เอ่อ… สมมติว่าถ้าข้าเป็นลี่ลี่ ลี่ลี่ต้องไม่ยอมอย่างแน่นอนเลยเจ้าค่ะ”
คิ้วของหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าขมวดแน่นขึ้น พลางมองว่าวันนี้คุณหนูรองมีอาการแปลกพิกล หากแต่เป็นหนู่เอ๋อร์เจียงที่พูดขึ้นมาเสียงเข้ม “ดิลลี่ไม่ยอมไม่ได้หรอกขอรับ คุณหนูรอง”
“ใช่เจ้าค่ะ” กู่ลี่น่าพยักหน้าด้วยใบหน้าที่จริงจัง “คำมั่นสัญญาแต่งงานนี้ ท่านลุงหนู่เอ๋อร์เจียงและสหายได้ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว มิใช่เรื่องที่เด็กสองคนจะมาปฏิเสธได้ มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่กตัญญู ไม่สนใจคำสั่งของบิดามารดา”
ถ้อยคำและน้ำเสียงที่หนักแน่นและเอาเจริงเอาจังทั้งของหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่า ทำเอาตี๋ลี่เสวี่ยถึงกับกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ
เห็นท่าว่าข้าจะไม่สามารถปฏิเสธงานแต่งงานในครั้งนี้ได้เลยสินะ!
“เอ… ว่าแต่คุณหนูรองรู้จักอาซือหลันด้วยหรือเจ้าคะ? เห็นเมื่อครู่ท่านเรียกชื่อเขาออกมา” กู่ลี่น่าถามด้วยความสงสัย
ตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
เอย์ อัลลอฮ์! ข้าเผลอหลุดปาก!!
“เออะ… เอ่อ…” ตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกว่าในลมหายใจนี้ สมองของตนได้ใช้งานหนักที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาแล้ว “ลี่ลี่! เป็นลี่ลี่เจ้าค่ะ นางเคยเล่าให้ข้าฟัง!!”
“เอ… แต่เมื่อครู่ นางยังถามข้าอยู่เลยว่าท่านลุงต้าปาถูคือใคร?”
อาอิ๋งงงงง… ตี๋ลี่เสวี่ยลากเสียงเรียกชื่อสหายในใจยาวเหยียด
เอ๊ะ! เราหนีไปหาอาอิ๋งดีกว่า!!
“ลี่ลี่อาจจะเพิ่งฟื้นขึ้นมา จึงยังสับสนก็เป็นได้เจ้าค่ะ” ตี๋ลี่เสวี่ยรีบบอก ก่อนจะตัดบทสนทนา “เช่นนั้น ข้าขอเข้าไปหาลี่ลี่ก่อนนะเจ้าคะ!”
พูดจบ นางก็ไม่รอให้หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าอนุญาต สองมือยกชายกระโปรงเดินลิ่วไปที่ห้องนอนของตนเองในทันที ท่ามกลางสายสงสัยของบุพการีทั้งสองคน
ครืด...
เสียงบานประตูห้องพักถูกเปิดออก ก่อนจะปรากฏร่างแม่นางน้อยในชุดสีสันสดใสนั่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตมองนางอย่างตกใจ มือของตี๋ลี่เสวี่ยเลื่อนปิดประตูห้องอย่างไม่รู้ตัว
สองสายตาสบกันด้วยความตกใจ ก่อนที่จะเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงดัง
“อาอิ๋ง!”
“ลี่ลี่!”
เสียงเรียกของสวีซื่อดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท สัมผัสอุ่นจากมือมารดาของสามีที่บีบแขนนางไว้ คือสิ่งที่ดึงสติของตี๋ลี่เสวี่ยให้กลับมาจากนรกในอดีตตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งเฮือก พลางกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสเค็มปร่าของเลือดในปากช่วยให้นางหลุดจากภวังค์ได้ชั่วคราว เรียวปากบางหอบลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จึงได้สติกลับมาตี๋ลี่เสวี่ยรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งนางและสวีซื่อจะได้กลายเป็นศพเหมือนคนในขบวนค้าม้านั้นเป็นแน่!นางเหลือบเห็นถุงหอมที่บรรจุสมุนไพรกลิ่นฉุนจัด ซึ่งนางพกไว้ไล่แมลง และตลับทองคำขนาดเล็กที่ใส่แป้งประทินผิวราคาแพงของสวีซื่อ“ท่านแม่... ฟังข้า” นางกระซิบเสียงสั่น แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ข้าจะล่อพวกมันไปทางนั้น ท่านต้องสั่งคนขับให้ควบม้าไปโดยไม่หันกลับมามอง”“ไม่! เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าทำแบบนี้!” สวีซื่อร้องห้าม พลางยื้อยุดร่างบางไว้แน่น นี่คือชายาสุดที่รักของบุตรชายของนางนะ! “หากจะล่อ แม่จะล่อพวกมันไปเอง!”ตี๋ลี่เสวี่ยออกแรงรั้งแขนของแม่สามีไว้แน่น “ท่านแม่! ข้าเป็นคนเมืองหลวง หนทางแถวนี้ข
“แม่ได้ยินจากอาฟานมาว่าเพราะเขามาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ จึงได้เจอกับพระอาจารย์ชิงเต๋อ และท่านพระอาจารย์ก็ได้แนะนำเขาว่าต้องหาแม่นางสองชะตาอย่างเจ้า จึงจะสามารถแก้คำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้” สวีซื่อเอ่ยขึ้นบนรถม้าคันหรูที่ประทับตราของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว“พระอาจารย์ชิงเต๋อช่างน่าเลื่อมใสนัก เพียงแค่เห็นอาฟานก็สามารถมองเห็นคำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้ อีกทั้งยังแนะนำวิธีถอนคำสาปได้อีกด้วย” สวีซื่อเอื้อมมือมาตบมือของตี๋ลี่เสวี่ยเบา ๆ “จึงต้องลำบากเจ้าแล้วที่ต้องมาวัดหลิงจี้กับแม่”ตี๋ลี่เสวี่ยยิ้มจาง “มิได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่…”หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานเล่าเรื่องการถอนคำสาปให้หลิงจิ่นหัวและสวีซื่อฟัง สวีซื่อก็เกิดความเลื่อมใสในพระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นอย่างมาก จึงได้รบเร้าให้หลิงอวิ๋นฟานพานางมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ให้จงได้แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขานัดกันจะมาที่วัดหลิงจี้แล้ว ทางหอเสื้อหว่านเยว่โหลวก็เกิดเหตุลูกค้าไม่พึงพอใจ นำสินค้าที่มีตำหนิมาคืน พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากหอเสื้อ ทำให้หลิงอวิ๋นฟานต้องแยกต
“หลานชายของอันติ้งโหวหรือ?” ฟางจ้าวหยางทวนความทรงจำ “ข้าจำได้ว่าวันที่จวนอันติ้งโหวถูกฆ่าล้างยกครัวน่าจะเป็นวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของหลานชายของอันติ้งโหว รู้สึกจะชื่อ... ลู่หมิงเซวียน”“ลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยทวนคำตามน้องชาย “ดี! รู้ตัวแบบนี้แล้ว ค่อยตามฆ่าได้ง่ายหน่อย!”“แล้วพี่หญิงจะไปตามหาตัวลู่หมิงเซวียนได้จากที่ใดเล่าขอรับ?”ฟางไท่เฟยเหลือบตามองหน้าน้องชายอย่างระอา “เหตุใดเจ้าจึงมีความจำดี ถึงขั้นจำชื่อหลานชายของอันติ้งโหวได้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป?”ฟางจ้าวหยาง “...”เอ้า! พี่หญิง!ความจำก็ส่วนความจำสิขอรับ แล้วท่านจะมาแขวะความคิดวิเคราะห์ของข้าด้วยเหตุใดเล่า!?“จากที่เจ้าบอกว่าคืนที่เกิดเหตุคือวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยจิกนิ้วคำนวณ “ยามนี้ เขาก็คงจะมีอายุราว ๆ สิบเก้าหรือยี่สิบปี...”ฟางจ้าวหยางล้วงหยิบแผ่นรายชื่อผู้ที่ประมูลสมบัติของจวนอันติ้งโหวออกมาวางอีกครั้ง“ห
“พะ... พี่หญิง! พี่หญิงหมายความว่า... ฝะ... ฝ่าบาทคือหลานของข้าอย่างนั้นหรือ!? โอ๊ย!” ฟางจ้าวหยางถามเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อถูกฟางไท่เฟยเขวี้ยงถ้วยชาใส่ ดวงเนตรถลึงมองเป็นเชิงดุดันและตักเตือนไม่ให้เขากล่าววาจาพล่อย ๆ ออกมาอีกแม้ว่าฟางจ้าวหยางจะตกอกตกใจไม่น้อยกับความจริงที่ได้ยิน หากแต่ความฉลาดของเขาก็สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที“อ่า... ข้าพอจะเข้าใจแล้ว คราแรก ข้ายังนึกสงสัยว่าเหตุใดท่านพ่อและพี่หญิงจึงได้เอ็นดูฝ่าบาทนัก ตั้งแต่ยามที่ยังเป็นไท่จื่ออยู่เลย อีกทั้งพี่หญิงยังดูไม่ทุกข์ร้อนหรือดิ้นรนที่จะตั้งครรภ์โอรสองค์ใหม่เลย... ที่แท้...” ฟางจ้าวหยางลากเสียง ก่อนจะหยุดลง เมื่อเห็นพี่สาวยังคงถลึงตามองไม่หยุด “อะแฮ่ม! ละ... แล้วเราจะทำเช่นไรต่อดีเล่า?”ฟางจ้าวหยางเข้าใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของพี่สาวขึ้นมาบ้างแล้วหากฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นโอรสแท้ ๆ ของฟางไท่เฟยที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูและภายใต้นามโอรสของเย่ไทเฮาจริง นี่คือความลับที่ไม่อาจให้เย่ไทเฮารู้ได้โดยเด็ดขาด!อีกทั้งยามนี้ ฮ่องเต้หงเทียน ฮ่อ
“เหนียงเหนียง...” ฮ่องเต้ไท่ผิงสังเกตเห็นอาการผิดปกติของฟางไท่เฟย จึงได้เอ่ยเรียก ทำให้เย่ไทเฮาต้องหันมามองนางด้วยอีกคนไม่ได้! ข้าจะให้เย่ไทเฮาเห็นลู่ซื่อจื่อไม่ได้โดยเด็ดขาด!!“หม่อมฉันไม่ได้ลิ้มรสสุราผลไม้หมักชั้นสูงมานานมากแล้ว ลิ้มรสอีกครั้งจึงเกิดอาการใจสั่นไม่น้อยเพคะ” ฟางไท่เฟยรีบแก้ตัว ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างบางเบา “เช่นนั้น หม่อมฉันขอตัวไปพักสักครู่ก่อนดีกว่าเพคะ”ครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงอนุญาต ฟางไท่เฟยก็รีบรุดกลับตำหนักเหยาฮวาทันที พลางสั่งให้ซุนหมัวมัวไปสืบเรื่องราวในคืนนั้นที่พวกนางสลับตัวโอรสกัน ด้วยโหรหลวงกู้จิงได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว จึงไม่อาจจับตัวเขามาสอบถามได้แต่ด้วยอำนาจของนาง ซุนหมัวมัวก็กลับมาพร้อมเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับฟางไท่เฟย!“มีนางกำนัลนางหนึ่งเล่าว่าคืนนั้น นางเห็นโหรหลวงกู้จิงมอบห่อผ้าในอ้อมแขนให้แก่ตู้หมัวมัวที่ขอลาออกจากวังหลวงในวันนั้นพอดีเพคะ!”ตึง!ฟางไท่เฟยทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้เนื้อแข็งอย่างหมดเรี่ยวแรง หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเ
‘หลี่เซวียนเจ๋อ’ เติบโตขึ้นภายใต้การอบรมเลี้ยงดูและสั่งสอนจากเย่ฮองเฮาอย่างใกล้ชิด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อ ก่อนจะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในวัยยี่สิบเจ็ดปี โดยมีพระนามว่าฮ่องเต้ไท่ผิงฮ่องเต้ไท่ผิง ได้แต่งตั้งเย่ฮองเฮาขึ้นเป็นเย่ไทเฮา และแต่งตั้งฟางกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฟางไท่เฟย เพราะด้วยเหตุการณ์ในวันนั้นที่ฟางไท่เฟยได้ช่วยชีวิตของเขาขึ้นมาจากสระบัวกลางวังหลวงฟางไท่เฟยก็มักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและช่วยดูแลฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นประจำ ประหนึ่งโอรสในไส้ของนาง ดังนั้น เมื่อฮ่องเต้ไท่ผิงขึ้นครองราชย์ เขาจึงได้แต่งตั้งทั้งสองให้ขึ้นครองยศดังกล่าวครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงครองราชย์ได้ครบห้าปีก็มีดำริต้องการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีขึ้น...ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ พระราชวังหลวงกลับเจิดจ้าไปด้วยแสงโคมไฟนับพันดวง เสียงดนตรีบรรเลงประสานก้องกังวานไปทั่วทุกโถงตำหนัก กลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารชั้นสูงลอยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีของฮ่องเต้ไท่ผิงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา บรรดา
ทันทีที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวทั้งหมดก้าวเข้าสู่ถนนสายหลักของเทศกาลโคมไฟ คลื่นฝูงชนก็ถาโถมเข้าใส่ทันที แม้ว่าจะมีคนสนิทคอยกันผู้คนออกห่าง แต่ในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเซ็งแซ่เช่นนี้ การติดตามกันก็เป็นเรื่องยากลำบากเหรินอี้โหวและฉินซื่อซึ่งนำหน้าขบวนมุ่งความสนใจไปที่การหาที
ทั่วทั้งเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งถูกปกคลุมไปด้วยทะเลเพลิงแห่งสีสันในยามค่ำคืนของเทศกาลโคมไฟ แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยแสงโคมนับหมื่นที่ลอยละล่องอยู่เหนือถนนสายหลักโคมผ้าแพรสีแดงและสีทองแขวนเรียงรายยาวเหยียดไปตามชายคาอาคารร้านค้า โคมรูปปลาทอง โคมรูปดอกเหมย และโคมรูปเทพธิดาโบยบินต่างถูกจุดให้สว่า
“อา... หากคุณหนูรองเจิ่งยินดีรับไว้ก็ดีแล้ว...” หลิงอวิ๋นฟานเริ่มจับทางคุณหนูตรงหน้าออก จากความงงงวยกลับกลายเป็นความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นไปอีก “แล้วไม่ทราบว่านอกจากชุดนั้นแล้ว คุณหนูรองเจิ่งยังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่?”คำถามเรียบเรื่อยของหลิงอวิ๋นฟานตามแบบฉบับของพ่อค้า
“คุณหนูรองเจิ่งกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว” รอยยิ้มของหลิงอวิ๋นฟานฉีกกว้าง ยิ่งได้เห็นได้สนทนา เขาก็ยิ่งนึกพึงพอใจในตัวของตี๋ลี่เสวี่ยเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ การที่ได้อยู่ใกล้นาง เขายังรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวอีกด้วยคุณหนูรองเจิ่งเป็นแม่นางสองชะตาที่สามารถช่วย







