LOGIN
บนเตียงไม้แข็งกระด้างที่ปราศจากแม้แต่เบาะรองนอนนุ่มๆ ร่างของเด็กสาวในวัยสิบหกหนาว ‘หยางจิ้งอวี่’ นอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ใบหน้าของนางแดงก่ำเหมือนกับสีของชาด ลมหายใจแผ่วระรินราวจะขาดห้วงไปทุกขณะ พิษไข้ลุกลามรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม
ข้างเตียงนั้น ‘หยางเสวี่ยอิง’ พี่สาวแท้ๆ ในวัยสิบแปดปี ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดเนื้อตัวของน้องสาวไม่หยุดหย่อน นางมีใบหน้าที่ซีดเผือดไม่ต่างกัน ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาคู่สวยบัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำจากการร่ำไห้มาตลอดทั้งคืน
“อาอวี่... อดทนไว้นะ... เจี่ยเจียจะไปขอร้องพวกเขาอีกครั้ง” นางกระซิบเสียงสั่นเครือ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้ววิ่งออกจากเรือนไป
นางวิ่งตรงไปยังเรือนครัวหลัก ที่ซึ่งบ่าวรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นอันหอมกรุ่นสำหรับเจ้านายในเรือนใหญ่ กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นลอยมาปะทะจมูก ทำให้นางที่ท้องว่างมาทั้งวันรู้สึกปั่นป่วนจนแทบจะอาเจียน
“หวังหมัวมัว!” หยางเสวี่ยอิงเรียกหาแม่นมอาวุโสผู้กุมอำนาจในเรือนครัวเสียงดัง “ข้าขอร้องท่านอีกครั้ง ได้โปรดไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าด้วยเถิดว่าอาการของอาอวี่ปางตายแล้ว หากยังไม่ได้หมอมารักษานางต้องตายแน่แล้ว!”
หวังหมัวมัวซึ่งกำลังสั่งการบ่าวไพร่หันมามองนางด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและสมเพช “คุณหนูใหญ่ นี่ท่านยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ ข้าก็บอกท่านไปแล้วอย่างไรเล่า ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูใหญ่กำลังปรึกษาเรื่องการจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก”
“แต่นี่ชีวิตคนทั้งคนนะ!” หยางเสวี่ยอิงตะโกนกลับไปอย่างเหลืออด น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “อาอวี่เป็นหลานสาวของท่านย่า เป็นบุตรีของท่านพ่อนะ!”
“หึ หลานสาวรึ? บุตรีรึ?” หวังหมัวมัวแค่นเสียงหัวเราะ “สตรีปัญญาอ่อนที่อยู่ไปก็มีแต่จะขายหน้าวงศ์ตระกูลน่ะหรือคือหลานสาว? ตั้งแต่ที่มารดาของพวกท่านสิ้นไป พวกท่านก็ไม่ต่างอะไรจากมะพลับนิ่ม๑ ที่ไม่มีใครต้องการ เป็นเพียงคนที่ถูกลืมเลือน ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
คำพูดของนางเฉือดเฉือนหัวใจของหยางเสวี่ยอิงได้อย่างเจ็บแสบ ประหนึ่งสัจธรรมอันโหดร้ายว่าคนจรชาเย็น๒ โดยแท้ เมื่อมารดาผู้เป็นที่รักของบิดาสิ้นใจไป พวกนางสองพี่น้องก็ถูกผลักไสมาอยู่เรือนแห่งนี้ราวกับไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข
“ในเมื่อพวกท่านไม่ยอมช่วย ข้าก็จะไปขอความเมตตาจากท่านพ่อด้วยตนเอง!”
หยางเสวี่ยอิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว นางวิ่งฝ่าสายตาดูแคลนของบ่าวไพร่ ตรงไปยังเรือนใหญ่อันโอ่อ่าและอบอุ่นซึ่งเป็นที่พำนักของบิดา
โดยไม่คาดฝัน เมฆทะมึนที่ตั้งเค้ามานานก็โปรยปรายหยาดพิรุณลงมาอย่างมิทันตั้งตัว ถึงกระนั้นหยางเสวี่ยอิงกลับไม่สนใจ นางทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบหน้าประตูเรือนใหญ่ของบิดา ปล่อยให้หยาดฝนช่วยชะล้างร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่แหลกสลาย
“ท่านพ่อ! ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” นางตะโกนก้อง ครั้นก้มศีรษะลงโขกกับพื้นจนหน้าผากแตกเป็นแผล “ท่านพ่อ! อาอวี่กำลังจะตายแล้ว! ขอเพียงท่านพ่อส่งคนไปตามท่านหมอมา นางอาจจะยังมีหวังนะเจ้าคะ! ท่านพ่อ!!!”
นางร่ำร้องอ้อนวอนอยู่เนิ่นนานจนเสียงแหบแห้ง มีเพียงเสียงวรุณที่ตกกระหน่ำ ความเงียบจากในเรือนนั้นไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด ในทางกลับกันความเฉยเมย หรือความไม่แยแสต่อความเป็นความตายของบุตรในไส้ต่างหากที่น่ากลัว
ท้ายที่สุดแล้ว เสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาของหยางกั๋วกงก็ดังลอดออกมาจากบานประตูที่ปิดสนิทนั้น
“น่ารำคาญ! นางก็แค่แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจ! อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะนำความอัปยศมาสู่สกุลหยางไม่สิ้นสุด!”
หยางเสวี่ยอิงชะงักงัน หัวใจถูกบีบคั้นด้วยความผิดหวัง
“หากนางจะตาย ก็ปล่อยให้นางตายไปเถิด!!!!!”
นางทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สะอื้นไห้จนไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน โลกทั้งใบเหมือนพังทลาย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น . . .
ร่างของหยางจิ้งอวี่ที่สั่นเทิ้มมาตลอดก็พลันสงบนิ่งลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายได้หลุดลอยออกจากริมฝีปากบางเบา สิ้นสุดแล้วซึ่งชีวิตอันน่าเวทนาของนาง
ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทของร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วก็พลันเบิกโพลงขึ้น
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ขุ่นมัวหรือเลื่อนลอยเช่นคนใกล้ตายเฉกเช่นที่ผ่านมา แต่กลับฉายแสงคมกล้า และแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่สามารถทำให้ผู้คนแข็งเป็นหินได้
โลกหลังความตายมันควรจะมืดมิด
และเงียบสงัดมิใช่หรือ?หากแต่สิ่งที่จิ้งอวี่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นห้วงมิติอันสับสนอลหม่านที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงกรีดร้องโหยหวน ภาพนับล้านฉายวาบผ่านไปมาราวกับคนชมบุปผาบนหลังม้า๓ เร็วเกินกว่าจะจับใจความได้
ภาพฉายมาที่เมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากตั้งเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงนีออนบาดตา เสียงแตรดังระงม กลิ่นดินปืนคละคลุ้งในอากาศเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ นางเห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เป็นหญิงสาวในชุดดำขลับ เรือนผมสั้นกุด ดวงตาเย็นชาเฉียบคม ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาว นางเป็นนักฆ่ามือหนึ่งโค้ดเนมไคเมร่า
ก่อนที่ภาพจะฉายมาอีกที่หนึ่ง เรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจางๆ สัมผัสอ่อนโยนของฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบศีรษะ รอยยิ้มของสตรีงดงามผู้หนึ่งที่นางเรียกว่าท่านแม่ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มซีดจางลง กลายเป็นเสียงไอและใบหน้าที่ซูบตอบ ความทรงจำถัดมาคือความหิวโหยที่กัดกินลำไส้ ไอเย็นของพื้นไม้ที่นอนทับ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ตราหน้านางว่านางปัญญาอ่อน ทุกภาพล้วนพร่าเลือนและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ
“นี่คือที่ไหนกัน?” จิตของนักฆ่าสาวตั้งคำถาม “ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกเหรอ?”
ภาพความทรงจำทั้งสองสายเริ่มวิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดที่ปลิดชีวิตนางในโลกอนาคตดังประสานกับเสียงฟ้าร้องคำรามในอีกภพหนึ่ง แสงไฟจากปากกระบอกปืนสาดส่องทับซ้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในชาติก่อน ผสมปนเปกับความรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้งในชาตินี้
ท่ามกลางความสับสน จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของนักฆ่าสาวก็ได้มองเห็นแก่นแท้ของปัญหา นางเห็นดวงจิตอีกดวงหนึ่งที่อยู่ในห้วงสำนึกนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของแสงที่ริบหรี่และแตกสลาย ราวกับภาชนะดินเผาที่ร้าวรานจนไม่อาจประกอบคืนได้
นางก็เข้าใจได้ในทันที . . .
สาเหตุที่เจ้าของร่างเดิมสติปัญญาไม่สมประกอบ เป็นเพราะดวงจิตของนางไม่สมบูรณ์ ทั้งยังแตกสลายไปอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ที่มารดาสิ้นใจอย่างกะทันหัน ความบอบช้ำทางจิตใจนั้นรุนแรงเกินกว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ จะรับไหว ทำให้ดวงจิตของนางแหลกสลาย
และการมาถึงของนาง วิญญาณจากต่างโลกที่สมบูรณ์และแข็งแกร่ง ก็คือการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้น
จิตวิญญาณของนักฆ่าสาวไม่ได้ขับไล่หรือกลืนกินดวงจิตเดิมอย่างไร้เยื่อใย แต่นางโอบล้อมเศษเสี้ยวที่น่าสงสารนั้นไว้ หลอมรวมมันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ความทรงจำ ความเจ็บปวด ความรักความคิดถึงที่มีต่อมารดาของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้ได้กลายเป็นของนางโดยสมบูรณ์
เมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังลึกลับสายหนึ่งก็พลันบังเกิดขึ้น มันโคจรไปทั่วร่างที่เคยอ่อนแอ เป็นกระแสเย็นสดชื่นที่ขับไล่ความร้อนระอุของพิษไข้ออกไปจนหมดสิ้น ภายในร่างกายที่เสียหายจากการเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารมานานนับปี กำลังได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูอย่างรวดเร็วราวกับการสลัดร่างเก่าเปลี่ยนกระดูกใหม่๔
ทางด้านนอก หยางเสวี่ยอิงที่ร่างกายเปียกปอนและใจสลายได้เดินโซซัดโซเซกลับมาถึงเรือนที่เรียกได้ว่าแทบจะร้าง ก่อนที่นางจะทรุดกายนั่งลงข้างเตียง มองดูร่างที่สงบนิ่งของน้องสาวด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
“อาอวี่... เจี่ยเจียขอโทษ... เจี่ยเจียช่วยเจ้าไม่ได้...” นางพึมพำเสียงแผ่วเบา น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมารินไหลอีกครั้ง แต่ครานี้มันไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ เป็นเพียงหยาดน้ำตาที่มาจากความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
นางก้มลงกุมมือน้องสาวที่เริ่มจะเย็นชืดไว้ ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือเล็กๆ นั้น เตรียมใจที่จะยอมรับความจริงอันโหดร้าย
แต่แล้ว . . .
ฝ่ามือที่ควรจะเย็นชืดลงเรื่อยๆ กลับค่อยๆ มีความอบอุ่นไหลเวียนกลับคืนมา ร่างกายที่เคยสั่นเทิ้มก็หยุดนิ่งสนิท และที่สำคัญ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากพิษไข้ บัดนี้กลับค่อยๆ ซีดจางลงจนกลับเป็นปกติ
หยางเสวี่ยอิงเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก และนั่นเป็นชั่วขณะที่นางได้สบตากับน้องสาวของตนเอง
เปลือกตาของหยางจิ้งอวี่เปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มันไม่ได้เลื่อนลอยหรือว่างเปล่าเช่นที่เคยเป็นมาตลอดสิบปี แต่มันกลับกระจ่างใสราวกับผืนน้ำในฤดูสารท เย็นชาเหมือนน้ำแข็งหมื่นปี และลุ่มลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด โดยหากว่าแววตาเช่นนั้นไม่ควรจะปรากฏอยู่ในดวงตาของเด็กสาวปัญญาอ่อนผู้หนึ่งได้เลย
หยางเสวี่ยอิงตกตะลึงจนลืมหายใจ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของน้องสาว ราวกับกำลังจ้องมองคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







