LOGINความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในห้อง หยางเสวี่ยอิงยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่านั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองน้องสาวของตนเองราวกับเห็นภูตผีปีศาจ ความหวาดระแวงและความหวังตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบคลั่ง
“อา... อาอวี่?” นางเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่สั่นเทาและแผ่วเบาราวกระซิบ พลางยื่นมือที่สั่นระริกไปหวังจะสัมผัสใบหน้าของน้องสาวเพื่อยืนยัน
จังหวะนั้นเองที่บ่าวคนสนิท ‘หลานจิง’ ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนหลังจากไปต้มโจ๊กข้าวฟ่างในครัวเล็กๆ หลังเรือน นางเพิ่งจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่กลับมาเมื่อครู่
“คุณหนูใหญ่! เกิดเรื่องอะไรขึ้น... ว้าย!” หลานจิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคุณหนูสามที่นอนซมมาหลายวัน บัดนี้กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว นางทิ้งถ้วยโจ๊กในมือจนหล่นแตกกระจาย จากนั้นก็วิ่งโผเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงด้วยความดีใจสุดขีด
“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว! สวรรค์เมตตา! ท่านฟื้นแล้วจริงๆ!” น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลอาบแก้มของบ่าวผู้ภักดี
เสียงร้องของหลานจิงดึงสติของหยางเสวี่ยอิงกลับมาได้ในที่สุด นางรีบคว้ามือของจิ้งอวี่มาแนบอก สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่จริงๆ “อาอวี่! เจ้าฟื้นแล้ว! เจ้าได้ยินเจี่ยเจียหรือไม่!”
ท่ามกลางความดีใจและสับสนวุ่นวายนั้น มีเพียงคนเดียวที่จิตใจสงบ
สมองของนักฆ่าสาวประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด นางวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มีบิดาผู้ไร้หัวใจ ครั้นยังมีย่าผู้ลำเอียง เหล่าอนุ กับพี่น้องต่างมารดาที่คอยหาโอกาสเหยียบย่ำพวกนางสองคนอยู่เสมอ การที่นางฟื้นจากไข้หนักราวปาฏิหาริย์ แถมยังหายจากอาการปัญญาอ่อนที่เรื้อรังมานับสิบปีในชั่วข้ามคืนได้นั้น หากข่าวนี้แพร่ออกไป มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่จะกลายเป็นเรื่องน่าประหลาดที่ชวนให้ผู้คนขุดคุ้ยและจับตามองเสียมากกว่า
ยอดไม้ที่สูงเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดโค่นก่อนเสมอ
ในสถานการณ์ที่นางยังอ่อนแอและไร้ซึ่งอำนาจต่อกรใดๆ การเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงออกไปก็ไม่ต่างจากการหาที่ตายให้ตนเอง ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ก็คือการเล่นละครต่อไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว แววตาที่คมกริบของจิ้งอวี่ก็พลันหม่นแสงลง กลายเป็นความสับสนและเลื่อนลอยอีกครั้ง นางกะพริบตาช้าๆ มองหน้าพี่สาวและบ่าวคนสนิทสลับกันไปมา เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและติดขัด
“เจี่ย... เจี่ยเจีย...” คำพูดสั้นๆ เพียงพยางค์เดียว แต่กลับทำให้หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงดีใจจนแทบสิ้นสติ
“ใช่แล้ว! เจี่ยเจียเอง! เจี่ยเจียอยู่นี่แล้ว!” หยางเสวี่ยอิงตอบรับทั้งน้ำตา “เจ้าจำเจี่ยเจียได้หรืออาอวี่!”
จิ้งอวี่ไม่ตอบ แต่ทำเพียงพยักหน้าช้าๆ แสร้งทำเป็นว่ายังเรียบเรียงความคิดไม่ถูก
“เจ็บ... หัว...” นางยกมือขึ้นกุมศีรษะ ท่าทีเซื่องซึมแต่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว” เสวี่ยอิงรีบกอดปลอบน้องสาว “เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ยังอ่อนเพลียอยู่มาก เดี๋ยวเจี่ยเจียป้อนโจ๊กให้นะ”
หลานจิงรีบวิ่งไปยกโจ๊กถ้วยใหม่มา ทั้งสองช่วยกันประคองจิ้งอวี่ขึ้นพิงกับหัวเตียงแล้วค่อยๆ ป้อนโจ๊กที่เหลวจนแทบจะเป็นน้ำให้นางทีละคำ จิ้งอวี่ก็ยอมกินแต่โดยดีอย่างว่าง่าย ขณะที่แสร้งทำเป็นเหม่อลอยนั้น ดวงตาของนางกลับลอบสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องอย่างรวดเร็ว ทั้งรอยรั่วบนหลังคา กำแพงดินที่ผุพัง หรือเสื้อผ้ามอซอราวกับขอทานของพี่สาว ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในสมองเพื่อรอวันชำระบัญชี
นางสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่แท้จริงจากคนทั้งสอง นี่นับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้ และนางจะปกป้องมันไว้ด้วยชีวิต
ขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังเต็มไปด้วยความหวังและความอบอุ่น ประตูไม้ผุๆ ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับน้ำเสียงห้วนจัด จนคนฟังขมวดคิ้ว
“มัวทำอะไรกันอยู่! ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว!”
บ่าวหญิงร่างท้วมสองคนจากเรือนใหญ่เดินเข้ามา พวกนางมองภาพสามนายบ่าวด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปึงปัง
บนถาดนั้นมีเพียงโจ๊กหนึ่งถ้วยที่ใสจนมองเห็นเงาสะท้อนก้นชาม กับผักดองสองสามชิ้นที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวเหม็นจนน่าคลื่นไส้ สิ่งของพวกนี้เป็นอาหารสำหรับคนสามชีวิตในแต่ละวัน ไม่สิ... ต้องเรียกว่าอาหารสำหรับสุกรถึงจะถูก
“คุณหนูสามฟื้นแล้วรึ ดีจริง” บ่าวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “เช่นนั้นก็รีบกินเสียเถิดเจ้าค่ะ จะได้มีแรงลุกขึ้นมาทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง”
คำพูดที่เสียดแทงนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงจางหายไปในทันที พวกนางได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าตอบโต้
หยางจิ้งอวี่ช้อนตามองบ่าวทั้งสองชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนประกายตาที่เปลี่ยนไป
เส้นผมที่ปรกหน้าลงมาได้ปิดบังแววตาของนางไว้อย่างมิดชิด
ไม่มีใครเห็นว่าในดวงตาที่ก้มต่ำลงนั้น บัดนี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือสับสนหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว กลับมีเพียงแววอำมหิต
ราตรีเคลื่อนคล้อยสู่ยามจื่อ๒ สรรพสิ่งล้วนหลับใหล มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่นอนขดตัวอยู่บนฟูกบางๆ อีกฝั่งของห้องเท่านั้น
ทว่าบนเตียงไม้แข็งกระด้าง หยางจิ้งอวี่กลับยังคงลืมตาโพลงอยู่ในความมืด
นางนอนนิ่งไม่ไหวติง ท่วงท่าผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จิตใจของนางในยามนี้กระจ่างใส ปราศจากความง่วงงุน นี่คือนิสัยที่ติดตัวมาจากการเป็นนักฆ่าในชาติก่อน
นางทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง สกุลหยางในยามนี้เปรียบเสมือนรังอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดพวกนางสามคนให้ตายได้ทุกเมื่อ การจะนอนบนกองฟืนลิ้มรสดีขม๓ เพื่อรอวันแก้แค้นในสถานที่แห่งนี้ นับเป็นทางเลือกที่โง่เขลาและเสี่ยงเกินไป
เป้าหมายแรก
คือต้องพาพี่หญิงใหญ่และหลานจิงออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแต่การจะจากไปก็ต้องมีเงินทุน ความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับหีบสมบัติเล็กๆ ของมารดาที่ซ่อนไว้ใต้แผ่นกระดานผุๆ ผุดขึ้นมาในหัว
[ติ๊ง]
เสียงแหลมเล็กราวกับโลหะกระทบกันพลันดังขึ้นในหัวของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเป็นเสียงสังเคราะห์ที่แปลกประหลาดและไม่เข้ากับยุคสมัยนี้โดยสิ้นเชิง จิ้งอวี่ตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ สัญชาตญาณนักฆ่าถูกปลุกขึ้นมาในทันที นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบกริบ ประสาทสัมผัสทั้งห้าตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องที่มืดสลัว
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ลมหายใจของพี่สาวและหลานจิงยังคงสม่ำเสมอ นอกหน้าต่างมีเพียงเงาไม้ที่ไหวเอนไปตามแรงลม ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุก
นางขมวดคิ้วแน่น พยายามตั้งสติวิเคราะห์ หรือว่าพิษไข้ยังไม่หายดีจนทำให้นางเกิดอาการหูแว่วขึ้นมา?
ไม่เพียงแต่นั้น เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ก็ดังขึ้นในหัวของนางอีกครั้ง ครั้นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
[กำลังสแกนหาโฮสต์ที่เหมาะสม...]
[ตรวจสอบค่าความแค้น... 18… 56… 98% ผ่านเกณฑ์]
[ตรวจสอบค่าความอำมหิต... 25… 75… 99% ผ่านเกณฑ์]
[ตรวจสอบความแน่วแน่ของจิตวิญญาณ... ระดับ SSS คุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์แบบ]
[ระบบแก้แค้นสุดเทพผูกพันธะกับโฮสต์หยางจิ้งอวี่สำเร็จ]
คราวนี้จิ้งอวี่มั่นใจแล้วว่านางไม่ได้หูแว่ว มันมีบางสิ่งอยู่ในหัวของนางจริงๆ หากแต่สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ เป็นเคล็ดวิชาพิสดารของโลกนี้ หรือเป็นวิญญาณร้ายที่ต้องการจะยึดร่างของนาง?
ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นภัยคุกคาม!
จิตสังหารอันเย็นเยียบพลันแผ่ออกมาจากร่างของนางในทันที นางรวบรวมสมาธิทั้งหมด จิตของนางตะโกนก้องออกไปอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าเป็นใคร! แสดงตัวออกมา!”
นางคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองที่ชั่วร้าย หรืออย่างน้อยก็ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่สิ่งที่นางได้รับกลับทำให้สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วของนางต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ . . .
เพราะเสียงสังเคราะห์ที่เคยเย็นชานั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ร่าเริงสดใสจนน่าหมั่นไส้
[ในที่สุดท่านก็ยอมคุยกับข้าเสียที โฮสต์ที่เคารพ!]
“...”
[เมื่อครู่ท่านถามว่าข้าเป็นใครใช่หรือไม่? โอ้! คำถามยอดเยี่ยมมาก!] เสียงนั้นดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด [ข้าคือระบบสุดเทพ! ผู้ช่วยอัจฉริยะหนึ่งเดียวในสวรรค์และปฐพี! ถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือให้โฮสต์คนงามได้แก้แค้นทุกคนที่เคยทำร้ายท่านยังไงล่ะ!]
ความเงียบเข้าครอบงำจิตใจของจิ้งอวี่อีกครั้ง นางไม่เคยเจอสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเท่านี้มาก่อนในชีวิต ทั้งชีวิตในชาติก่อนและชาตินี้
นางพยายามเรียบเรียงคำพูด พลันเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงทางจิตที่ยังคงเย็นชา
“ระบบ? แก้แค้น? เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
[หมายความตามที่พูดเลยโฮสต์ ท่านอยากจะให้คนที่เคยรังแกท่านต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตหรือไม่? อยากจะให้คนที่เคยเหยียบย่ำท่านต้องคลานอยู่แทบเท้าท่านหรือไม่? อยากจะให้สกุลหยางที่เนรคุณนี่พังพินาศย่อยยับหรือไม่? ข้าช่วยท่านได้ทั้งหมด!]
เสียงนั้นยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไปอย่างกระตือรือร้น
[เพียงแค่ท่านทำภารกิจง่ายๆ ที่ข้ามอบให้ และคอยเอ่ยชมข้าบ่อยๆ เท่านั้น เริ่มจากตอนนี้เลยเป็นเช่นไร? ลองเรียกข้าว่าระบบผู้ยิ่งใหญ่สิ แล้วข้าจะมอบของขวัญต้อนรับสุดพิเศษให้ท่านทันทีเลยนะ!]
จิ้งอวี่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาจ้องมองออกไปในความมืดอย่างว่างเปล่า
นางรอดตายจากการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เผชิญหน้ากับสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วทั่วทุกมุมโลก แต่นางกลับไม่เคยเตรียมใจรับมือกับสิ่งนี้มาก่อนเลย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?
แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให
“แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในไม่ถึงจิบชา . . . สำหรับหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงแล้ว ภาพที่เห็นคือภาพสโลโมชั่นอันน่าสยดสยอง รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมของคุณหนูสี่ที่แสร้งทำเป็นสะดุด และตะเกียงน้ำมันร้อนๆ ที่กำลังจะเอียงคว่ำลงมายังใบหน้าของหยางจิ้งอวี่ “กรี๊ด! อาอวี่!” เสียงกรีดร้องของเสวี่ยอิงดังขึ้นจนสุดเสีย
หลังจากกลับมาถึงเรือนได้อย่างปลอดภัย หยางจิ้งอวี่ก็กลับไปสวมบทบาทคุณหนูผู้เหม่อลอยตามเดิม นางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้สายลมยามบ่ายพัดผ่านใบหน้าอย่างแผ่วเบา แต่ในใจของนางกลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนเช่นภายนอก ‘เงาที่ตามติดเมื่อวานนี้ ฝีมือสูงส่งและมีความอดทนเป็นเลิศ’ นางวิเคราะห์ในใจ ‘การตามติดอย่างเง
ตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาท บรรยากาศไม่ได้โอ่อ่าฟุ้งเฟ้ออย่างที่ใครๆ จินตนาการ แต่กลับเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยมอันสุขุม บนโต๊ะหนังสือไม้จื่อถานตัวยาวมีเพียงพู่กัน แท่นฝนหมึก และม้วนตำรากองอยู่ไม่กี่เล่ม กลิ่นชาชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง เจิ้งเฟิงเยวี่ยยืนกอดอกพิงอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามอง
เพล้ง หยางเยว่ซินปาถ้วยชาในมือลงพื้นจนแตกกระจาย บ่าวหญิงทั้งสองหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นทันที “คุณหนูสี่โปรดเมตตา! บ่าวผิดไปแล้ว!” “ไสหัวไปให้พ้น!” นางตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด เมื่อบ่าวทั้งสองรีบคลานจากไปแล้ว นางก็กลับมานั่งลง หายใจหอบด้วยความโกรธจัด ‘นางปัญญาอ่อนนั่นน่ะรึจะม







