Partager

บทที่ ๒ ซ่อนคม

last update Date de publication: 2025-10-29 21:24:46

ความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในห้อง หยางเสวี่ยอิงยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่านั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองน้องสาวของตนเองราวกับเห็นภูตผีปีศาจ ความหวาดระแวงและความหวังตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบคลั่ง

“อา... อาอวี่?” นางเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่สั่นเทาและแผ่วเบาราวกระซิบ พลางยื่นมือที่สั่นระริกไปหวังจะสัมผัสใบหน้าของน้องสาวเพื่อยืนยัน

จังหวะนั้นเองที่บ่าวคนสนิท ‘หลานจิง’ ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนหลังจากไปต้มโจ๊กข้าวฟ่างในครัวเล็กๆ หลังเรือน นางเพิ่งจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่กลับมาเมื่อครู่

“คุณหนูใหญ่! เกิดเรื่องอะไรขึ้น... ว้าย!” หลานจิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคุณหนูสามที่นอนซมมาหลายวัน บัดนี้กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว นางทิ้งถ้วยโจ๊กในมือจนหล่นแตกกระจาย จากนั้นก็วิ่งโผเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงด้วยความดีใจสุดขีด

“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว! สวรรค์เมตตา! ท่านฟื้นแล้วจริงๆ!” น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลอาบแก้มของบ่าวผู้ภักดี

เสียงร้องของหลานจิงดึงสติของหยางเสวี่ยอิงกลับมาได้ในที่สุด นางรีบคว้ามือของจิ้งอวี่มาแนบอก สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่จริงๆ “อาอวี่! เจ้าฟื้นแล้ว! เจ้าได้ยินเจี่ยเจียหรือไม่!”

ท่ามกลางความดีใจและสับสนวุ่นวายนั้น มีเพียงคนเดียวที่จิตใจสงบ

สมองของนักฆ่าสาวประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด นางวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มีบิดาผู้ไร้หัวใจ ครั้นยังมีย่าผู้ลำเอียง เหล่าอนุ กับพี่น้องต่างมารดาที่คอยหาโอกาสเหยียบย่ำพวกนางสองคนอยู่เสมอ การที่นางฟื้นจากไข้หนักราวปาฏิหาริย์ แถมยังหายจากอาการปัญญาอ่อนที่เรื้อรังมานับสิบปีในชั่วข้ามคืนได้นั้น หากข่าวนี้แพร่ออกไป มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่จะกลายเป็นเรื่องน่าประหลาดที่ชวนให้ผู้คนขุดคุ้ยและจับตามองเสียมากกว่า

ยอดไม้ที่สูงเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดโค่นก่อนเสมอ

ในสถานการณ์ที่นางยังอ่อนแอและไร้ซึ่งอำนาจต่อกรใดๆ การเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงออกไปก็ไม่ต่างจากการหาที่ตายให้ตนเอง ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ก็คือการเล่นละครต่อไป

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว แววตาที่คมกริบของจิ้งอวี่ก็พลันหม่นแสงลง กลายเป็นความสับสนและเลื่อนลอยอีกครั้ง นางกะพริบตาช้าๆ มองหน้าพี่สาวและบ่าวคนสนิทสลับกันไปมา เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและติดขัด

“เจี่ย... เจี่ยเจีย...” คำพูดสั้นๆ เพียงพยางค์เดียว แต่กลับทำให้หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงดีใจจนแทบสิ้นสติ

“ใช่แล้ว! เจี่ยเจียเอง! เจี่ยเจียอยู่นี่แล้ว!” หยางเสวี่ยอิงตอบรับทั้งน้ำตา “เจ้าจำเจี่ยเจียได้หรืออาอวี่!”

จิ้งอวี่ไม่ตอบ แต่ทำเพียงพยักหน้าช้าๆ แสร้งทำเป็นว่ายังเรียบเรียงความคิดไม่ถูก

“เจ็บ... หัว...” นางยกมือขึ้นกุมศีรษะ ท่าทีเซื่องซึมแต่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว” เสวี่ยอิงรีบกอดปลอบน้องสาว “เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ยังอ่อนเพลียอยู่มาก เดี๋ยวเจี่ยเจียป้อนโจ๊กให้นะ”

หลานจิงรีบวิ่งไปยกโจ๊กถ้วยใหม่มา ทั้งสองช่วยกันประคองจิ้งอวี่ขึ้นพิงกับหัวเตียงแล้วค่อยๆ ป้อนโจ๊กที่เหลวจนแทบจะเป็นน้ำให้นางทีละคำ จิ้งอวี่ก็ยอมกินแต่โดยดีอย่างว่าง่าย ขณะที่แสร้งทำเป็นเหม่อลอยนั้น ดวงตาของนางกลับลอบสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องอย่างรวดเร็ว ทั้งรอยรั่วบนหลังคา กำแพงดินที่ผุพัง หรือเสื้อผ้ามอซอราวกับขอทานของพี่สาว ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในสมองเพื่อรอวันชำระบัญชี

นางสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่แท้จริงจากคนทั้งสอง นี่นับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้ และนางจะปกป้องมันไว้ด้วยชีวิต

ขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังเต็มไปด้วยความหวังและความอบอุ่น ประตูไม้ผุๆ ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับน้ำเสียงห้วนจัด จนคนฟังขมวดคิ้ว

“มัวทำอะไรกันอยู่! ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว!”

บ่าวหญิงร่างท้วมสองคนจากเรือนใหญ่เดินเข้ามา พวกนางมองภาพสามนายบ่าวด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปึงปัง

บนถาดนั้นมีเพียงโจ๊กหนึ่งถ้วยที่ใสจนมองเห็นเงาสะท้อนก้นชาม กับผักดองสองสามชิ้นที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวเหม็นจนน่าคลื่นไส้ สิ่งของพวกนี้เป็นอาหารสำหรับคนสามชีวิตในแต่ละวัน ไม่สิ... ต้องเรียกว่าอาหารสำหรับสุกรถึงจะถูก

“คุณหนูสามฟื้นแล้วรึ ดีจริง” บ่าวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “เช่นนั้นก็รีบกินเสียเถิดเจ้าค่ะ จะได้มีแรงลุกขึ้นมาทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง”

คำพูดที่เสียดแทงนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงจางหายไปในทันที พวกนางได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าตอบโต้

หยางจิ้งอวี่ช้อนตามองบ่าวทั้งสองชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนประกายตาที่เปลี่ยนไป

เส้นผมที่ปรกหน้าลงมาได้ปิดบังแววตาของนางไว้อย่างมิดชิด

ไม่มีใครเห็นว่าในดวงตาที่ก้มต่ำลงนั้น บัดนี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือสับสนหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว กลับมีเพียงแววอำมหิต

ราตรีเคลื่อนคล้อยสู่ยามจื่อ๒ สรรพสิ่งล้วนหลับใหล มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่นอนขดตัวอยู่บนฟูกบางๆ อีกฝั่งของห้องเท่านั้น

ทว่าบนเตียงไม้แข็งกระด้าง หยางจิ้งอวี่กลับยังคงลืมตาโพลงอยู่ในความมืด

นางนอนนิ่งไม่ไหวติง ท่วงท่าผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จิตใจของนางในยามนี้กระจ่างใส ปราศจากความง่วงงุน นี่คือนิสัยที่ติดตัวมาจากการเป็นนักฆ่าในชาติก่อน

นางทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง สกุลหยางในยามนี้เปรียบเสมือนรังอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดพวกนางสามคนให้ตายได้ทุกเมื่อ การจะนอนบนกองฟืนลิ้มรสดีขม๓ เพื่อรอวันแก้แค้นในสถานที่แห่งนี้ นับเป็นทางเลือกที่โง่เขลาและเสี่ยงเกินไป

เป้าหมายแรก

คือต้องพาพี่หญิงใหญ่และหลานจิงออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

แต่การจะจากไปก็ต้องมีเงินทุน ความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับหีบสมบัติเล็กๆ ของมารดาที่ซ่อนไว้ใต้แผ่นกระดานผุๆ ผุดขึ้นมาในหัว

[ติ๊ง]

เสียงแหลมเล็กราวกับโลหะกระทบกันพลันดังขึ้นในหัวของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

มันเป็นเสียงสังเคราะห์ที่แปลกประหลาดและไม่เข้ากับยุคสมัยนี้โดยสิ้นเชิง จิ้งอวี่ตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ สัญชาตญาณนักฆ่าถูกปลุกขึ้นมาในทันที นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบกริบ ประสาทสัมผัสทั้งห้าตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องที่มืดสลัว

ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ลมหายใจของพี่สาวและหลานจิงยังคงสม่ำเสมอ นอกหน้าต่างมีเพียงเงาไม้ที่ไหวเอนไปตามแรงลม ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุก

นางขมวดคิ้วแน่น พยายามตั้งสติวิเคราะห์ หรือว่าพิษไข้ยังไม่หายดีจนทำให้นางเกิดอาการหูแว่วขึ้นมา?

ไม่เพียงแต่นั้น เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ก็ดังขึ้นในหัวของนางอีกครั้ง ครั้นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

[กำลังสแกนหาโฮสต์ที่เหมาะสม...]

[ตรวจสอบค่าความแค้น... 18… 56… 98% ผ่านเกณฑ์]

[ตรวจสอบค่าความอำมหิต... 25… 75… 99% ผ่านเกณฑ์]

[ตรวจสอบความแน่วแน่ของจิตวิญญาณ... ระดับ SSS คุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์แบบ]

[ระบบแก้แค้นสุดเทพผูกพันธะกับโฮสต์หยางจิ้งอวี่สำเร็จ]

คราวนี้จิ้งอวี่มั่นใจแล้วว่านางไม่ได้หูแว่ว มันมีบางสิ่งอยู่ในหัวของนางจริงๆ หากแต่สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ เป็นเคล็ดวิชาพิสดารของโลกนี้ หรือเป็นวิญญาณร้ายที่ต้องการจะยึดร่างของนาง?

ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นภัยคุกคาม!

จิตสังหารอันเย็นเยียบพลันแผ่ออกมาจากร่างของนางในทันที นางรวบรวมสมาธิทั้งหมด จิตของนางตะโกนก้องออกไปอย่างเกรี้ยวกราด

“เจ้าเป็นใคร! แสดงตัวออกมา!”

นางคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองที่ชั่วร้าย หรืออย่างน้อยก็ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่สิ่งที่นางได้รับกลับทำให้สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วของนางต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ . . .

เพราะเสียงสังเคราะห์ที่เคยเย็นชานั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ร่าเริงสดใสจนน่าหมั่นไส้

[ในที่สุดท่านก็ยอมคุยกับข้าเสียที โฮสต์ที่เคารพ!]

“...”

[เมื่อครู่ท่านถามว่าข้าเป็นใครใช่หรือไม่? โอ้! คำถามยอดเยี่ยมมาก!] เสียงนั้นดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด [ข้าคือระบบสุดเทพ! ผู้ช่วยอัจฉริยะหนึ่งเดียวในสวรรค์และปฐพี! ถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือให้โฮสต์คนงามได้แก้แค้นทุกคนที่เคยทำร้ายท่านยังไงล่ะ!]

ความเงียบเข้าครอบงำจิตใจของจิ้งอวี่อีกครั้ง นางไม่เคยเจอสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเท่านี้มาก่อนในชีวิต ทั้งชีวิตในชาติก่อนและชาตินี้

นางพยายามเรียบเรียงคำพูด พลันเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงทางจิตที่ยังคงเย็นชา

“ระบบ? แก้แค้น? เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

[หมายความตามที่พูดเลยโฮสต์ ท่านอยากจะให้คนที่เคยรังแกท่านต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตหรือไม่? อยากจะให้คนที่เคยเหยียบย่ำท่านต้องคลานอยู่แทบเท้าท่านหรือไม่? อยากจะให้สกุลหยางที่เนรคุณนี่พังพินาศย่อยยับหรือไม่? ข้าช่วยท่านได้ทั้งหมด!]

เสียงนั้นยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไปอย่างกระตือรือร้น

[เพียงแค่ท่านทำภารกิจง่ายๆ ที่ข้ามอบให้ และคอยเอ่ยชมข้าบ่อยๆ เท่านั้น เริ่มจากตอนนี้เลยเป็นเช่นไร? ลองเรียกข้าว่าระบบผู้ยิ่งใหญ่สิ แล้วข้าจะมอบของขวัญต้อนรับสุดพิเศษให้ท่านทันทีเลยนะ!]

จิ้งอวี่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาจ้องมองออกไปในความมืดอย่างว่างเปล่า

นางรอดตายจากการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เผชิญหน้ากับสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วทั่วทุกมุมโลก แต่นางกลับไม่เคยเตรียมใจรับมือกับสิ่งนี้มาก่อนเลย

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๑๐ ชำระล้างราชสำนัก – จบบริบูรณ์

    แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๒

    ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๙ ทะลวงกำแพงเสวียนอู่ – ๑

    บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๒

    รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๘ มุดบาดาลทะลวงเสวียนอู่ – ๑

    ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให

  • คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ   บทพิเศษที่ ๑๐๗ กลซ้อนกลลวงจิ่วกง – ๒

    “แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status