LOGINความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในห้อง หยางเสวี่ยอิงยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่านั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองน้องสาวของตนเองราวกับเห็นภูตผีปีศาจ ความหวาดระแวงและความหวังตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบคลั่ง
“อา... อาอวี่?” นางเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่สั่นเทาและแผ่วเบาราวกระซิบ พลางยื่นมือที่สั่นระริกไปหวังจะสัมผัสใบหน้าของน้องสาวเพื่อยืนยัน
จังหวะนั้นเองที่บ่าวคนสนิท ‘หลานจิง’ ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนหลังจากไปต้มโจ๊กข้าวฟ่างในครัวเล็กๆ หลังเรือน นางเพิ่งจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่กลับมาเมื่อครู่
“คุณหนูใหญ่! เกิดเรื่องอะไรขึ้น... ว้าย!” หลานจิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคุณหนูสามที่นอนซมมาหลายวัน บัดนี้กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว นางทิ้งถ้วยโจ๊กในมือจนหล่นแตกกระจาย จากนั้นก็วิ่งโผเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงด้วยความดีใจสุดขีด
“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว! สวรรค์เมตตา! ท่านฟื้นแล้วจริงๆ!” น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลอาบแก้มของบ่าวผู้ภักดี
เสียงร้องของหลานจิงดึงสติของหยางเสวี่ยอิงกลับมาได้ในที่สุด นางรีบคว้ามือของจิ้งอวี่มาแนบอก สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่จริงๆ “อาอวี่! เจ้าฟื้นแล้ว! เจ้าได้ยินเจี่ยเจียหรือไม่!”
ท่ามกลางความดีใจและสับสนวุ่นวายนั้น มีเพียงคนเดียวที่จิตใจสงบ
สมองของนักฆ่าสาวประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด นางวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มีบิดาผู้ไร้หัวใจ ครั้นยังมีย่าผู้ลำเอียง เหล่าอนุ กับพี่น้องต่างมารดาที่คอยหาโอกาสเหยียบย่ำพวกนางสองคนอยู่เสมอ การที่นางฟื้นจากไข้หนักราวปาฏิหาริย์ แถมยังหายจากอาการปัญญาอ่อนที่เรื้อรังมานับสิบปีในชั่วข้ามคืนได้นั้น หากข่าวนี้แพร่ออกไป มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่จะกลายเป็นเรื่องน่าประหลาดที่ชวนให้ผู้คนขุดคุ้ยและจับตามองเสียมากกว่า
ยอดไม้ที่สูงเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดโค่นก่อนเสมอ
ในสถานการณ์ที่นางยังอ่อนแอและไร้ซึ่งอำนาจต่อกรใดๆ การเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงออกไปก็ไม่ต่างจากการหาที่ตายให้ตนเอง ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ก็คือการเล่นละครต่อไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว แววตาที่คมกริบของจิ้งอวี่ก็พลันหม่นแสงลง กลายเป็นความสับสนและเลื่อนลอยอีกครั้ง นางกะพริบตาช้าๆ มองหน้าพี่สาวและบ่าวคนสนิทสลับกันไปมา เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและติดขัด
“เจี่ย... เจี่ยเจีย...” คำพูดสั้นๆ เพียงพยางค์เดียว แต่กลับทำให้หยางเสวี่ยอิงและหลานจิงดีใจจนแทบสิ้นสติ
“ใช่แล้ว! เจี่ยเจียเอง! เจี่ยเจียอยู่นี่แล้ว!” หยางเสวี่ยอิงตอบรับทั้งน้ำตา “เจ้าจำเจี่ยเจียได้หรืออาอวี่!”
จิ้งอวี่ไม่ตอบ แต่ทำเพียงพยักหน้าช้าๆ แสร้งทำเป็นว่ายังเรียบเรียงความคิดไม่ถูก
“เจ็บ... หัว...” นางยกมือขึ้นกุมศีรษะ ท่าทีเซื่องซึมแต่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว” เสวี่ยอิงรีบกอดปลอบน้องสาว “เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ยังอ่อนเพลียอยู่มาก เดี๋ยวเจี่ยเจียป้อนโจ๊กให้นะ”
หลานจิงรีบวิ่งไปยกโจ๊กถ้วยใหม่มา ทั้งสองช่วยกันประคองจิ้งอวี่ขึ้นพิงกับหัวเตียงแล้วค่อยๆ ป้อนโจ๊กที่เหลวจนแทบจะเป็นน้ำให้นางทีละคำ จิ้งอวี่ก็ยอมกินแต่โดยดีอย่างว่าง่าย ขณะที่แสร้งทำเป็นเหม่อลอยนั้น ดวงตาของนางกลับลอบสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องอย่างรวดเร็ว ทั้งรอยรั่วบนหลังคา กำแพงดินที่ผุพัง หรือเสื้อผ้ามอซอราวกับขอทานของพี่สาว ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในสมองเพื่อรอวันชำระบัญชี
นางสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่แท้จริงจากคนทั้งสอง นี่นับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้ และนางจะปกป้องมันไว้ด้วยชีวิต
ขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังเต็มไปด้วยความหวังและความอบอุ่น ประตูไม้ผุๆ ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับน้ำเสียงห้วนจัด จนคนฟังขมวดคิ้ว
“มัวทำอะไรกันอยู่! ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว!”
บ่าวหญิงร่างท้วมสองคนจากเรือนใหญ่เดินเข้ามา พวกนางมองภาพสามนายบ่าวด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปึงปัง
บนถาดนั้นมีเพียงโจ๊กหนึ่งถ้วยที่ใสจนมองเห็นเงาสะท้อนก้นชาม กับผักดองสองสามชิ้นที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวเหม็นจนน่าคลื่นไส้ สิ่งของพวกนี้เป็นอาหารสำหรับคนสามชีวิตในแต่ละวัน ไม่สิ... ต้องเรียกว่าอาหารสำหรับสุกรถึงจะถูก
“คุณหนูสามฟื้นแล้วรึ ดีจริง” บ่าวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “เช่นนั้นก็รีบกินเสียเถิดเจ้าค่ะ จะได้มีแรงลุกขึ้นมาทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง”
คำพูดที่เสียดแทงนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงจางหายไปในทันที พวกนางได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าตอบโต้
หยางจิ้งอวี่ช้อนตามองบ่าวทั้งสองชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนประกายตาที่เปลี่ยนไป
เส้นผมที่ปรกหน้าลงมาได้ปิดบังแววตาของนางไว้อย่างมิดชิด
ไม่มีใครเห็นว่าในดวงตาที่ก้มต่ำลงนั้น บัดนี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือสับสนหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว กลับมีเพียงแววอำมหิต
ราตรีเคลื่อนคล้อยสู่ยามจื่อ๒ สรรพสิ่งล้วนหลับใหล มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่นอนขดตัวอยู่บนฟูกบางๆ อีกฝั่งของห้องเท่านั้น
ทว่าบนเตียงไม้แข็งกระด้าง หยางจิ้งอวี่กลับยังคงลืมตาโพลงอยู่ในความมืด
นางนอนนิ่งไม่ไหวติง ท่วงท่าผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จิตใจของนางในยามนี้กระจ่างใส ปราศจากความง่วงงุน นี่คือนิสัยที่ติดตัวมาจากการเป็นนักฆ่าในชาติก่อน
นางทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง สกุลหยางในยามนี้เปรียบเสมือนรังอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดพวกนางสามคนให้ตายได้ทุกเมื่อ การจะนอนบนกองฟืนลิ้มรสดีขม๓ เพื่อรอวันแก้แค้นในสถานที่แห่งนี้ นับเป็นทางเลือกที่โง่เขลาและเสี่ยงเกินไป
เป้าหมายแรก
คือต้องพาพี่หญิงใหญ่และหลานจิงออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแต่การจะจากไปก็ต้องมีเงินทุน ความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับหีบสมบัติเล็กๆ ของมารดาที่ซ่อนไว้ใต้แผ่นกระดานผุๆ ผุดขึ้นมาในหัว
[ติ๊ง]
เสียงแหลมเล็กราวกับโลหะกระทบกันพลันดังขึ้นในหัวของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเป็นเสียงสังเคราะห์ที่แปลกประหลาดและไม่เข้ากับยุคสมัยนี้โดยสิ้นเชิง จิ้งอวี่ตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ สัญชาตญาณนักฆ่าถูกปลุกขึ้นมาในทันที นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบกริบ ประสาทสัมผัสทั้งห้าตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องที่มืดสลัว
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ลมหายใจของพี่สาวและหลานจิงยังคงสม่ำเสมอ นอกหน้าต่างมีเพียงเงาไม้ที่ไหวเอนไปตามแรงลม ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุก
นางขมวดคิ้วแน่น พยายามตั้งสติวิเคราะห์ หรือว่าพิษไข้ยังไม่หายดีจนทำให้นางเกิดอาการหูแว่วขึ้นมา?
ไม่เพียงแต่นั้น เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ก็ดังขึ้นในหัวของนางอีกครั้ง ครั้นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
[กำลังสแกนหาโฮสต์ที่เหมาะสม...]
[ตรวจสอบค่าความแค้น... 18… 56… 98% ผ่านเกณฑ์]
[ตรวจสอบค่าความอำมหิต... 25… 75… 99% ผ่านเกณฑ์]
[ตรวจสอบความแน่วแน่ของจิตวิญญาณ... ระดับ SSS คุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์แบบ]
[ระบบแก้แค้นสุดเทพผูกพันธะกับโฮสต์หยางจิ้งอวี่สำเร็จ]
คราวนี้จิ้งอวี่มั่นใจแล้วว่านางไม่ได้หูแว่ว มันมีบางสิ่งอยู่ในหัวของนางจริงๆ หากแต่สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ เป็นเคล็ดวิชาพิสดารของโลกนี้ หรือเป็นวิญญาณร้ายที่ต้องการจะยึดร่างของนาง?
ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นภัยคุกคาม!
จิตสังหารอันเย็นเยียบพลันแผ่ออกมาจากร่างของนางในทันที นางรวบรวมสมาธิทั้งหมด จิตของนางตะโกนก้องออกไปอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าเป็นใคร! แสดงตัวออกมา!”
นางคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองที่ชั่วร้าย หรืออย่างน้อยก็ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่สิ่งที่นางได้รับกลับทำให้สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วของนางต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ . . .
เพราะเสียงสังเคราะห์ที่เคยเย็นชานั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ร่าเริงสดใสจนน่าหมั่นไส้
[ในที่สุดท่านก็ยอมคุยกับข้าเสียที โฮสต์ที่เคารพ!]
“...”
[เมื่อครู่ท่านถามว่าข้าเป็นใครใช่หรือไม่? โอ้! คำถามยอดเยี่ยมมาก!] เสียงนั้นดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด [ข้าคือระบบสุดเทพ! ผู้ช่วยอัจฉริยะหนึ่งเดียวในสวรรค์และปฐพี! ถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือให้โฮสต์คนงามได้แก้แค้นทุกคนที่เคยทำร้ายท่านยังไงล่ะ!]
ความเงียบเข้าครอบงำจิตใจของจิ้งอวี่อีกครั้ง นางไม่เคยเจอสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเท่านี้มาก่อนในชีวิต ทั้งชีวิตในชาติก่อนและชาตินี้
นางพยายามเรียบเรียงคำพูด พลันเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงทางจิตที่ยังคงเย็นชา
“ระบบ? แก้แค้น? เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
[หมายความตามที่พูดเลยโฮสต์ ท่านอยากจะให้คนที่เคยรังแกท่านต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตหรือไม่? อยากจะให้คนที่เคยเหยียบย่ำท่านต้องคลานอยู่แทบเท้าท่านหรือไม่? อยากจะให้สกุลหยางที่เนรคุณนี่พังพินาศย่อยยับหรือไม่? ข้าช่วยท่านได้ทั้งหมด!]
เสียงนั้นยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไปอย่างกระตือรือร้น
[เพียงแค่ท่านทำภารกิจง่ายๆ ที่ข้ามอบให้ และคอยเอ่ยชมข้าบ่อยๆ เท่านั้น เริ่มจากตอนนี้เลยเป็นเช่นไร? ลองเรียกข้าว่าระบบผู้ยิ่งใหญ่สิ แล้วข้าจะมอบของขวัญต้อนรับสุดพิเศษให้ท่านทันทีเลยนะ!]
จิ้งอวี่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาจ้องมองออกไปในความมืดอย่างว่างเปล่า
นางรอดตายจากการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เผชิญหน้ากับสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วทั่วทุกมุมโลก แต่นางกลับไม่เคยเตรียมใจรับมือกับสิ่งนี้มาก่อนเลย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







