LOGIN2
ไม่ใช่ของเจ้า
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเรือนท้ายจวน หยางซูซินลืมตาตื่นขึ้น นิสัยการตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าป่าขุดสมุนไพรกลายเป็นความเคยชิน นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง สำรวจมองห้องนอนใหม่ที่แม้จะดีกว่ากระท่อมในชนบทแต่กลับเต็มไปด้วยฝุ่นหนาและข้าวของเครื่องใช้ที่ดูเก่าเก็บเกินกว่าจะเป็นห้องของคุณหนูสายตรง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่สาวใช้หน้าตาสะสวยคนหนึ่งจะเดินเข้ามาพร้อมถังน้ำล้างหน้า แต่นางกลับวางมันลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำกระเซ็นออกมาเลอะเทอะ
“คุณหนูสี่ตื่นแล้ว นี่คือน้ำล้างหน้าส่วนอาหารถ้าท่านอยากกินก็ต้องเดินไปกินที่เรือนหลัก”
สาวใช้เอ่ยพลางปัดมืออย่างขอไปที ซูซินมองถังน้ำที่มีคราบตะไคร่เกาะขอบ แล้วเงยหน้ามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย
"เจ้าชื่ออะไร"
"ข้าชื่อหลีมู่เป็นคนของคุณหนูสาม คุณหนูสามมีน้ำใจ ฮูหยินจึงส่งข้ามาปรนนิบัติคุณหนูสี่เป็นการชั่วคราว" หลีมู่ตอบพร้อมเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
"หลีมู่ น้ำล้างหน้าที่ขุ่นมัวเช่นนี้แม้แต่สุนัขในชนบทที่ข้าจากมายังไม่ยอมดื่ม แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะใช้มันล้างหน้าได้อย่างไร ไปเปลี่ยนมาใหม่ คราวหน้าหากเจ้าวางสิ่งของเสียงดังกระแทกเแดกดันเช่นนี้อีก ข้าจะถือว่าเจ้าไม่พอใจที่มาดูแลข้า ข้าจะส่งเจ้ากลับไปหานายของเจ้าด้วยสภาพแขนขาหักสองท่อน"
หลีมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อสบตากับซูซินก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขู่เล่นอย่างแน่นอน ถึงอย่างนั้นก็ยังถือดีว่าตนได้รับคำสั่งจากหลินฟูเหรินและซินเหยา นางเชิดหน้าขึ้นอย่างจองหองจนคอเป็นเอ็น
"ท่าน! ท่านกล้าหรือ ฮูหยินเอกเป็นคนส่งข้ามานะเจ้าคะ!"
"เพราะท่านแม่ส่งเจ้ามาข้าถึงยังปราณี ไปเปลี่ยนน้ำมาใหม่!"
ซูซินเดินเข้าไปหาหลีมู่เพียงก้าวเดียว แต่อีกฝ่ายกลับถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว แล้วรีบวิ่งออกไปอย่างหัวซุกหัวซุน ส่วนซูซินเดินไปที่คันฉ่องสำริดที่วางอยู่มุมห้อง ในจวนแห่งนี้บ่าวรับใช้เป็นหูเป็นตาของเจ้านาย หากนางยอมให้ข่มเหงตั้งแต่วันแรกชีวิตที่เหลือก็คงต้องอยู่แบบต่ำต้อยไปตลอดชีวิต
ครู่ต่อมา เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ดังขึ้นที่หน้าเรือน หยางซินเหยาเดินนำหน้าเข้ามา นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกโบตั๋นอย่างประณีต สาวใช้ที่ตามหลังมาถือถาดไม้ที่วางพับผ้าไหมเนื้อดีและกล่องเครื่องประดับมาหลายชุด
"น้องสี่ตื่นแล้วหรือ"
ซินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ปลายจมูกของนางยังคงดูแดงเล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักมาทั้งคืน
"เมื่อคืนข้านอนไม่หลับเลยจริงๆ คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วใจข้าใจสั่นไปหมด กลัวเจ้าเข้าใจผิดว่าท่านแม่กับพี่ชายลำเอียงรักแต่ข้า ข้าจึงรีบนำผ้าไหมและปิ่นปักผมเหล่านี้มาให้เจ้า หวังว่าเจ้าคงจะไม่รังเกียจที่มันเป็นของที่ข้าเคยใช้แล้ว"
หึ…ของที่ใช้แล้ว
ซูซินมองดูของกำนัลเหล่านั้นด้วยสายตารู้ทัน ผ้าไหมเหล่านั้นแม้จะสวยงามแต่กลับเป็นสีที่ซินเหยาเคยใส่บ่อยจนคนทั้งเมืองหลวงจำได้ หากนางนำไปใส่ทุกคนจะตราหน้าทันทีว่านางคือคุณหนูบ้านนอกที่เก็บของเหลือจากคนอื่นมาใช้
"เจ้าช่างมีน้ำใจ ผ้าไหมผืนนี้สวยนัก แต่น่าเสียดายที่มันมีรอยขาดเล็กๆ เจ้าคงจะยุ่งจนลืมสังเกตเห็นกระมัง"
ซินเหยาหน้าเสียไปวูบหนึ่ง "เอ่อ...ข้าคงจะเลินเล่อไปบ้าง"
"ไม่เป็นไร ของเหลือใช้จากเจ้าข้าคงไม่กล้ารับไว้งั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็แล้วกัน ข้าจำได้ว่าในจดหมายของอนุเหมยระบุไว้ชัดเจนว่าในวันคลอดท่านตาของข้าได้มอบจี้หยกไว้ให้หลานสาวเพียงคนเดียว มันเป็นของที่มีชิ้นเดียวในโลก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าข้าเป็นบุตรของฮูหยินเอก ตอนนี้จี้หยกชิ้นนั้นอยู่ที่ไหนหรือ เอามาคืนเสียสี"
คำถามนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ซินเหยามือสั่นโดยไม่รู้ตัว นางเอื้อมมือไปกุมที่เอวซึ่งมีจี้หยกสีเขียวมรกตน้ำงามห้อยอยู่ทันที
"ของชิ้นนี้ท่านแม่มอบให้ข้า มันคือของรักของข้า"
"แต่มันไม่ใช่ของเจ้า!" ซูซินพูดสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงของนางเยือกเย็นราวกับจะแช่แข็งคนได้
“แต่…”
"มันคือสมบัติของตระกูลหลินที่มอบให้ลูกหลานตระกูลหลิน ในเมื่อตอนนี้ข้าหวนคืนมาแล้วของนั้นย่อมเป็นของข้าตามสิทธิ์ เจ้าควรจะคืนมันมาด้วยตนเองมากกว่าจะให้ข้าไปทวงถามเอาต่อหน้าท่านแม่และท่านพ่อในโถงใหญ่"
"เจ้าสี่ เจ้าจะรังแกเหยาเอ๋อร์เกินไปแล้วนะ!"
จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตู หยางเฟิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาเห็นซินเหยายืนตัวสั่นน้ำตาคลอก็อดไม่ได้ที่จะเข้าข้าง
"จี้หยกชิ้นนี้เหยาเอ๋อร์ใส่มาสิบกว่าปี นางผูกพันกับมันมาก เจ้าเพิ่งมาถึงจวนวันเดียวก็จะริบของจากพี่สาวเชียวหรือ"
ซูซินมองพี่รองด้วยสายตาผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ปรับเปลี่ยนแววตาตัดพ้อนั้นอย่างรวดเร็ว
“พี่รอง ท่านพูดคำว่ารังแกได้ง่ายดายเหลือเกิน จี้หยกนั่นพี่ใหญ่และพี่รองซึ่งเกิดจากครรภ์ของท่านแม่ล้วนมีคนละชิ้น ท่านตากล่าวว่ามอบให้ลูกหลานสายเลือดตระกูลหลิน ข้าเองก็เป็นน้องสาวที่คลานตามพวกท่านมาทำไมถึงจะไม่มีสิทธิ์ครอบครองของที่เป็นของตัวเอง เช่นนั้นข้าจะยินยอมให้นางครอบครองของของข้า แล้วพี่รองก็เสียสละเอาจี้หยกของตนเองมามอบให้ข้าแทนแบบนั้นดีไหม”
“เจ้าสี่! เจ้าช่างไม่รู้ความ ไม่รู้อันดับอาวุโสก่อนหลังเลยหรือไง!”
“เช่นนั้นก็ไตร่ตรองให้ดีเถิด เมื่อวานข้าพูดชัดเจนแล้วว่าข้าเกิดก่อนนาง ใครสามใครสี่คิดดูให้ดีๆ"
หยางเฟิงอึกอัก พูดไม่ออกเหมือนน้ำท่วมปากไปชั่วขณะ มุมปากของซูซินยกยิ้ม นางปรายตากลับไปมองที่พับผ้าไหม
"ข้าไม่ได้ต้องการผ้าไหมมือสอง หรือเครื่องประดับเหลือใช้เหล่านี้ ข้าต้องการเพียงความถูกต้อง จี้หยกชิ้นนั้นหากเจ้าไม่อยากถอดให้ข้าตอนนี้ ข้าก็จะรอจนกว่าถึงเวลากินข้าวเช้าที่โถงใหญ่ ข้าจะถามท่านพ่อต่อหน้าทุกคนว่าสมบัติที่ท่านตามอบให้หลานสาวตระกูลหลินควรจะอยู่บนตัวใครกันแน่ หากคุยที่โต๊ะอาหารไม่จบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ข้าจะต้องไปเยี่ยมจวนตระกูลหลินเพื่อบอกเรื่องนี้ให้ท่านตาทราบ"
ซินเหยากัดริมฝีปากจนห่อเลือด หากเรื่องนี้ถึงหูแม่ทัพหยางที่ยึดมั่นในกฎระเบียบ นางจะถูกมองว่าละโมบในของที่ไม่ใช่ของตนทันที นางจึงค่อยๆ แกะจี้หยกที่เอวออกมาด้วยมือที่สั่นเทา
"ในเมื่อน้องสี่ต้องการข้าคืนให้เจ้าก็ได้ เป็นข้าที่ผิดเองพี่รองอย่าโทษน้องสี่เลยนะเจ้าคะ เหยาเอ๋อร์ไม่อยากให้พวกเราสี่คนพี่น้องผิดใจกัน ถึงอย่างไรเหยาเอ๋อร์ก็เกิดมาจากครรภ์อนุ เพียงแค่พี่ชายทั้งสองและท่านพ่อท่านแม่รักและเอ็นดูก็ถือว่าเป็นบุญของเหยาเอ๋อร์มากแล้ว"
ซินเหยายื่นจี้หยกให้ซูซิน น้ำตาร่วงเผาะดูน่าสงสารยิ่งนัก ซูซินรับจี้หยกมาถือไว้ ความเย็นของเนื้อหยกกระทบฝ่ามือทำให้นางรู้สึกถึงความยุติธรรมแรกที่ทวงกลับมาได้
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







