LOGIN3
อย่าบีบน้ำตา
หยางเฟิงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ จะโต้เถียงเพื่อแย่งชิงจี้หยกมาให้ซินเหยาก็ทำไม่ได้เพราะนั่นคือสิทธิ์โดยชอบธรรมของซูซิน หากเรื่องนี้ไปถึงหูคนตระกูลหลินก็อาจจะยิ่งทำให้ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพเสื่อมเสีย
"ข้าเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว อยากจะแต่งตัวเพื่อไปกินข้าวเช้ากับท่านพ่อและท่านแม่เสียที รบกวนพี่รองพาซินเหยากลับไปเถิดเจ้าค่ะ แล้วก็อย่าลืมเอาผ้าไหมพวกนี้กลับไปด้วย เรือนของข้าคับแคบนักไม่มีที่พอจะวางของที่ข้าไม่ได้ใช้"
ซูซินกล่าวจบก็หมุนกายกลับเข้าด้านในหน้าตาเฉย ทิ้งให้หยางเฟิงและซินเหยายืนนิ่งอยู่กลางห้อง ซินเหยาทำหน้าไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้ก็ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ แล้วซบหน้าลงกับต้นแขนพี่ชาย
“อย่าเสียใจไปเลย เดี๋ยวพี่จะขอให้ท่านแม่ซื้อจี้หยกอันใหม่ที่คุณภาพดีไม่แพ้กันให้เจ้าก็แล้วกัน” เขาลูบศีรษะน้องสาวกำมะลอเบาๆ อย่างอ่อนโยน
“พี่รองอย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ต้องการของมีค่าใดๆ เพียงแค่จี้หยกชิ้นนั้นอยู่กับข้ามาสิบห้าปี ข้ารู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็เท่านั้น”
“เจ้าช่างรู้ความยิ่งนัก ไม่เหมือนเจ้าสี่เลยสักนิิด”
ที่โถงอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัด บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสหลายอย่าง ทั้งโจ๊กข้าวขาว รังนกตุ๋น และขนมจีบ ทว่ากลับไม่มีใครยอมจับตะเกียบเลยสักคน หลินฟูเหรินนั่งกุมมือหยางซินเหยาที่ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนัก ส่วนหยางเฟิงนั่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างๆ มีเพียงหยางหยุนที่จิบชาเงียบๆ
เมื่อเสียงฝีเท้าของซูซินดังขึ้น ทุกสายตาก็พุ่งตรงไปที่ร่างโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่าย บนเอวของนางห้อยจี้หยกมงคลน้ำงามโดดเด่น พอซินเหยาเห็นแล้วก็ยิ่งสร้างความปวดใจเพิ่มเป็นทวีคูณ
"ลูกคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รองเจ้าค่ะ"
ซูซินย่อกายลงทำความเคารพผู้อาวุโสกว่าด้วยท่าทางที่ถูกต้องตามจารีตทุกประการ แต่แววตาของนางกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ บางครั้งแววตาของนางเย็นชาเสียจนทุกคนเกือบคิดไปว่านี่ไม่ใช่แค่เด็กสาวอายุสิบห้า แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านเรื่องราวมามากมายจนดวงใจที่ควรจะสดใสสมวัยนั้นแข็งกระด้างเกินเยียวยา
"มาแล้วหรือซูซิน นั่งลงเถิดจะได้เริ่มกินข้าวเสียที"
แม่ทัพหยางเอ่ย เขามองดูจี้หยกที่เอวของบุตรสาวแล้วลอบถอนหายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนท้ายจวนถูกถ่ายทอดออกจากปากของหยางเฟิงให้ทุกคนได้รับรู้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นแม่ทัพหยางก็เห็นว่าการทวงจี้หยกที่เป็นของท่านตาคืนมาให้ซินเหยาเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็มอบจี้หยกคืนเจ้าของไปเสียเถิดจะได้จบ ความจริงที่ว่าเขาปล่อยให้ลูกในไส้ไปลำบากถึงสิบปีเป็นแผลในใจที่ทำให้ไม่กล้าสบตาซูซินตรงๆ
“เจ้าสี่รีบไปหาที่นั่งเถิด” แม่ทัพหยางบอกอีกครั้ง
ซูซินไม่ขยับไปนั่งในที่ว่างที่บ่าวจัดไว้ให้ซึ่งอยู่เกือบท้ายโต๊ะ แต่นางกลับเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าซินเหยาที่นั่งอยู่ข้างกายหลินฟูเหริน ซึ่งเป็นที่นั่งของคุณหนูสามผู้เป็นบุตรสาวสายเลือดภรรยาเอก
"ลุกขึ้น" นางพูดสั้นๆ น้ำเสียงห้วนกระด้างและเถรตรง
"น้องสี่เจ้าว่าอะไรนะ" ซินเหยาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
"ลุกขึ้น ที่นั่งตรงนี้จัดตามลำดับอาวุโส ตระกูลหยางเป็นตระกูลขุนนางที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด เจ้าเป็นเพียงลูกที่เกิดจากอนุภรรยามีสิทธิ์อะไรมานั่งชิดท่านแม่ในตำแหน่งที่เป็นของข้า" ซูซินย้ำอีกครั้ง ครั้งนี้ขยายความชัดเจนจนทั้งโต๊ะอึ้งไปตามๆ กัน
"ซูซิน! นี่เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ เหยาเอ๋อร์นั่งตรงนี้มาตั้งแต่เด็ก เจ้าเพิ่งกลับมาวันแรกก็จะไล่นางเชียวหรือ"
หลินฟูเหรินฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะจนถ้วยน้ำชาสั่นสะเทือน ซูซินหันไปมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่ทำให้หลินฟูเหรินถึงกับชะงัก
“ท่านแม่เจ้าคะ นางนั่งกินข้าวตรงนี้มาสิบห้าปี ท่านแม่รู้ไหมว่าข้าก็นั่งกินข้าวข้างคอกวัวมาสิบห้าปีเช่นกัน แล้วมีใครรู้บ้างว่าข้ากินข้าวกับอะไร ทุกวันข้าได้กินโจ๊กข้าวฟ่างที่หน้าตาเหมือนอาหารหมู ในหนึ่งสัปดาห์จะได้กินเนื้อแค่หนึ่งครั้ง ขอถามพี่ใหญ่ พี่รอง และซินเหยา พวกท่านทั้งสามเคยกินโจ๊กข้าวฟ่างสักครั้งในชีวิตหรือไม่”
"เจ้า! เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ถึงอนุเหมยจะถูกเนรเทศไปอยู่ชนบทแต่ข้าก็ยังส่งเบี้ยเลี้ยงไปให้นางทุกเดือน จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะได้กินของหยาบแบบนั้น" หลินฟูเหรินหน้าสั่นด้วยความโกรธ
“เบี้ยเลี้ยง? เบี้ยงเลี้ยงที่ท่านแม่พูดถึงได้แค่ปีแรก ซึ่งตอนนั้นข้าอายุแค่หกขวบ อีกเก้าปีต่อมาไม่เคยได้รับอีกเลย ท่านแม่ต้องถามคนของท่านแม่แล้วว่าเบี้ยเลี้ยงที่ว่านั้นส่งไปให้ใคร หรือว่าคนผู้นั้นส่งเข้าท้องตัวเองไปหมดแล้ว”
คนที่หลินฟูเหรินมอบมายให้ไปส่งเสบียงและเบี้ยเลี้ยงคือบ่าวรับใช้เก่าแก่ของตระกูลหยาง พอซูซินพูดมาแบบนั้นมารดาก็ตกใจไม่น้อย เพราะตลอดเวลานางคิดมาโดยตลอดว่าถึงอนุเหมยจะถูกส่งไปชนบทแต่ตนก็มีน้ำใจต่อทายาทตระกูลหยาง ไม่คิดเลยว่าเบี้ยเลี้ยงที่ว่านั้นจะถูกบ่าวรับใช้โกงไปตั้งเก้าปี หลินฟูเหรินพูดไม่ออก มือกำแน่น รู้สึกสับสนงุนงงเป็นอย่างยิ่ง
ซูซินหันกลับมามองซินเหยาที่ยังนั่งนิ่ง "เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ เหตุใดถึงยังไม่ลุกอีก ตำแหน่งตามสายเลือดข้าไม่จำเป็นต้องรอให้ใครอนุญาตเพราะมันเป็นของข้ามาตั้งแต่เกิด"
"ข้า...ข้าขอโทษ" ซินเหยาสะอื้นตาแดงก่ำ รีบลุกขึ้นยืนพลางทำท่าจะเดินไปที่ท้ายโต๊ะอย่างน่าสงสาร
"เหยาเอ๋อร์ไม่ต้องไป! ท่านพ่อดูความโอหังของเจ้าสี่เถิด นางเพิ่งมาถึงก็สร้างความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน เพียงแค่ที่นั่งตัวเดียวต้องจริงจังถึงเพียงนี้เชียวหรือ" หยางเฟิงลุกขึ้นประคองซินเหยาไว้
“พี่รองคิดแบบนั้นหรือเจ้าคะ…” ซูซินถามโดยไม่ต้องการคำตอบแต่หันไปหาบิดาแล้วพูดต่อ "ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นแม่ทัพที่คุมกำลังพลนับหมื่น หากในสนามรบมีทหารเลวมานั่งในตำแหน่งขุนพล ท่านพ่อจะบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องที่นั่งตัวเดียวหรือไม่"
หยางเฟิงถึงกับพูดไม่ออก คำพูดของซูซินตรงไปตรงมาและมีเหตุผลจนเขาหาคำโต้แย้งไม่ได้ แม่ทัพหยางมองบุตรสาวคนเล็กด้วยแววตาที่เริ่มเปลี่ยนไป นางไม่ได้ใช้อารมณ์แต่ใช้เหตุผลเป็นแต้มต่อที่ฟังขึ้นจัดการกับทุกคน
"ที่เจ้าสี่พูดมาก็มีส่วนถูก เหยาเอ๋อร์เจ้าไปนั่งท้ายโต๊ะเถิด ส่วนซูซินเจ้ามานั่งข้างท่านแม่ของเจ้า"
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







