Masukเจินจี้จ้องนางอยู่นาน ในที่สุดจึงกล่าวเสียงแข็ง “เรื่องพินัยกรรม ข้าจะให้คนค้นเอกสารมาให้ดูเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
หลิงหนานส่ายหน้า “ข้าต้องการกำหนดเวลาที่ชัดเจน”
“เจ้า!”
“ภายในสามวันได้หรือไม่เจ้าคะ”
เจินจี้กำมือแน่น “เจ้ากำลังบังคับข้า!”
“ข้ากำลังขอดูเอกสารของบิดา” หลิงหนานตอบ “หากฮูหยินต้องใช้เวลาค้นหา ข้าก็ยินดีรอสามวัน”
เจินจี้หายใจแรง นางรู้ว่าหลิงหนานกำลังวางเงื่อนไข แต่ก็ไม่อาจหาข้ออ้างที่ฟังขึ้นมาปฏิเสธสุดท้ายจึงกัดฟันตอบ
“สามวัน!”
หลิงหนานพยักหน้า “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“แต่ระหว่างนี้เจ้าห้ามออกไปสร้างเรื่องนอกจวน!”
“หากไม่มีเหตุจำเป็น ข้าจะไม่ออกไป”
เจินจี้จ้องนางอย่างไม่ไว้วางใจ “แล้วเรื่องที่เจ้าขัดคำสั่งข้าวันนี้…”
“ข้าไม่ได้ทำชุดของเหวยมี่เสียหาย” หลิงหนานกล่าวแทรกอย่างสุภาพ “และข้าก็ไม่เห็นว่าตัวเองทำผิดเรื่องใด”
เหวยมี่รีบลุกขึ้น “หูหลิงหนาน!”
หลิงหนานหันไปมอง “มีอะไรหรือ”
“เจ้าอย่าคิดว่าชนะวันนี้แล้วจะทำอะไรก็ได้!”
“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น” หลิงหนานมองนางด้วยแววตาเรียบเฉย เธอหยุดเล็กน้อย “แต่ข้าก็ไม่คิดจะยอมให้ใครใส่ร้ายอีก”
เหวยมี่หน้าแดงด้วยความโกรธ
“พอแล้ว!” เจินจี้รีบยกมือห้ามบุตรสาว นางมองหลิงหนานด้วยสายตาเย็นชา “กลับเรือนของเจ้าไปเสีย!”
“ข้าขอตัวเจ้าค่ะ” หลิงหนานย่อตัวคำนับตามมารยาทจากนั้นจึงหันไปหาเสี่ยวชิง “ไปกันเถอะ”
เสี่ยวชิงรีบเดินตามแต่ก่อนจะถึงประตู หลิงหนานกลับหยุดฝีเท้า เธอหันกลับมาอีกครั้ง
“ฮูหยินเจ้าคะ ข้าลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง”
“อะไร!”
“นอกจากพินัยกรรมแล้ว ข้าต้องการดูสมุดบัญชีการค้าของบิดาด้วย”
เจินจี้ลุกพรวด “ข้าไม่ได้อนุญาต!”
“ข้าไม่ได้ขออนุญาตให้เข้าไปเปลี่ยนแปลงกิจการเจ้าค่ะ” หลิงหนานไม่ได้สะทกสะท้าน เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ “ข้าเพียงแจ้งให้ฮูหยินทราบว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องทรัพย์สินของบิดาเป็นเรื่องที่ข้าไม่มีสิทธิ์รับรู้”
เจินจี้จ้องนางอย่างโกรธจัด
หลิงหนานกล่าวต่อ “ข้าจะเริ่มจากร้านผ้าไหมทั้งสามแห่ง โกดังสินค้าทางทิศใต้ และรายการรับจ่ายย้อนหลังสองปี”
เหวยมี่เบิกตากว้าง เสี่ยวชิงหันมองนายหญิงด้วยความตกตะลึง
“หากบัญชีทุกเล่มถูกต้อง ฮูหยินก็ไม่จำเป็นต้องกังวล” หลิงหนานยิ้มเล็กน้อย เธอหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะเริ่มตรวจสอบบัญชีการค้าของบิดาด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”
พูดจบ หลิงหนานก็เดินออกจากห้องโดยไม่รอคำตอบ เสียงฝีเท้าของนางค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิน เจินจี้ยืนตัวแข็งอยู่กลางห้อง เหวยมี่รีบเดินเข้ามาหามารดา
“ท่านแม่! ท่านจะปล่อยให้นางทำเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ!”
เจินจี้ไม่ตอบทันที นางมองไปยังประตูที่หลิงหนานเพิ่งเดินผ่าน ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความระแวง หูหลิงหนานเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ไม่ใช่เพียงกล้าต่อปากต่อคำแต่เริ่มรู้จักตั้งคำถามในเรื่องที่ไม่ควรถามโดยเฉพาะเรื่องบัญชีการค้า
เจินจี้ค่อย ๆ กำมือแน่นเพราะนางรู้ดีว่าในสมุดบัญชีบางเล่ม มีรายการเงินที่ไม่ควรให้หลิงหนานเห็นและหากหญิงสาวตรวจพบความผิดปกติเหล่านั้นขึ้นมา สิ่งที่นางพยายามปกปิดมาตลอดสองปีอาจถูกเปิดเผยทั้งหมด
“ท่านแม่…” เหวยมี่เรียกอีกครั้ง
เจินจี้หันไปมองบุตรสาว ก่อนกล่าวเสียงต่ำ “ไปตามผู้ดูแลบัญชีมาพบข้า”
“ตอนนี้หรือเจ้าคะ”
“เดี๋ยวนี้!”
เหวยมี่สะดุ้ง
เจินจี้หันกลับไปมองประตูอีกครั้ง ริมฝีปากของนางเม้มแน่น “ข้าอยากรู้นักว่าเด็กที่ไม่เคยออกไปทำการค้าจะอ่านบัญชีได้สักกี่หน้า”
แต่แม้จะพูดเช่นนั้น ภายในใจของนางกลับไม่สงบเลยเพราะเป็นครั้งแรกที่เจินจี้รู้สึกว่าอำนาจเหนือจวนสกุลหูซึ่งเคยมั่นคง กำลังถูกท้าทายจากคนที่นางดูแคลนมากที่สุด
แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาภายในห้องหนังสือของจวนสกุลหู
บนโต๊ะไม้จันทน์มีสมุดบัญชีหลายเล่มวางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ข้างกันเป็นลูกคิดทองเหลืองและเอกสารซื้อขายสินค้าที่มีตราประทับของร้านผ้าไหมสกุลหู
เจินจี้นั่งอยู่หลังโต๊ะ ใบหน้างดงามตามวัยบัดนี้กลับเคร่งเครียดจนเห็นรอยย่นระหว่างคิ้ว
ตรงหน้านางคือหลิวกว่าง ผู้ดูแลบัญชีของร้านผ้าไหมทั้งสามแห่ง ชายวัยกลางคนผู้นี้เคยเป็นเพียงเสมียนธรรมดา แต่หลังจากหูเต๋อเมิ่งเสียชีวิต เจินจี้ก็แต่งตั้งเขาขึ้นเป็นผู้ดูแลบัญชีทั้งหมดแทนคนเก่าที่ถูกปลดออก
ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลิวกว่างได้รับผลประโยชน์จากตำแหน่งนี้ไม่น้อยและนั่นทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่อาจถอนตัวจากเรื่องที่เจินจี้กำลังทำอยู่ได้ง่าย ๆ
“เจ้าตรวจสอบแล้วหรือยัง” เจินจี้ถามเสียงต่ำ
หลิวกว่างรีบก้มศีรษะ “ตรวจสอบแล้วขอรับ ฮูหยิน”
“มีอะไรผิดปกติบ้าง”
ชายวัยกลางคนลังเล ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “หากดูเพียงบัญชีรายเดือนทั่วไป คงไม่พบปัญหาอะไรขอรับ แต่ถ้าคุณหนูใหญ่ขอตรวจสอบบัญชีย้อนหลังทั้งหมด แล้วนำไปเทียบกับใบส่งสินค้าและจำนวนผ้าที่อยู่ในโกดัง…”
เขาหยุดพูด
เจินจี้เงยหน้าขึ้นทันที “แล้วอย่างไร!”
“เกรงว่าจะปิดบังไม่ได้ขอรับ” หลิวกว่างกลืนน้ำลาย
เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะดังสนั่น
ปัง!
“ไร้ประโยชน์!” เจินจี้ตวาด “ข้าให้เจ้าดูแลบัญชีมาตั้งสองปี เหตุใดจึงจัดการเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไม่ได้!”
หลิวกว่างรีบคุกเข่าลง “ฮูหยินโปรดระงับโทสะด้วยขอรับ!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจะเกิดอะไรขึ้น!”
“ข้าน้อยทราบขอรับ!”
“แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มีช่องโหว่!”
หลิวกว่างก้มหน้าจนแทบชิดพื้น “เพราะเงินที่นำออกไปมีจำนวนมากเกินไปขอรับ ต่อให้แก้ไขตัวเลขในสมุดบัญชี แต่สินค้าที่ขายออกไปกับเงินที่นำเข้าคลังไม่ตรงกัน หากตรวจสอบละเอียดก็ต้องพบอยู่ดี”
เจินจี้กัดฟันแน่น นางรู้ดีว่าหลิวกว่างไม่ได้พูดเกินจริง ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางนำเงินจากกิจการสกุลหูไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งเครื่องประดับ เสื้อผ้า งานเลี้ยง และของขวัญสำหรับสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่ในเมือง ยังไม่รวมเงินที่ส่งให้ญาติฝ่ายตนเองเปิดกิจการ เงินจำนวนหนึ่งถูกนำไปซื้อที่ดินในชื่อของคนสนิท อีกส่วนถูกใช้ชำระหนี้พนันของเหวยตาน
แรกเริ่มเจินจี้คิดเพียงว่าตนเป็นภรรยาของหูเต๋อเมิ่ง ย่อมมีสิทธิ์ใช้เงินในจวน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนเงินที่นำออกจากกิจการกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ แม้แต่นางเองก็ไม่อยากรู้ยอดรวมที่แท้จริง
“ขาดไปเท่าไร” เจินจี้ถามเสียงต่ำ
“ฮูหยิน…” หลิวกว่างเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ข้าถามว่าขาดไปเท่าไร!”
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







