로그인เมื่อประตูปิดลง ภายในห้องจึงเหลือเพียงเจินจี้ เหวยมี่ หลิงหนาน และเสี่ยวชิง บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง เจินจี้ยกถ้วยชาขึ้น แต่ยังไม่ทันดื่มก็วางลงอีกครั้ง
“เจ้าต้องการอะไรแน่”
หลิงหนานตอบโดยไม่ลังเล “พินัยกรรมของบิดาข้า”
“เจ้าไม่ต้องการแค่นี้หรอก”
“ข้าจะตรวจสอบทรัพย์สินที่บิดาทิ้งไว้”
เจินจี้หัวเราะเย็นชา “เจ้าคิดว่าจะเข้ามายึดทุกอย่างไปจากข้าหรือ”
“ข้าจะเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นของข้า”
“เจ้าช่างไม่รู้จักบุญคุณ!”
หลิงหนานมองนางอย่างสงบ “หากฮูหยินดูแลทรัพย์สินให้ข้ามาตลอด ข้าย่อมขอบคุณ แต่หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง เราก็ควรแก้ไข”
เจินจี้นิ่งไป นางไม่ชอบคำว่า ไม่ถูกต้อง เลยแม้แต่น้อยเพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่นางไม่ต้องการให้หลิงหนานรู้โดยเฉพาะเงินจากร้านผ้าไหมที่ถูกนำไปใช้จ่ายในเรือนใหญ่
“พินัยกรรมไม่ได้สูญหาย” ในที่สุดเจินจี้ก็พูดออกมา
เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง
“ท่านแม่!” เหวยมี่หันขวับ
“ข้าคิดไว้อยู่แล้ว” หลิงหนานกลับไม่แสดงความประหลาดใจ เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“เจ้าไปรู้อะไรมา!” เจินจี้กัดฟัน
“หากเอกสารสูญหายจริง ฮูหยินคงไม่จำเป็นต้องห้ามข้าไปที่ว่าการถึงเพียงนั้น”
เจินจี้หน้าแดงจัด นางสูดลมหายใจลึก ก่อนพยายามเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง “หลิงหนาน ข้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังเจ้า”
หลิงหนานเลิกคิ้ว เมื่อครู่ยังจะขับเธอออกจากจวนอยู่เลย ตอนนี้กลับเริ่มพูดดีด้วยแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงไม่ให้ข้าดู”
“เพราะเจ้ายังเด็ก” เจินจี้ถอนหายใจราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังอดทนกับเด็กดื้อรั้น
“ข้าอายุสิบเก้าปีแล้ว อายุพอ ๆ กับลูกสาวของท่านที่ควรจะแต่งงานออกเรือนได้แล้ว”
“สิบเก้าปีแล้วอย่างไร! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการดูแลกิจการใหญ่ต้องใช้ความสามารถเพียงใด”
“ข้าจึงต้องการเรียนรู้”
“เรียนรู้?” เจินจี้หัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าการค้าเป็นเรื่องเล่นสนุกหรือ ร้านผ้าไหมของบิดาเจ้ามีทั้งลูกจ้าง คู่ค้า และหนี้สิน หากบริหารผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้คนหลายสิบครอบครัวเดือดร้อน”
“ข้าเห็นด้วยกับที่ท่านพูดนะ” หลิงหนานพยักหน้า
เจินจี้ชะงัก นางไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้
หลิงหนานพูดต่อ “เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ากิจการยังดำเนินไปอย่างถูกต้อง”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าต้องการทราบรายรับ รายจ่าย สินค้าคงคลัง หนี้สิน และสัญญาที่ทำไว้กับคู่ค้า”
เจินจี้มองนางอย่างตกใจ คำศัพท์บางคำที่หลิงหนานใช้ไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวซึ่งไม่เคยออกจากจวนบ่อยนักควรพูดได้คล่องเช่นนี้
“ใครสอนเจ้าเรื่องพวกนี้”
หลิงหนานยิ้มเล็กน้อย “ข้าเคยอ่านตำราการค้าของบิดา”
คำตอบนั้นเป็นข้ออ้างที่เธอคิดไว้ล่วงหน้า เธอไม่อาจบอกได้ว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสบการณ์บริหารบริษัทในอีกโลกหนึ่ง
“อ่านตำราไม่กี่เล่มไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำการค้าเป็น” เจินจี้มองนางอย่างไม่ไว้วางใจ
“ข้าทราบ” หลิงหนานตอบ “ดังนั้นข้าจึงไม่คิดจะเข้าไปสั่งงานทุกอย่างทันที”
เจินจี้เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่ประโยคต่อมาของหลิงหนานกลับทำให้นางตัวแข็งอีกครั้ง
“ข้าจะเริ่มจากตรวจสอบบัญชีย้อนหลังสองปี”
ความเงียบปกคลุมห้องรับรอง เหวยมี่มองมารดา ก่อนหันกลับมามองหลิงหนาน
“เจ้าจะตรวจสอบบัญชีไปทำไม!”
“เพราะข้าต้องการรู้ว่ากิจการของบิดาดำเนินไปอย่างไรหลังจากท่านเสียชีวิต”
“ท่านแม่ดูแลทุกอย่างดีอยู่แล้ว!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องกังวล” หลิงหนานตอบอย่างรวดเร็ว
เหวยมี่อ้าปาก แต่หาคำโต้แย้งไม่ออก เจินจี้วางถ้วยชาลงอย่างแรง
“บัญชีการค้าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหยิบมาดูเล่นได้!”
“ข้าไม่ได้ดูเล่น”
“เจ้าจะเข้าใจตัวเลขพวกนั้นหรือ”
“ข้าจะพยายาม”
“หากอ่านไม่ออกเล่า!”
“ข้าก็จะเรียนรู้”
“หากทำให้กิจการเสียหาย!”
หลิงหนานสบตานาง “ข้าแค่อ่านบัญชี มันคงไม่ทำให้กิจการเสียหายเจ้าค่ะ”
เจินจี้นิ่งไป
หลิงหนานพูดต่ออย่างใจเย็น “ข้ายังไม่ได้ขอถือเงิน ไม่ได้ขอเปลี่ยนผู้จัดการ และไม่ได้ขอสั่งซื้อสินค้า ข้าเพียงต้องการดูว่ารายรับกับรายจ่ายตรงกันหรือไม่” เธอหยุดเล็กน้อย “หากฮูหยินดูแลกิจการอย่างรอบคอบมาตลอด บัญชีเหล่านั้นย่อมเป็นหลักฐานยืนยันความสามารถของฮูหยินเอง”
คำพูดนี้ทำให้เจินจี้ลำบากใจยิ่งกว่าเดิม หากนางปฏิเสธ ก็เท่ากับแสดงให้เห็นว่ามีบางอย่างต้องปิดบัง แต่หากยอมให้ตรวจสอบ หลิงหนานอาจพบเรื่องที่ไม่ควรรู้ เจินจี้เริ่มเสียใจที่วันนี้ใช้อารมณ์มากเกินไป หากนางไม่ประกาศขับหลิงหนานออกจากจวน เรื่องคงไม่บานปลายถึงเพียงนี้
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เด็กอย่างเจ้าเข้าไปยุ่งกับห้องบัญชีหรือ” นางถามเสียงเย็น
หลิงหนานไม่ได้ตอบทันที เธอเดินไปหยุดข้างหน้าต่าง มองออกไปยังลานกว้างด้านนอก จากตรงนี้สามารถมองเห็นหลังคาของเรือนหลายหลัง รวมถึงกำแพงสูงที่ล้อมรอบจวน ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นจากเงินที่หูเต๋อเมิ่งหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เจ้าของร่างเดิมสูญเสียบิดาไปแล้วยังต้องสูญเสียบ้านและศักดิ์ศรีของตัวเองอีก
หลิงหนานรู้สึกว่าหญิงสาวคนนั้นน่าสงสารอย่างยิ่งแต่ความสงสารเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไร หากต้องการทวงคืนสิทธิ์ เธอต้องลงมือทำ
“ฮูหยินเจ้าคะ เมื่อครู่ฮูหยินบอกว่าข้ายังไม่มีความสามารถดูแลกิจการ” หลิงหนานหันกลับมา
“ใช่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องพิสูจน์ว่าข้าทำได้”
เจินจี้หัวเราะเยาะ “เจ้าจะพิสูจน์อย่างไร”
“ข้าจะเริ่มจากบัญชี”
“แล้วถ้าข้าไม่อนุญาต”
หลิงหนานยิ้มบาง ๆ “ข้าก็คงต้องขอให้ผู้ใหญ่ที่เคยร่วมทำการค้ากับบิดาช่วยตรวจสอบ”
เจินจี้หน้าเปลี่ยนสีทันที “เจ้าจะไปหาคนนอกอีกแล้วหรือ!”
“หากคนในจวนไม่ยอมให้ข้าดู ข้าก็จำเป็นต้องหาทางอื่น” หลิงหนานตอบอย่างสงบ “ข้าไม่ต้องการให้เรื่องภายในตระกูลแพร่ออกไปเช่นกัน แต่ข้าก็ไม่อาจละทิ้งสิทธิ์ของตัวเอง”
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







