FAZER LOGIN“คุณหนู ท่านคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงเห็นนายหญิงเงียบไปนานจึงถามอย่างกังวล
“เสี่ยวชิง ข้าขอถามเจ้าอีกเรื่อง” เหอซินหันกลับมา มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย
“ถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
หญิงสาวชี้ไปยังกองเสื้อผ้าที่วางอยู่ข้างอ่างน้ำก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“ในเมื่อข้าเป็นเจ้าของจวน เหตุใดข้าจึงต้องซักเสื้อผ้าให้คนอื่น”
เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง นางอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่รู้จะตอบอย่างไรเพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครกล้าตั้งคำถามเช่นนี้เลย แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวชิงตกใจยิ่งกว่าคำถามนั้น คือแววตาของคุณหนูใหญ่ แววตาที่ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว และในวินาทีนั้นเอง เสี่ยวชิงก็เริ่มรู้สึกว่า…จวนสกุลหูที่เคยสงบอยู่ภายใต้อำนาจของเจินจี้ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เสียงน้ำหยดจากชายคาดังเป็นจังหวะภายในลานซักผ้าหลังจวนสกุลหู หูหลิงหนานยืนมองเสื้อผ้ากองใหญ่ตรงหน้า ก่อนค่อย ๆ วางเสื้อไหมสีชมพูที่ถืออยู่ลงในตะกร้า เสี่ยวชิงยืนอยู่ข้างกายด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
“คุณหนูเจ้าคะ หากป้าหวังกลับมาเห็นว่าท่านหยุดซักผ้า นางต้องไปรายงานฮูหยินแน่”
“ก็ให้นางไปรายงาน” หลิงหนานตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “แต่ว่า…”
“เสี่ยวชิง ข้าถามเจ้าหน่อย เมื่อก่อนบิดาข้าให้ข้าซักเสื้อผ้าเองหรือไม่”
เด็กสาวรีบส่ายหน้า “ไม่มีทางเจ้าค่ะ นายท่านรักคุณหนูมาก ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่ถ้วยชาก็ไม่ยอมให้คุณหนูยกเองหากไม่จำเป็น”
“แล้วเหตุใดตอนนี้ข้าจึงต้องมาซักเสื้อผ้าให้ลูกสาวของเจินจี้”
เสี่ยวชิงก้มหน้าลง “เพราะฮูหยินเป็นคนสั่งเจ้าค่ะ”
“นั่นแหละปัญหา” หลิงหนานยกมือขึ้นดูฝ่ามือที่แดงจากการแช่น้ำ
เมื่อคืนเธอยังเป็นซูเหอซิน นักธุรกิจสาวที่มีพนักงานหลายร้อยคนอยู่ภายใต้การดูแล แต่วันนี้กลับต้องมานั่งซักเสื้อผ้าให้หญิงสาวที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจ้าของจวน หากเป็นเพียงการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เธอไม่มีทางรังเกียจ เธอเคยเริ่มต้นธุรกิจจากการขนผ้าด้วยตัวเอง เคยนอนเฝ้าโรงงานเพราะไม่มีเงินจ้างคนรักษาความปลอดภัย และเคยทำความสะอาดโกดังทั้งคืนเพื่อให้ส่งสินค้าได้ทันกำหนด
งานหนักไม่เคยทำให้เธออับอายแต่การถูกบังคับให้ทำงานเพราะมีคนต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เสี่ยวชิง เก็บเสื้อผ้าพวกนี้ไว้ก่อน”
“คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ”
“กลับเรือน”
“แล้วหากป้าหวังถามเล่าเจ้าคะ”
หลิงหนานหันมายิ้ม “ก็บอกว่าคุณหนูใหญ่ไม่สบาย”
เสี่ยวชิงอ้าปากค้าง “แต่ท่าน…”
“ข้าบาดเจ็บจริงไม่ใช่หรือ” หลิงหนานแตะรอยช้ำบริเวณหน้าผาก “เมื่อคืนถูกตี ถูกขัง และไม่ได้กินข้าว วันนี้ยังถูกใช้งานตั้งแต่เช้า หากข้าล้มป่วยขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ”
เสี่ยวชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี ถ้าอย่างนั้นกลับกันเถอะ” หลิงหนานหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดมือทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะเดินพ้นลานซักผ้า เสียงแหลมคุ้นหูก็ดังขึ้นเสียก่อน
“หูหลิงหนาน!” ป้าหวังเดินตรงเข้ามาพร้อมบ่าวหญิงอีกสองคน เมื่อเห็นกองเสื้อผ้าที่ยังซักไม่เสร็จ ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด “นี่เจ้าคิดจะอู้งานอีกแล้วหรือ!”
หลิงหนานหันกลับไปมองอย่างสงบ “ข้าจะกลับไปพัก”
“ใครอนุญาต!”
“ข้าไม่สบาย”
“ไม่สบายแล้วอย่างไร ฮูหยินสั่งให้เจ้าซักผ้าให้เสร็จ!”
หลิงหนานมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า “ป้าหวัง ข้าขอถามอะไรสักอย่าง”
“อะไร!”
“เจ้ารับเบี้ยเลี้ยงจากจวนสกุลหูใช่หรือไม่”
ป้าหวังชะงัก “แล้วอย่างไร”
“หมายความว่าเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของจวนนี้”
“แน่นอน!”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ควรรู้ว่าข้าเป็นใคร”
ป้าหวังหัวเราะเยาะ “เจ้าก็เป็นหูหลิงหนานอย่างไรเล่า”
“แล้วหูหลิงหนานเป็นใคร”
“เจ้าจะถามอะไรนักหนา!” หญิงวัยกลางคนเริ่มไม่พอใจ
“ข้าเป็นบุตรสาวคนโตของหูเต๋อเมิ่ง เจ้าของจวนผู้ล่วงลับ ต่อให้ตอนนี้ฮูหยินเจินจี้เป็นผู้ดูแลกิจการ ข้าก็ยังเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลหู” หลิงหนานก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว
ป้าหวังนิ่งไป บ่าวหญิงสองคนที่ติดตามมาหันมองหน้ากัน
หลิงหนานพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าไม่เคยได้ยินว่าบ่าวรับใช้มีสิทธิ์ตะโกนใส่คุณหนูใหญ่ราวกับกำลังดุด่าคนงานในคอกม้า”
“เจ้า!”
“หากข้าทำผิด เจ้าสามารถไปรายงานฮูหยินได้ แต่ก่อนจะทำเช่นนั้น ควรจำฐานะของตัวเองให้ดี”
ใบหน้าของป้าหวังซีดสลับแดง นางไม่เคยคิดว่าหูหลิงหนานผู้ขี้ขลาดจะกล้าพูดเช่นนี้
“ดี! ดีมาก!” ป้าหวังชี้หน้าหญิงสาว “ข้าจะไปรายงานฮูหยินเดี๋ยวนี้!”
“เชิญ” หลิงหนานตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง “ไปกันเถอะ”
เด็กสาวรีบเดินตามนายหญิงไปทันที ส่วนป้าหวังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธอยู่ด้านหลัง นางไม่รู้เลยว่าคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงภายในจวนสกุลหูเท่านั้น
เรือนเล็กที่หลิงหนานอาศัยอยู่ตั้งอยู่ด้านหลังสุดของจวน ตัวเรือนเก่าทรุดโทรม หลังคาบางส่วนมีรอยรั่ว หน้าต่างไม้ปิดไม่สนิท และเครื่องเรือนภายในมีเพียงเตียง โต๊ะเล็ก กับหีบเสื้อผ้าเก่า ๆ
หลิงหนานยืนมองสภาพห้องด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ “นี่คือเรือนของคุณหนูใหญ่หรือ”
เสี่ยวชิงก้มหน้า “เจ้าค่ะ”
“แล้วเรือนเดิมของข้าอยู่ที่ไหน”
“เรือนชิงหลันทางทิศตะวันออกเจ้าค่ะ”
“ใครอยู่ตอนนี้”
“คุณหนูเหวยมี่”
หลิงหนานหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย “ยึดห้องนอนของข้า แล้วยังให้ข้ามาซักเสื้อผ้าให้อีก”
เสี่ยวชิงรีบพูด “คุณหนูอย่าเพิ่งโกรธนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้โกรธ” หลิงหนานเดินไปนั่งที่โต๊ะ “ข้ากำลังจดจำ”
“จดจำอะไรหรือเจ้าคะ”
“จดจำว่าพวกเขาเอาอะไรไปจากข้าบ้าง”
เสี่ยวชิงมองนายหญิงอย่างไม่เข้าใจ
หลิงหนานไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เธอรู้ดีว่าการทวงคืนทรัพย์สินไม่อาจทำได้ด้วยการตะโกนเพียงไม่กี่ประโยค เจินจี้ควบคุมจวนนี้มาสองปีแล้ว นางย่อมมีคนของตัวเอง มีบัญชีทรัพย์สินอยู่ในมือ และอาจมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในเมือง หากต้องการเอาทุกอย่างกลับคืน เธอจำเป็นต้องมีหลักฐาน โดยเฉพาะพินัยกรรมของหูเต๋อเมิ่ง
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







