FAZER LOGINหูหลิงหนาน บุตรสาวคนโตของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง มารดาเสียชีวิต บิดาเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน แม่เลี้ยงยึดอำนาจ บุตรติดของแม่เลี้ยงกลายเป็นคุณหนูคุณชายที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างดี ส่วนบุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าของจวนกลับถูกใช้งานเยี่ยงบ่าว เรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติอย่างชัดเจน
เหอซินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามคำถามสำคัญ “เสี่ยวชิง ข้ามีเรื่องอยากรู้”
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“ตอนบิดาข้าเสียชีวิต เขาทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ใคร”
เสี่ยวชิงชะงัก นางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังก่อนลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ “เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินจากพ่อบ้านเก่าของนายท่านเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไร”
“นายท่านทำพินัยกรรมไว้ก่อนเสียชีวิต”
เหอซินเริ่มสนใจทันที
“พินัยกรรม?”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วในพินัยกรรมเขียนว่าอย่างไร”
เสี่ยวชิงลังเลเล็กน้อย
“ข้าไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่พ่อบ้านเก่าบอกว่า นายท่านยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้คุณหนู ทั้งจวน ร้านผ้าไหม โกดังสินค้า และที่ดินต่าง ๆ”
เหอซินนิ่งค้าง
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
“ทรัพย์สินทั้งหมดนั้นควรเป็นของคุณหนูเจ้าค่ะ”
“อ่าว รวมถึงจวนหลังนี้ด้วยหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“นี้รวมกับร้านค้าด้วยหรือเปล่า?”
“เจ้าค่ะ”
“โกดังสินค้าล่ะ?”
“ทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ”
เหอซินค่อย ๆ หันมองไปรอบตัว กำแพงสูง เรือนหลังใหญ่ หลังคากระเบื้องงดงาม ลานกว้างที่มีบ่าวรับใช้เดินผ่านไปมา เมื่อครู่เธอยังคิดว่าตัวเองโชคร้ายเหลือเกินที่ทะลุมิติมาเป็นสาวใช้ในจวนเศรษฐี แต่ตอนนี้เสี่ยวชิงกลับบอกว่าเธอคือเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ เป็นทั้งเจ้าของจวน เจ้าของร้านค้า เจ้าของโกดังสินค้า และอาจเป็นเจ้าของกิจการผ้าไหมจำนวนมาก ความคิดของนักธุรกิจสาวเริ่มทำงานทันที
ถ้าทุกอย่างที่เธอได้ยินเป็นความจริง แสดงว่าเธอไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เธอมีทรัพย์สินอยู่แล้วเพียงแต่ถูกคนอื่นยึดไปเท่านั้น
“แล้วพินัยกรรมอยู่ที่ไหน”
เสี่ยวชิงส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“เจินจี้เป็นคนเก็บไว้หรือ”
“น่าจะใช่เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดไม่มีใครทวงถาม”
เสี่ยวชิงมีสีหน้าลำบากใจ “คุณหนูเคยทวงถามหลายครั้งแล้วเจ้าค่ะ แต่ทุกครั้งฮูหยินจะกล่าวหาว่าท่านอกตัญญูและลงโทษท่าน”
เหอซินหรี่ตาลง เข้าใจแล้ว เจินจี้ใช้ความกลัวควบคุมเจ้าของร่างเดิม เมื่อไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ หูหลิงหนานจึงถูกบีบให้ยอมจำนนแต่ซูเหอซินไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเคยต่อรองกับนักธุรกิจที่พยายามโกงสัญญามาแล้วนับไม่ถ้วน เคยเผชิญผู้ถือหุ้นที่ต้องการยึดบริษัท เคยถูกคู่แข่งปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียง และเคยเกือบล้มละลายเพราะถูกหุ้นส่วนหักหลัง เธอผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย แม้ตอนนี้จะอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย แต่หลักการบางอย่างก็ไม่เปลี่ยน
คนที่ถือครองทรัพย์สินโดยมิชอบย่อมต้องกลัวหลักฐานและคนที่ใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่นมักไม่ต้องการให้ความจริงถูกเปิดเผย
“เสี่ยวชิง”
“เจ้าคะ”
“พ่อบ้านเก่าที่เจ้าพูดถึงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
เด็กสาวพยักหน้า “น่าจะยังอยู่เจ้าค่ะ ได้ยินว่าเขากลับไปอยู่บ้านเกิดนอกเมือง”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหน”
“พอทราบเจ้าค่ะ”
“ดีมาก” เหอซินยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา
เสี่ยวชิงมองเธออย่างสงสัย “คุณหนูคิดจะทำอะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะเอาสิ่งที่เป็นของข้ากลับคืนมา”
เด็กสาวตกใจ “แต่ฮูหยินเจินจี้ไม่ยอมแน่เจ้าค่ะ”
“นางจะยอมหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
“คุณหนู…”
เหอซินจับมือเสี่ยวชิงเบา ๆ “เจ้าฟังข้าให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ยอมให้ใครรังแกง่าย ๆ อีกแล้ว”
เสี่ยวชิงมองใบหน้าของนายหญิง ดวงตาคู่นั้นยังเป็นดวงตาของหูหลิงหนาน ใบหน้าก็ยังเหมือนเดิมแต่บางอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณหนูของนางเคยหวาดกลัวเจินจี้จนไม่กล้าเงยหน้า เคยร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกลงโทษ เคยยอมอดอาหารเพื่อไม่ให้เสี่ยวชิงเดือดร้อน แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับมีแววตาคมกริบและน้ำเสียงมั่นใจอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณหนู…” เสี่ยวชิงเรียกเบา ๆ “ท่านเปลี่ยนไปมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เหอซินชะงักเล็กน้อยก่อนยิ้ม “คนเราพอเกือบตายสักครั้ง ก็ควรเปลี่ยนแปลงบ้างไม่ใช่หรือ”
เสี่ยวชิงนิ่งไป นางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน หากศีรษะของคุณหนูกระแทกแรงกว่านั้นอีกนิด อาจไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาแล้วก็ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ เด็กสาวจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ขอเพียงคุณหนูปลอดภัย ข้าก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ”
เหอซินมองเด็กสาวด้วยความเอ็นดู “ขอบใจนะ เสี่ยวชิง”
“ข้าจะอยู่ข้างคุณหนูเสมอเจ้าค่ะ” คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้หัวใจของเหอซินอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างน้อยในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้ เธอก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
เสียงระฆังจากเรือนใหญ่ดังขึ้นเป็นสัญญาณใกล้เวลาเที่ยง เสี่ยวชิงสะดุ้ง
“แย่แล้วเจ้าค่ะ!”
“เกิดอะไรขึ้น”
“เสื้อผ้ายังซักไม่เสร็จเลย หากป้าหวังกลับมาเห็น คุณหนูต้องถูกลงโทษอีกแน่”
เหอซินหันไปมองกองผ้า ยังเหลืออีกหลายสิบชิ้น เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืน
“เสี่ยวชิง ป้าหวังเป็นใคร”
“หัวหน้าบ่าวหญิงประจำเรือนของฮูหยินเจินจี้เจ้าค่ะ”
“นางเป็นเจ้าของจวนหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
“แล้วนางเป็นญาติของบิดาข้าหรือ”
“ไม่ใช่แน่นอนเจ้าค่ะ”
“แล้วนางมีตำแหน่งสูงกว่าข้าหรือ”
เสี่ยวชิงส่ายหน้าทันที “ไม่มีทางเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของนายท่าน”
“ดี” เหอซินพยักหน้าช้า ๆ
เธอก้มมองฝ่ามือที่แดงจากการซักผ้าก่อนหันไปมองเรือนใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล เมื่อครู่เธอยอมทำงานเพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เธอไม่ใช่สาวใช้ ไม่ใช่บ่าวรับใช้ และไม่ใช่คนไร้บ้านที่ต้องอาศัยความเมตตาของใคร เธอคือหูหลิงหนาน บุตรสาวคนโตของหูเต๋อเมิ่ง ทายาทผู้มีสิทธิ์ในทรัพย์สินของตระกูลหู แม้ยังต้องพิสูจน์รายละเอียดในพินัยกรรม แต่ไม่มีเหตุผลใดที่เธอต้องยอมให้บ่าวรับใช้ของแม่เลี้ยงใช้งานตามอำเภอใจ
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







