Masuk--หอบุปผาเหมันต์--
“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยได้รับเลือกให้เป็นชายารัชทายาท เพิ่งมีพิธีเสกสมรสไปเมื่อสามเดือนที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนั้นเกิดข่าวลือขึ้นทั่วเมืองหลวงเพราะผู้คนล้วนคิดว่าคุณหนูรองตระกูลเซี่ยที่มีชะตาจื่อเว่ยต่างหากที่จะได้รับเลือก ทว่าตอนนั้นนางกลับล้มป่วยกะทันหันเป็นตายเท่ากัน ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนตัว”
คิ้วเข้มของชายหนุ่มหล่อเหลาเลิกขึ้น เขามองคนสนิทของตน “ล้มป่วย? สตรีที่มีชะตาจื่อเว่ยแต่กลับล้มป่วยในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้? บังเอิญเกินไปหรือไม่”
“ท่านอ๋องทรงปราดเปรื่องยิ่ง ข้าน้อยให้คนลอบสืบเรื่องนี้จนพบว่าแท้ที่จริงคุณหนูรองตระกูลเซี่ยโดนวางยาพิษพ่ะย่ะค่ะ มากไปกว่านั้นพิษดังกล่าวอาจทำให้นางไม่อาจตั้งครรภ์ได้ จวนตระกูลเซี่ยมีการเชิญหมอทั้งในและนอกเมืองหลวง ทุกคนล้วนได้รับเงินค่าจ้างมากมายหลังกลับออกมา ทว่าแม้จะมีหมอเข้าๆ ออกๆ ตลอดสามเดือนมานี้ ทุกคนล้วนได้รับเงินก้อนโตเหมือนกันหมดก็จริง แต่จวนตระกูลเซี่ยก็ยังออกตามหาหมอมาไม่หยุด เห็นชัดว่าอาการป่วยของคุณหนูรองตระกูลเซี่ยยังไม่หายดี ทางเรารู้เรื่องนี้ก็เพราะหนึ่งในท่านหมอที่เคยเข้าไปทำการรักษาเป็นญาติของพ่อครัวในจวนอ๋อง เรื่องนี้ถูกปิดเงียบทุกคนล้วนเข้าอกเข้าใจท่านราชครูจึงไม่ยอมเปิดปาก”
ท่านอ๋องที่ถูกอีกฝ่ายเรียกขานด้วยท่าทีเทิดทูน แท้ที่จริงก็คือ ชินหวาง บุรุษที่เป็นดังกระบี่แห่งแดนตะวันออก...ซีเจี้ยนหวางหลี่เหวินหรง เชษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
อ๋องหนุ่มครุ่นคิดด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “ในยามที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งอาจารย์เป็นราชครู ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีก็ถูกเปลี่ยนแปลง หลงเหลือเพียงเสนาบดีซ้ายขวา ตระกูลลั่วของเสนาบดีซ้าย[1]อย่างไรก็อยากให้ทายาทของตัวเองได้เป็นชายารัชทายาท ติดตรงที่สตรีที่มีชะตาจื่อเว่ยเป็นคนของตระกูลเซี่ย พวกเขาคงคาดหวังว่าอาจารย์แม่จะช่วยพวกเขาให้กลับมามีอิทธิพลอีกครั้งกระมัง เกรงว่าการวางยาพิษครั้งนี้คนในราชสำนักคงสงสัยในตระกูลเหมิงของเสนาบดีขวา[2]ไม่น้อย แต่ข้ากลับคิดว่า...อาจารย์น่าสงสัยที่สุด”
กล่าวจบเขาก็ยิ้มทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ข้า...ทำให้อาจารย์ผิดหวังมากเป็นแน่ เขาถึงกับ...”
ชายหนุ่มหยุดลงเพียงเท่านั้น เขารินชาจากนั้นยกขึ้นจิบมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ไม่ได้กลับเมืองหลวงนานถึงห้าปี ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เลยหรือ แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังมองดูไม่คุ้นเคย” เขาพึมพำเสียงเบา
“การสอบก้งซื่อ[3]ครั้งนี้เกรงว่าคงวุ่นวายน่าดูชม ข้าว่าจะรั้งอยู่ให้นานหน่อย ส่งข่าวบอกแม่ทัพสุยให้ดูแลแดนตะวันออกให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องหนุ่มเพิ่งลุกขึ้นก็มีคนเข้ามารายงาน “กราบทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงส่งขันทีมาเชิญพระองค์เข้าวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เขาถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ข่าวของฝ่าบาทนับว่าเร็วใช้ได้ เขาก้มลงมองตัวเองคราหนึ่ง จัดชุดเบาๆ จากนั้นก้าวเดิน”
“ไม่ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์?”
“เปลี่ยนแล้วอย่างไร ไม่เปลี่ยนแล้วอย่างไร ฐานะชินหวางของข้าจะอย่างไรก็เป็นเพียงหน้ากากที่ไร้ราคา ไม่ต่างกันนักหรอก”
กล่าวจบเขาก็ก้าวเดินออกไปยังรถม้าที่รออยู่ประตูด้านหลัง แน่นอนกิจการหอสุรานี้เป็นสถานที่ที่เป็นความลับของจวนอ๋อง การที่มีรถม้าจากวังหลวงมับคนของที่นี่ย่อมต้องกระทำอย่างระมัดระวัง
“ท่านอ๋อง”
“ไม่ต้องมากพิธี ไปกันเถิด” ชายหนุ่มตัดบทจากนั้นก้าวขึ้นรถม้าโดยที่ขันทียังไม่ทันได้ถวายพระพร ทุกคนเลิ่กลั่กตั้งตัวไม่ทัน ดังนั้นครู่ใหญ่จึงออกเดินทางกลับวังหลวง
หลี่หยวนหลง...มองผู้เป็นพี่ชายด้วยสายตาตัดพ้อ “เสด็จพี่...”
หลี่เหวินหรงยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้าม “กระหม่อมมีฐานะเป็นชินหวาง” กล่าวจบก็เดินไปรินชาแล้วนั่งลง
หลี่หยวนหลงหน้าบึ้ง “ชินหวางที่ใดกันบังอาจถึงเพียงนี้ นั่งก่อนฮ่องเต้แถมดื่มชาโดยไม่ขออนุญาต”
หลี่เหวินหรงหัวเราะจากนั้นมองอีกฝ่ายขึ้นๆ ลงๆ “ทรงเกษมสำราญดีกระมัง ช่วงนี้ราชสำนักคงมีเรื่องปวดหัวไม่น้อย”
หลี่หยวนหลงรีบนั่งลงด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ท่านได้ยินอะไรมาบ้าง ข้างนอกนั่นพูดว่าอย่างไร”
“ฝ่าบาท...สำรวมหน่อย”
[1] เสนาบดีสำนักตรวจราชการ ซ่างซูเสิ่ง 尚書省 ขุนนางขั้นหนึ่ง
[2] เสนาบดีสำนักราชเลขานุการ จงซูเสิ่ง 中書省 ขุนนางขั้นหนึ่ง
[3] การสอบก้งซื่อ (贡士) เป็นหนึ่งในการสอบคัดเลือกขุนนางระดับสูงของระบบ เคอจวี่ (科举) ของจีนโบราณ เป็นการสอบในระดับเมืองหลวงหรือระดับแคว้น เพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านการสอบระดับภูมิภาค (จวี่เหริน) ให้เหลือจำนวนน้อยลงและมีสิทธิ์ที่จะก้าวสู่การเป็นขุนนางที่ถวายการรับใช้จักรพรรดิ ผู้สอบผ่านจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การยกเว้นภาษีและแรงงาน มีสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งราชการ ได้รับเงินเดือนจากราชสำนัก และมีสิทธิ์คุ้มครองไม่ต้องรับโทษประหาร
แต่พอเหลือบไปมอง คนของเขากลับคอยกันคนอื่นที่จะเดินเข้ามา นางพลันหัวเราะ “เอาเถิด...” แล้วนางก็ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ตกลงหรือไม่”หลี่เหวินหรงพยักหน้า “ย่อมตกลง อะไรก็ได้ เพียงเป็นเจ้า...ข้าล้วนยอม” เขาเงยหน้าขึ้นจากนั้นจุมพิตนางอย่างลึกล้ำ กอดนางแนบอกยกนางขึ้นจนตัวลอย“หลี่เหวินหรง”“หืม”“ข้ารักท่าน รักตั้งแต่แรก”เขากอดนางแน่นขึ้น “ข้าอาจไม่ได้รักเจ้าตั้งแต่แรก แต่ชั่วชีวิตนี้จะรักเพียงเจ้าไม่มีคนอื่น เซี่ยอันเหยา ข้ารักเจ้า”เขาไม่เคยละโมบ ไม่เคยปรารถนาในสิ่งใดอย่างแท้จริง เพราะตลอดมาติดอยู่กับสิ่งที่มีแล้วไม่อาจครอบครองอย่างยั่งยืน สิ่งที่อาจจะเป็นของเขา บางครั้งก็ต้องตกเป็นของคนอื่น ยิ่งอยู่ในที่สูงก็ยิ่งต้องเสียสละ เขาเติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้ง การแก่งแย่ง ดังนั้นจึงเหนื่อยหน่าย ปล่อยวางทว่ากับนางไม่ใช่เช่นนั้น เขาเกิดความอยากได้ อยากมี อยากครอบครอง แต่ก็ตระหนักว่าการบีบบังคับไม่ใช่หนทาง เพราะหากนางไม่เต็มใจ ไม่ยินยอม นั่นก็ไม่ใช่การครอบครองอย่างแท้จริงเมื่อเห็นว่านางชอบมองเขาก็ให้มอง เห็นนางชมชอบใบหน้านี้ เขาก็ใช้วิธีให้นางยอมเข้าหาเพราะรูปลักษณ์ ค่อยๆ ล่อลวงนางให้ยอมลดกา
เขา...หน้าม้าน “ขะ...เข้าสิ เข้าไป” เขาหันไปมองรถม้าของซีเจี้ยนหวางจากนั้นเดินเข้าจวนตระกูลเซี่ยไปอย่างเสียไม่ได้ ในใจก่นด่าหลานสาวที่ไม่ไว้หน้า แน่นอนเขาเข้าใจความหมายที่หญิงสาวแอบค่อนขอดเขาสอดมือสอดไม้สอดปากเรื่องของจวนผู้อื่นเช่นนี้ นั่นก็เพราะเขาอยากเปลี่ยนฝ่ายมาอยู่ฝ่ายท่านอ๋อง ดังนั้นจึงไม่กล้าสร้างความขุ่นเคืองเพิ่งเติมวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสนทนากับบุตรสาวของเขาสักครั้ง ให้อีกฝ่ายช่วยไกล่เกลี่ยความเข้าใจผิดก่อนหน้า ทว่า...เขาไม่มีโอกาสเลยเพราะเซี่ยอันเหยาไม่ให้เวลาเขาได้อยู่ตามลำพังกับมารดาของนาง!เซี่ยซีเหวินเอาแต่รบเร้ามารดาให้เข้าไปช่วยดูความเรียบร้อยในเรือนของตน เซี่ยอันเหยาเอาแต่รบเร้ามารดาให้เข้าไปช่วยดูชุดที่จะสวมพรุ่งนี้ แม้กระทั่งเซี่ยจิ่งหวนก็ยังดูเหมือนเร่งที่จะส่งแขก...ไม่นานเสนาบดีซ้ายก็ออกมาจากจวนตระกูลเซี่ยด้วยใบหน้าโกรธกรุ่น ตะโกนด่าป้ายหน้าจวนว่า“นางเด็กเนรคุณ! ตระกูลลั่วเลี้ยงเจ้าเสียข้าวสุกจริงๆ!!” แต่...ประตูจวนตระกูลเซี่ยกลับปิดดังโครม!!...อย่างเย็นชา หาได้สนใจคำก่นด่าของเขาไม่ด้านในจวนเซี่ยซีเหวินกุมมือลั่วซื่อ “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล วันหน้าข้าจะดูแล
“ข้าเพียงสงสัย ช่วงที่เจ้าแกล้งตายอยู่ที่จวน ในใจของเจ้าเป็นห่วงข้าบ้างหรือไม่”นางชะงัก อยู่ๆ ก็คิดถึงจุมพิตในรถม้าต่อหน้าบิดามารดา “ท่านจะต้องทำให้ข้ารู้สึกขายหน้าให้ได้เลยหรือ”“เจ้ารู้สึกขายหน้า?” เขาพยักหน้ากับตัวเอง “ที่แท้ก็เป็นเพราะฤทธิ์สุรา เจ้าไม่ได้อยากทำเช่นนั้นจริงๆ” แล้วเขาก็เดินเลยไปขึ้นรถม้านางเลิกคิ้วมองตามจากนั้นรีบตามไป “ท่านกำลังน้อยใจข้าอยู่หรือ”“ออกรถ” เขาสั่งเมื่อทั้งสองนั่งลงจนมั่นคง “ข้าจะ...”หญิงสาวผุดตัวลุกแล้วโผเข้าไปหาเขา นางจุมพิตเบาๆ ที่ข้างแก้มของเขาจากนั้นเงยหน้ายิ้ม “ข้าอยากทำจริงๆ บางที...สุราก็ไม่ได้เลวร้าย เคยได้ยินหรือไม่ว่าคนที่กำลังเมามายมักไม่โกหก”เขากะพริบตามองนางคล้ายอึ้งงันนางเหลือบมองริมฝีปากของเขา พยายามนึกถึงสัมผัสในวันนั้น ทว่านึกอย่างไรก็คงไม่ดีไปกว่า... เซี่ยอันเหยาถามตัวเอง นางอยากจะเอาแต่ใจสักครั้งได้หรือไม่?ทว่า...ท่อนแขนกลับโอบเข้ามาดึงนางเข้าหาตัว รอยยิ้มหล่อเหลาล่อลวงอยู่ใกล้จนชิด เช่นนี้แล้วจะมัวลังเลทำไม!!!นางโอบสองแขนกอดเขาจากนั้นเงยหน้าขึ้นเป็นฝ่ายจุมพิตหลี่เหวินหรงอีกครั้ง และครั้งนี้สติสัมปชัญญะของนางชัดเจนแจ่มแจ้ง!
หลังยาหมดฤทธิ์ก็หลงเหลือเพียงฤทธิ์สุรา ...ทิ้งไว้ด้วยอาการเมาค้างอย่างรุนแรง!! “อา...ทรมานกว่าที่คิดนะเนี่ย”หญิงสาวครางเสียงเบาในถังอาบน้ำ ดำผุดในน้ำซ้ำๆ เพื่อให้สมองโล่ง กระทั่งอยู่ๆ ภาพที่นางปีนขึ้นนั่งคร่อมตักหลี่เหวินหรงปรากฏขึ้น จากนั้นไม่พอนางยังบังคับจูบเขาอีก!!!“กรี๊ด!!!”เสี่ยวจิ่งวิ่งเข้ามา “คุณหนูเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”“ไม่มีอะไรไม่ต้องเข้ามา!” นางทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง “น่าขายหน้าที่สุด...แกล้งตายตอนนี้ทันมั้ยเนี่ย!” เมาแล้วเรื้อนไม่พอ มีหน้าไปลวนลามเขาอีก ไม่เท่านั้นยังทำต่อหน้าบิดามารดาเซี่ยอันเหยาเอ้ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนละเนี่ย!!หลังจากฟื้นคืนจากอาการเมาค้าง เซี่ยอันเหยาตัดสินใจไม่รับแขก ไม่ออกจากเรื่อง ไม่ไปไหน เก็บตัวแกล้งตายอยู่แต่ในจวน บิดายังคงเข้าวังหลวง มารดาไม่ได้แสดงท่าทีใด ไม่ได้ตำหนิ ทว่าเมื่อนางมองตามารดาอีกฝ่ายกลับแสดงออกชัดถึงความ...ขบขัน!!เมื่ออดรนทนไม่ไหวมารดาก็กล่าวสั้นๆ “เจ้าลูกคนนี้นี่...”สามวันแล้วที่นางเก็บตัวเงียบๆ ทว่าก็ยังรับรู้เรื่องราวข้างนอกจากบิดามารดา ราชสำนักเกิดระลอกคลื่นครั้งใหญ่อำนาจที่ยังหลงเหลือของไท่หวงไท่โฮ่วบัดนี้นับว่ากวาดล้า
“นั่นอย่างไรเล่า!!” อยู่ๆ หญิงสาวก็เสียงดังขึ้นพร้อมกับหยัดตัวจนแทบล้มหงาย ยังดีที่ชายหนุ่มคว้านางเอาไว้ได้ทัน“ข้าจึงได้บอก มีข้าอยู่ หากท่านแต่งให้ข้า ข้าจะทำให้ท่านไม่มีเวลาที่จะรู้สึกเหงา เศร้า หรือว่าโดดเดี่ยว ในทุกๆ เทศกาลข้าจะนั่งข้างๆ ท่าน กินข้าวเป็นเพื่อนท่าน เวลาที่ท่านเป็นไข้ข้าจะช่วยเช็ดตัวให้ท่านเหมือนครั้งก่อนที่ท่านเป็นไข้”พูดมาถึงตรงนี้ลั่วซื่อถึงขั้นเบิกตาอ้าปากค้าง...หลี่เหวินหรงรีบเอามือปิดปากหญิงสาว “เจ้ากำลังเปิดโปงตัวเองรู้ตัวหรือไม่”“เปิดโปงอะไร ขอท่านแต่งงานก็ขอมาแล้ว เหลือเพียงลักพาตัวท่านพาหนีไปจากความวุ่นวายนี้เท่านั้น ข้าพูดจริงนะที่บอกว่าชอบที่ท่านหน้าตาหล่อเหลาดูรื่นหูรื่นตา”เขาได้แต่กุมขมับเมื่อเห็นสีหน้าของ...ว่าที่พ่อตาและแม่ยาย “เหยาเหยาเจ้าหยุดก่อเรื่องก่อนดีหรือไม่ พูดให้น้อยๆ ลงหน่อย”“ได้ เช่นนั้นไม่พูดแล้วทำเลยก็แล้วกัน” นางดันไหล่เขาจากนั้น...จูบหลี่เหวินหรงต่อหน้าบิดามารดาบนรถม้า!!!หลี่หยวนหลงเดินเข้าไปในตำหนักตะวันออก รัชทายาทที่เพิ่งรู้เรื่องรีบออกมาอย่างแตกตื่น “ถวายพระพรเสด็จพ่อ ลูกไม่รู้ว่าจะเสด็จมา...”เขาโบกมือไล่คนที่เหลือออกไป “ต
กระทั่ง...เสียงของหนักๆ หล่นลงบนพื้น หันไปอีกครั้งก็พบว่าของหนักๆ ดังกล่าวก็คือร่างสูงของจื้อหลางโหว!!!เซี่ยอันเหยาเองก็ไม่ต่างนางล้มพับลงไปในอ้อมแขนบิดา เกิดอาการชักเกร็งทั้งคู่ “ตามหมอหลวง!!!” หลี่เหวินหรงปราดเข้าไปประคองหญิงสาว สองมือประคองใบหน้าของนาง จากนั้นกดจุดเหรินจง[1]ย้ำๆ “เหยาเหยาได้ยินข้าหรือไม่ เจ้าลืมตามองข้า” ทั้งเซี่ยอันเหยาและเหมิงซูเยี่ยล้วนถูกวางยาก่อนหน้านี้ แต่เพราะเพื่อให้แผนการลุล่วงโดยไม่เกิดความเสียหาย ทั้งสองจะต้องดูเป็นปกติที่สุด เช่นนี้หมอหลวงจึงใช้วิธีฝังเข็มและ...ใช้สุรากดผงสลายกำลังของไท่หวงไท่โฮ่วผลของการกดผงสลายกำลังด้วยการฝังเข็มก็อีกเรื่อง ผลของการดื่มสุราก็อีกเรื่อง เหมิงซูเยี่ยเป็นบุรุษไม่มีอาการรุนแรงเท่าหญิงสาว ดังนั้นหลังจากอาการชักเขาก็ไม่มีอาการอื่น ผิดกับเซี่ยอันเหยาบนรถม้า...หญิงสาวเกาะหลี่เหวินหรงเอาไว้อย่างมั่นคง ดังนั้นเขาจึงต้องขึ้นรถม้าไปกับลั่วซื่อและผู้เป็นอาจารย์เซี่ยอันเหยาคล้ายคนที่เมามายไม่ได้สติ นางลูบคลำไปทั่วปากก็พึมพำกับเขา “คุณชายหลี่ ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าข้อเสนอของข้าท่านตอบรับหรือไม่”ไม่พูดเปล่านางยังสอดมือเข้าไปใ
ภายในห้องที่สมควรมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งบนเตียง บัดนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาด ที่สำคัญคนที่คาดว่าอยู่บนเตียง ตอนนี้กลับยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังฮ่องเต้กับ...ราชครู!!!กระดานหมากที่กำลังจู่โจมกันได้ครึ่งกระดานถูกทิ้งเอาไว้ เซี่ยจิ่งหวนก้าวออกมาถวายพระพรไท่หวงไท่โฮ่วกับฮองเฮาเช่นกันกับเซี่ยอันเหยาและเ
มีคนเข้ามากระซิบบางอย่างกับฮองเฮา อีกฝ่ายมองตรงมายังลั่วซื่อ อยู่ๆ สายตาของฮองเฮาก็ทำให้นางหวั่นใจ หัวใจของผู้เป็นมารดาหล่นวูบ ในใจนึกเพียงว่า...หลี่เหวินหรงเองก็คงจะอยู่ที่ตำหนักไท่หยาง เช่นนี้แล้วก็คงไม่เป็นไรนางเพิ่งคิดเช่นนั้นตอนที่หลี่เหวินหรงเดินเข้ามาในงานเลี้ยง ลั่วซื่อเบิกตาลุกพรวดลืมมารย
อีกฝ่ายชะงักดวงตาสั่นระริก “ขะ...ข้า อย่าขอบคุณข้า” ประกายของความรู้สึกผิดนั้นทำให้นางตระหนักดี เซี่ยอวี๋ซินก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายจนเกินเยียวยางานเลี้ยง...หรูหรายิ่งใหญ่ สมแล้วที่เป็นงานซึ่งฮองเฮาจัดขึ้น แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงเสด็จมาร่วมงานครู่หนึ่ง กระทั่งหลังทรงเสด็จกลับฮองเฮาจึงเริ่มสนทนากับสตรีชน
บนชั้นสองของหอบุปผาเหมันต์ ต้วนเสวี่ยถึงขั้นเลิกคิ้ว “ท่านอ๋องรู้จักกับนางเป็นการส่วนพระองค์หรือไม่ เหตุใดนางจึงดู...”“ไม่เคยพบกันมาก่อน” อีกฝ่ายตอบ“แล้วนั่นจะทรงเสด็จไปไหน”“เดินเล่น”“เดินเล่นแล้วเหตุใดต้องไปทิศทางเดียวกับคุณหนูรองเซี่ยกับบัณฑิตเจิง”“...” ไม่มีเสียงตอบรับต้วนเสวี่ยหัวเราะ “คุ







