Masukหญิงสาวยืนรอจนบิดาเข้ามาจนใกล้ ยอบกายให้เขา “ท่านพ่อ”
เขายิ้มให้นางทว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา “ได้ยินมาว่าเจ้าแอบออกไปเที่ยวไปบอกผู้ใด พ่อมาดูว่าเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”
“ลูกไปกับสาวใช้และคนคุ้มกันเจ้าคะ ไปฟังนิทานที่ตลาด เดินเล่นไม่นานก็กลับเพราะเกรงว่าท่านแม่จะนอนกลางวันตื่นแล้วเป็นห่วง”
บิดามองนางคล้ายอยากกล่าวอะไร ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้พูด “ไม่มีอะไรก็กลับห้องไปพักผ่อนเถิด พ่อก็จะกลับเรือนแล้ว”
นางรับคำจากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง ทว่าตอนกำลังจะปิดประตู เซี่ยอันเหยามองแผ่นหลังเดียวดายของบิดา จากนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะ...กรรมใดใครก่อ
ไม่ว่าผู้ใดล้วนมีเหตุผลของตัวเองทั้งสิ้น เซี่ยจิ่งหวนฐานะสูงส่ง มีหน้ามีตาในราชสำนัก ก่อนหน้านี้เคยเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี บัดนี้กลายเป็นราชครูที่ไม่มีอำนาจ มีเพียงอิทธิพล แน่นอนการที่เขาจะทำอะไรย่อมต้องคิดถึงผลที่ตามมาเสมอ
เช่นกันกับเซี่ยฮูหยิน ลั่วซื่อ นางเองก็เป็นคนตระกูลลั่ว แม้แต่งเข้าจวนตระกูลเซี่ยแต่ข้างหลังก็ยังมีบิดา มารดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว มีตระกูลลั่วให้คำนึงถึง
ในคราที่ตระกูลเซี่ยได้รับเลือกให้ส่งบุตรสาวเข้าวังหลวง แน่นอนตระกูลลั่วย่อมคาดหวังว่าคุณหนูจวนตระกูลเซี่ยคนใดคนหนึ่ง จะเป็นดังขุมอำนาจอันมั่งคงให้กับฝ่ายตน
เซี่ยฮูหยิน...ไม่ได้คิดไกลถึงขั้นนั้น นางเพียงหวังว่าบุตรสาวของนางไม่ว่าคนใดถูกเลือก ฐานะที่มั่นคงมีหน้ามีตานี้ จะทำให้ไม่มีใครกล้ารังแก หรือดูหมิ่นบุตรสาว ดังเช่นที่ตนเคยประสบ ตอนที่สามีถูกปลดจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีเป็นราชครู...
แตกต่างจากเซี่ยจิ่งหวน...เขาตระหนักดีถึงอันตรายที่อยู่รอบด้าน การแก่งแย่ง ความขัดแย้ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในราชสำนักในเวลานี้ ก็เป็นเหมือนระเบิดเวลาเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างมาถึงขีดสุด ผู้ใดจะอยู่ ผู้ใดจะล้มก็ยังบอกไม่ได้
เซี่ยอันเหยาคนก่อนล่วงรู้และเข้าใจหรือไม่ หญิงสาวไม่อาจบอกได้ ทว่าหลังจากเข้ามาอยู่ในร่างของอีกฝ่าย นางกลับเข้าใจดี
ทั้งบิดา ทั้งมารดา พวกเขาล้วนมีเหตุ มีผล มีมุมมองของตนที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้น ทว่า...ในมุมมองของนางแล้ว พวกเขาไม่ถามเลยว่าแท้ที่จริงบุตรสาวต้องการสิ่งใด เซี่ยอันเหยาต้องการเข้าวังหลวงหรือไม่ นางเคยปรารถนาที่จะเป็นชายารัชทายาทจริงหรือ หรือเพียงเพราะมารดาอยากให้เป็น หรือบางทีนางอาจจะไม่ได้อยากเข้าวังหลวง เพราะตระหนักดีว่าพี่สาวของนาง...มีใจต่อรัชทายาทผู้นั้น
ก็อย่างที่บอก...ไม่มีใครล่วงรู้ นางเองก็ไม่รู้เพราะนางไม่ใช่เซี่ยอันเหยา แต่หากถามนาง...แน่นอนว่าตำแหน่งชายารัชทายาทอะไรนั่น นางไม่ต้องการ!!
ถึงอย่างนั้นจะทำอย่างไรกับชะตาจื่อเว่ยนี้ดีเล่า ใช่ว่าจบเรื่องนี้ชีวิตของเซี่ยอันเหยาจะสงบสุขเสียหน่อย
เฮ้อ...
“คุณหนูเจ้าคะแย่แล้วเจ้าค่ะ แม่นมให้มาตาม นายท่านกับฮูหยินทะเลาะกันใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินถึงขั้นประกาศว่าจะหย่าขาดกับนายท่าน ท่านรีบไปที่เรือนใหญ่เร็วเจ้าค่ะ”
ใช่...นางถอนหายใจนั่นละถูกแล้ว หญิงสาวเร่งไปที่เรือนของมารดา ทว่าสิ่งที่ได้ยินทำให้นางถึงขั้นชะงักเท้า มารดาของนางตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกอัดอั้นโกรธขึ้ง
“ท่านวางยาพิษบุตรสาวของตัวเอง! เพียงเพื่อไม่ให้นางถูกเลือก! เพียงเพราะความขี้ขลาดของท่าน เพียงเพื่อให้ท่านได้ออกจากราชสำนัก ตอนนี้ไม่เพียงออกมาจากความวุ่นวายนั่นไม่สำเร็จ!! แม้แต่เหยาเหยาเองก็ขับพิษออกมาไม่หมด เป็นสาเหตุให้ร่างกายของนางผิดปกติ ชะตาจื่อเว่ยอะไรกัน! มันจะไปมีความหมายอะไรหากนางตั้งครรภ์ไม่ได้!! ท่านก็เป็นเพียงคนเหี้ยมโหดเห็นแก่ตัว! เพราะตัวเองขี้ขลาดกลับทำร้ายบุตรสาวของข้า!! เหยาเหยาของข้า บุตรสาวที่น่าสงสารของข้า... นางอายุเพียงเท่านี้ ยังเด็กแท้ๆ ข้ารักทะนุถนอมนางเป็นอย่างดี แต่ท่านกลับ... ท่านกลับ...”
เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของมารดาทำให้หญิงสาวรู้สึกเศร้า แต่นางก็ตกใจด้วยหลังจากได้ยินสิ่งที่มารดาเพิ่งจะระบายออกมาอย่างโกรธขึ้ง
“ตอนนี้ดูเหมือนข้าไม่ต้องกังวลเรื่องชะตาจื่อเว่ยแล้วสินะ”
หญิงสาวเองก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร หญิงสาวที่ไม่อาจตั้งครรภ์หากเป็นโลกปัจจุบัน เพียงมีงาน มีเงิน มีบ้าน มีรถ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ทว่าในยุคที่บุรุษเป็นใหญ่ไม่มีความเท่าเทียมนี้ เซี่ยอันเหยาจะทำอย่างไร นางจะทำอย่างไร
นาง...เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจเซี่ยอันเหยากัดฟันว่ายน้ำห่างออกมาจากจุดที่นางกระโดดลงไป เพราะกลัวว่าจะมีคนไล่ตาม เกรงจะมีคนเห็นสภาพของตัวเองตอนนี้ หญิงสาวต้องเดินอ้อมและคอยหลบผู้คนไปด้วย โชคดีที่ฟ้ามืดแล้วหาไม่หากมีชาวบ้านพบเห็น ชื่อเสียงของคุณหนูรองตระกูลเซี่ยเกรงว่าคงไม่หลงเหลือเอาไว้ให้รักษาแล้ว!!รอน้องชายอยู่ดีๆ ข้างนอกก็เกิดความวุ่นวาย มีคนเข้ามาหลอกให้สาวใช้กับคนคุ้มกันนางออกไป บอกว่าน้องชายของนางเกิดเรื่อง ไม่นานนางที่กินดื่มก็อ่อนแรงแทบหมดสติ ยังดีที่รวบรวมเรี่ยวแรงได้ทันเวลา กระโดดลงมาในน้ำเย็นเยียบสติก็กลับมามากกว่าครึ่ง ทว่าเรี่ยวแรงที่ลดทอนทำให้เกือบจมน้ำเพิ่งเดินผ่านมุมถนนไหล่ก็ถูกดึงกลับไปด้านหลัง จมูกของนางชนกับแผงอกของชายหนุ่มตรงหน้า กลิ่นหอมเย็นกระสาเข้าจมูก เสียงของกลุ่มคนด้านหลังสนทนากันดังขึ้น“หาให้ทั่ว หากหานางไม่พบคุณชายต้องเดือดร้อนแน่ อย่าว่าแต่คุณชายเลย พวกเราเองก็คงหนีไม่รอดหากท่านราชครูสอบสวนขึ้นมา!”นางเงยหน้าขึ้นและพบว่าคนที่ช่วยดึงนางเข้าไปหลบในมุมมืด แท้ที่จริงก็คือบัณฑิตหนุ่มหล่อเหลาที่นางช่วยจ่ายค่าที่พักนั่นเองเขาเองก็ก้มลงมามองนาง ส่ายหน้าไม่ให้นางส่
หลี่เหวินหรงก้มลงมองถุงเงินและกำไลหยกในมือ เขากะพริบตามองตามหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป อยู่ๆ รอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นจากนั้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ตามมาด้วยความขบขันตงเหยียนเหินกายลงมาจากหลังคาเบื้องบน “ท่านอ๋อง”“ไม่เป็นไร” เขาก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง “ใครใช้ให้ข้าปลอมตัวได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เล่า นางคิดว่าข้าเป็นบัณฑิตเหล่านั้นก็ถูกแล้ว คนเล่า”“เขาถูกพาตัวไปอีกด้านพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตามไปแล้ว”อ๋องหนุ่มเก็บถุงเงินและกำไลเข้าไปในอกเสื้อ มองตามไปยังทิศทางที่หญิงสาวจากไป ตงเหยียนมองตามจากนั้นจึงกล่าว “นางก็คือคุณหนูรองตระกูลเซี่ย เซี่ยอันเหยาพ่ะย่ะค่ะ”“หืม? นางก็คือบุตรสาวคนรองของอาจารย์??”“พ่ะย่ะค่ะ”“ชะตาจื่อเว่ย...” เขาหัวเราะจากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปอีกด้าน “ไปกันเถิด”แล้วเขาก็เดินออกไปจากถนนสายนั้นกับคนสนิท ทว่าตอนที่เขากำลังจะเดินพ้นมุมทางเดิน อ๋องหนุ่มกลับถามขึ้น “มิใช่บอกว่านางเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยชอบออกมาข้างนอก?”“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...”“ให้คนไปสืบเรื่องของนางให้ละเอียด ดูว่ามีสิ่งใดผิดพลาด วันนี้นางออกจากจวนมาเพราะอะไร”“พ่ะย่ะค่ะ”เดิมทีวันนี้
“ขอรับ ได้หรือไม่ขอรับพี่รอง”“ไปสิ เจ้าเป็นคนรู้ความ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรย่อมสามารถแยกแยะ ไปเล่นสนุกกับสหายอีกสักชั่วยามข้าจะไปรอเจ้าที่...” นางมองไปรอบๆ บนถนนมีเพียงหอบุปผาเหมันต์ที่โดดเด่นที่สุด “ที่นั่น หอบุปผาเหมันต์”หอบุปผาเหมันต์เลื่องชื่อด้วยอาหารเลิศรส อีกทั้งมีคหบดีที่มีชื่อเสียงเป็นเจ้าของ การคุ้มกันแน่นหนาทั้งยังไม่เคยมีเรื่องเสียหายหรือข่าวลือใด เซี่ยซีเหวินพยักหน้า “ได้ขอรับ” แล้วเขาก็วิ่งเข้าไปหาสหายของตนเซี่ยอันเหยาหันไปมองเสี่ยวจิ่งสาวใช้ กับเสี่ยวถูคนคุ้มกัน “พวกเราไปหาของอร่อยกินระหว่างรอก็แล้วกัน” นางมองเสี่ยวจิ่งอีกฝ่ายดึงถุงเงินออกมา“ฮูหยินให้เงินมาเยอะเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวจิ่งยิ้มกว้าง“เช่นนั้นมัวรออะไร” ได้กินของอร่อยในหอที่มีชื่อเสียงและยังหรูหราเช่นนี้นับเป็นโอกาสที่หาได้ยาก หญิงสาวจึงเดินผ่านมุมถนนหวังเข้าไปในหอบุปผาเหมันต์ทว่า...ถนนเส้นเล็กๆ ที่ตัดผ่านถนนสายหลัก กลับมีผู้คนมากมายจับจองที่นั่งบนพื้น เซี่ยอันเหยามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่เพิ่งนั่งลง เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเพียงเห็นก็รู้ว่าเป็นคนมีความรู้ “เสี่ยวจิ่ง”“เจ้าคะคุณหนู”“แบ่งเงินในถุงมาครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวมัวแต่มองไปยังบัณฑิตที่นอนอยู่ริมถนน ที่ดีหน่อยพวกเขาก็เดินไปยังโรงเตี้ยม แต่ก็ต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าเพียงเพื่อให้ได้ห้องที่ดีที่สุด หรือไม่ก็ได้ห้องที่อยู่ใกล้กับประตูสนามสอบ นางมองน้องชายของนางที่เดินไปขึ้นรถม้า ในใจรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำนี้ช่างไม่ยุติธรรมเคยได้ยินมาว่าบางครั้งจ้วงหยวน[1]เองก็เป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งอะไร เป็นชาวบ้านที่มีความรู้และเข้าสอบ ทว่าพอได้เป็นขุนนาง มีลาภยศ มีเงินทอง มีอำนาจ หลายคนก็ถูกสิ่งเหล่านั้น...กลืนกิน ลืมเลือนความเหลื่อมล้ำ ความความยากจนของชนชั้นต่ำการสอบนี้เป็นความหวังที่จะได้ลืมตาอ้าปากของบางคน เป็นความหวังที่จะมีหน้าตา ลาภยศ ความหวังของคนที่สนับสนุน และความหวังของคนที่รอคอย...“บางที...หนึ่งในพวกเขา” นางมองไปยังคนที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้นโดยไม่ห่วงว่าบนพื้นจะสกปรกและมีฝุ่น “ในวันข้างหน้าอาจกลายเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”พึมพำจบก็ได้แต่รู้สึกหนักอึ้งในใจ อยู่ๆ ก็นึกถึงตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ต้องดิ้นรนหางานทำเพียงลำพังในเมืองใหญ่ ตอนนั้นทั้งสิ้นหวังและรู้สึกเดียวดาย หวังว่าจะมีใครสัก
มารดาของนางยื่นเครื่องรางให้เขา “ที่สำคัญคือสุขภาพมาก่อน อย่าได้หักโหมจนเกินไป เจ้าอายุยังน้อยไม่ผ่านครั้งนี้ครั้งหน้าต้องผ่านแน่นอน เจ้าเป็นอนาคตของตระกูลเซี่ย ทำให้ดีที่สุดก็พอผลออกมาเป็นอย่างไรแม่กับอี๋เหนียงพร้อมสนับสนุนเจ้า”“ขอบคุณขอรับท่านแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ท่านกับอี๋เหนียงผิดหวัง”หญิงสาวมองไปรอบๆ บัณฑิตมากมายกำลังเดินผ่านเข้าประตูไปสู่สนามสอบของทางการ ทุกคนฐานะแตกต่าง สวมชุดที่สามารถแยกออกในทันทีว่ามาจากตระกูลมั่งคั่งหรือยากจน ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้นางสะท้อนใจรถม้าหรูหราพาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์มาส่ง ร่ำลาด้วยท่าทางห่วงใย กังวล กระทั่งคาดหวัง ส่วนคนที่มีฐานะไม่ดีนักเพียงเดินเท้ามา ไม่มีแม้แต่คนมาส่งเข้าห้องสอบ บางคนถึงขั้นนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าสนามสอบ ด้วยโรงเตี้ยมบางแห่งคนเยอะมากจนห้องไม่พอเข้าพัก บางคนถึงขั้นไปขอนอนที่อารามการสอบครั้งนี้กินเวลานานกว่าสามวัน ทว่าผู้มาจากต่างเมืองก็ต้องเผื่อเวลาทั้งก่อนสอบเพื่ออ่านหนังสือ และหลังสอบเพื่อฟังประกาศผล เงินค่าใช้จ่ายสำหรับบัณฑิตผู้มีฐานะย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ ทว่ากับคนที่ยากจน ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอ
อีกฝ่ายกระแอม “ท่านรู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ข้าปวดศีรษะยิ่ง อาจารย์ไม่เพียงไม่ยอมส่งบุตรสาวเข้าวังยังวางยานางด้วย ตอนนี้ข่าวลือข้างนอกนั่นไม่รู้ว่าพูดกันไปถึงที่ใดแล้ว!”“เป็นฝีมืออาจารย์จริงๆ เสียด้วย” เขาถอนหายใจออกมา “ตระกูลลั่วคงมิใช่โกรธจนกระอักเลือดเลยกระมัง”“ก็จริง ปีนั้นเพราะพวกเขาสมคบกับเสด็จแม่ ทำให้ทรง...”“ฝ่าบาท...” เขาเตือน “กระหม่อมเคยเตือนแล้วว่าไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องในอดีต”“อ้อ”หลี่เหวินหรงมองอนุชาที่มีฐานะเหนือคนนับหมื่น แม้อายุน้อยกว่าเขาถึงสี่ปี แต่ใบหน้ากลับมีริ้วรอยของความเคร่งเครียด ใจของเขาอ่อนยวบ “ฝ่าบาท ตำหนักฝู่เซินยังว่างอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ว่าง!!!” ดูดวงตาเป็นประกายนั่นสิชายหนุ่มหัวเราะ “ชัดเจนเกินไปกระมัง”ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีเหตุใดจึงดูเหมือนเด็กถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “กระหม่อมคิดจะรั้งอยู่ดูการสอบก้งซื่อสักหน่อย จะทรงประกาศก็ได้ว่ากระหม่อมกลับเมืองหลวงมาแล้ว บางทีเรื่องวุ่นวายนี้อาจสงบลงชั่วคราว”“ตกลงตามนี้!!!”มองส่งเชษฐาไปยังตำหนักฝู่เซิน รอยยิ้มของหลี่หยวนหลงหายวับไปทันที เขามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงก่ำ เชษฐาที่เคยองอาจแข็งแกร่งของเขา คนที่เคยเป็นทุก




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


