Se connecterหลี่ซินหรานให้เสี่ยวเฉียวจัดหีบทรัพย์สินให้เข้าที่ ทั้งนายและบ่าวช่วยกันจัดห้องให้เป็นระเบียบกินเวลาไปจนถึงช่วงเย็น
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ยังไม่ทันได้ตั้งตัวประตูเรือนก็ถูกผลักออก หลี่เหวินเจิ้งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อาภรณ์ขุนนางยังไม่เปลี่ยน บ่งบอกว่าเขาเพิ่งกลับจากทำงาน ด้านหลังคือหลิ่วซื่อมีสีหน้าอ่อนโยนปนเศร้าราวกับผู้ถูกกระทำ "ซินหราน" น้ำเสียงบิดาแข็งกร้าวตั้งแต่คำแรก "เจ้ากล้าดีอย่างไร" หลี่ซินหรานลุกขึ้นคำนับอย่างสำรวมท่าทางเรียบร้อยไร้ความตื่นตระหนก "ข้าถามว่า!" หลี่เหวินเจิ้งฟาดมือกับโต๊ะ "เหตุใดเจ้าจึงข้ามหน้าข้ามตา สั่งการพ่อบ้าน เปิดเขตหวงห้ามโดยไม่รายงานข้าหรือไม่ก็รายงานแม่ของเจ้า" หลิ่วซื่อก้าวขึ้นหนึ่งก้าวน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย "นายท่าน ข้าเองก็ไม่คิดว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จะบานปลาย" นางพูดต่อราวกับกำลังน้อยอกน้อยใจ "ซินหรานยังเด็ก อาจเพราะตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้า จึงคิดมากไปบ้างเลยทำอะไรโดยขาดการยั้งคิด ข้าผิดเองที่อบรมนางไม่ดีเจ้าค่ะ" นางใช้คำว่าคิดมากลบความผิดทั้งหมดให้เหลือเพียงอารมณ์เด็กดื้อที่ไม่เชื่อฟัง หลี่เหวินเจิ้งหันมามองบุตรสาว สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของบิดาแต่เป็นสายตาของผู้พิพากษา "ทรัพย์สินของเจ้าหายไป ข้าจะไม่ว่า" "แต่การทำให้เรื่องภายในจวนกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนบ่าวรับใช้เอาไปพูดกันเอิกเกริกเช่นนี้" เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำพูดที่ทำให้เสี่ยวเฉียวหน้าซีด "เจ้าสมควรถูกลงโทษ" เรือนทั้งหลังเงียบกริบอากาศหนักอึ้งจนหายใจติดขัด หลี่ซินหรานก้มศีรษะไม่ได้โต้แย้งหรือร้องขอดั่งเช่นเมื่อก่อน นางเพียงยืนนิ่งสงบ ทุกอย่างเงียบงันลงครู่หนึ่งนางจึงได้เอ่ยขึ้น "ทรัพย์สินของลูกก็ควรอยู่กับลูก ถึงไม่หายไปไหนก็ไม่สมควรยึดเอาไว้เจ้าค่ะ" "เจ้า!" เขาชี้หน้านางไม่อยากเชื่อว่านางจะกล้าดีถึงเพียงนี้ "ข้าจะ..." ทันใดนั้นเสียงฝีเท้ารัวเร็วจากด้านนอกดังขึ้น ก่อนเสียงแหลมสูงของขันทีจะตัดบททุกอย่าง "มีราชโองการจากวังหลวง" ทุกคนชะงักพร้อมกัน หลิ่วซื่อหน้าซีดวาบ หลี่เหวินเจิ้งเบิกตาเล็กน้อย หลี่ซินเหยารีบหลบเข้าข้างหลังมารดา ขันทีหลวงก้าวเข้ามาสีหน้าสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจ บ่าวรับใช้ทั้งหมดคุกเข่าลงทันที "ใต้เท้าหลี่เหวินเจิ้ง รับราชโองการ" หลี่เหวินเจิ้งทรุดกายลงคุกเข่า หลิ่วซื่อ หลี่ซินหรานและหลี่ซินเหยาตามลงไปอย่างพร้อมเพรียง ขันทีคลี่ผ้าไหมสีเหลืองออก เสียงอ่านกังวานชัด "ด้วยองค์ชายเจ็ดทรงประชวรเรื้อรังมาหลายปี ฮ่องเต้ทรงเป็นห่วงพระโอรส จึงทรงมีพระราชประสงค์พระราชทานสมรสระหว่างองค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์กับบุตรสาวคนโตของใต้เท้าหลี่เหวินเจิ้ง หลี่ซินหราน" ขันทีเอ่ยชื่อหลี่ซินหรานดังชัดเจน หลิ่วซื่อเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างสีหน้าแตกตื่นจนลืมปิดบัง หลี่ซินเหยาที่อยู่ด้านหลังถึงกับตัวสั่น หลี่เหวินเจิ้งนิ่งงันสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ราชโองการมาถึงเร็วเกินไป ขันทีพับผ้าไหมกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "โปรดเตรียมตัวตามกำหนด สามวันหลังจากนี้จะมีขบวนมารับตัวคุณหนูเข้าไปพำนักที่เรือนรับรองฝ่ายในของวังหลวง จนกว่าจะถึงฤกษ์สมรสอันเหมาะสม" พูดจบขันทีหันหลังจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่มีใครกล้าพูดก่อน หลี่ซินหรานก้มศีรษะต่ำริมฝีปากโค้งขึ้นเพียงนิดเดียว "นับว่าเจ้ายังโชคดีที่กงกงมาช่วยชีวิตเอาไว้" หลี่เหวินเจิ้งเอ่ยขึ้นพลางเมินหน้าไปอีกทาง จากนั้นก็เดินกลับเรือนพร้อมกับคนติดตามกันเป็นขบวนใหญ่ เมื่อมาถึงเรือนหลักหลิ่วซื่อทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก คนที่ได้รับสมรสพระราชทานเหตุใดไม่ใช่หลี่ซินเหยาบุตรสาวของนาง "ทำไมเป็นซินหรานเจ้าคะ เรามีลูกสาวตั้งสองคน" หลี่เหวินเจิ้งครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกกับภรรยา "องค์ชายเจ็ดเป็นคนป่วยที่เดินไม่ได้ บ้างบอกว่าเขาเป็นโรคประหลาด บ้างบอกว่าเขาติดโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อสองปีก่อนจนเกิดผลร้ายต่อร่างกาย" หลิ่วซื่อและหลี่ซินเหยาได้ยินสีหน้าจึงเปลี่ยนไป "พิการหรือเจ้าคะท่านพ่อ ดีแล้วที่ไม่เลือกลูก" หลี่ซินเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ "ซินเหยา เงียบนะ อย่าพูดออกไปให้คนอื่นได้ยิน ประเดี๋ยวจะเป็นผลเสียต่อจวนของเราได้" หลิ่วซื่ออดตำหนิบุตรสาวไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรนางอยากให้หลี่ซินเหยาเก็บความในใจเอาไว้ให้แนบเนียน นางเองก็คลายความริษยาเมื่อครู่ลงเช่นกันเมื่อได้ยินหลี่เหวินเจิ้งเล่าให้ฟัง "แต่ข้าสงสัยว่าเหตุใด ฝ่าบาทถึงเลือกหลี่ซินหราน" ช่วงค่ำคืน หลี่เหวินเจิ้งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ไฟตะเกียงส่องให้เงาบนใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม ราชโองการยังดังก้องอยู่ในหัวไม่รู้จบ เหตุใดต้องเป็นซินหราน เขาไม่ได้คิดถึงความเป็นอยู่ของบุตรสาว ไม่ได้คิดถึงว่าองค์ชายเจ็ดพิการหรือไม่ ยิ่งไม่ได้คิดถึงชีวิตในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ สิ่งที่เขาคิดมีเพียงอย่างเดียว ตระกูลหลี่จะถูกลากเข้าไปพัวพันกับอะไร "นายท่าน" หลิ่วซื่อเอ่ยเรียกเสียงเบา เห็นสีหน้าสามีก็รู้ว่าเขากำลังครุ่นคิดหนัก นางค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ เอ่ยอย่างระมัดระวัง "เรื่องนี้ ท่านคิดว่าเกี่ยวกับการเมืองภายในวังหรือไม่เจ้าคะ" หลี่เหวินเจิ้งเงยหน้าขึ้น แววตาเคร่งขรึม "ย่อมไม่ใช่เรื่องดี" เขาเอ่ยเสียงต่ำ "องค์ชายเจ็ดเป็นโอรสที่ฝ่าบาทไม่เคยพูดถึงในที่แจ้ง หากเพียงต้องการสมรสพระราชทาน จะเลือกตระกูลใดก็ได้ เหตุใดต้องเป็นข้า" หลิ่วซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย "หรือเพราะท่านเป็นขุนนางฝ่ายพิธีการ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" คำพูดนั้นทำให้หลี่เหวินเจิ้งนิ่งไป นิ้วมือเคาะโต๊ะช้า ๆ อย่างคนกำลังชั่งน้ำหนัก "นั่นยิ่งน่ากลัว" เขาเอ่ยเสียงเย็น "ผู้ที่ถูกเลือกเพราะไม่เกี่ยวข้องมักตกเป็นหมาก" เมื่อคำว่าหมากหลุดออกมาอย่างไม่ตั้งใจทำเอาหลิ่วซื่อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย "แต่ซินหรานเป็นบุตรสาวของท่าน หากมีอะไรผิดพลาด" ปลายประโยคนางลอบยิ้มเล็กน้อย "นางเป็นเพียงบุตรสาว" หลี่เหวินเจิ้งตัดบททันที น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ "หากเกิดเรื่องขึ้น ตระกูลหลี่ยังมีทางถอย แต่หากทั้งจวนถูกเพ่งเล็งนั่นต่างหากคือหายนะ" หลิ่วซื่อเม้มปาก นางเข้าใจดีถึงความในใจของใต้เท้าผู้นี้ ที่ลำดับความสำคัญไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตระกูลต้องมาก่อน เกียรติยศรองลงมา ส่วนบุตรสาวอยู่ลำดับท้ายสุด "เช่นนั้น…" หลิ่วซื่อเอ่ยเสียงแผ่ว "เราควรทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ" หลี่เหวินเจิ้งหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอย่างเด็ดขาด "ตั้งแต่นี้ไป ต้องวางตัวให้เรียบร้อย" "อย่าให้นางสร้างปัญหาในวัง อย่าให้ชื่อตระกูลหลี่ถูกพาดพิงและอย่าให้ผู้ใดคิดว่าตระกูลหลี่เลือกข้าง" เขาลุกขึ้นยืน อาภรณ์ขุนนางสะบัดเล็กน้อยดั่งตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว "ส่วนซินหราน…" เขาหยุดคำพูดไว้เพียงครู่หนึ่งแต่ในที่สุดก็กล่าวต่ออย่างไร้ความลังเล "หากนางต้องเป็นหมากก็ขอให้นางเป็นหมากที่ไม่ลากตระกูลหลี่ลงไปด้วย" คำพูดนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาว ไม่มีคำว่าห่วงใยหรือคำว่าเสียดาย มีเพียงความหวาดกลัวว่าเรื่องเลวร้ายจะโยงมาถึงตัวเอง ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของจวน หลี่ซินหรานกำลังนั่งมองหีบทรัพย์สินของตนอย่างสงบนิ่ง หากแต่นางรู้ว่าในใจบิดานางถูกจัดวางเป็นเพียงเครื่องสังเวย รอยยิ้มมุมปากนั้นคงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ที่นางตายไปแล้วครั้งหนึ่งนางก็ไม่คิดหวังความเป็นบิดาจากบุรุษผู้นั้นอีกต่อไปแล้วท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







