로그인หลี่ซินหรานให้เสี่ยวเฉียวจัดหีบทรัพย์สินให้เข้าที่ ทั้งนายและบ่าวช่วยกันจัดห้องให้เป็นระเบียบกินเวลาไปจนถึงช่วงเย็น
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ยังไม่ทันได้ตั้งตัวประตูเรือนก็ถูกผลักออก หลี่เหวินเจิ้งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อาภรณ์ขุนนางยังไม่เปลี่ยน บ่งบอกว่าเขาเพิ่งกลับจากทำงาน ด้านหลังคือหลิ่วซื่อมีสีหน้าอ่อนโยนปนเศร้าราวกับผู้ถูกกระทำ "ซินหราน" น้ำเสียงบิดาแข็งกร้าวตั้งแต่คำแรก "เจ้ากล้าดีอย่างไร" หลี่ซินหรานลุกขึ้นคำนับอย่างสำรวมท่าทางเรียบร้อยไร้ความตื่นตระหนก "ข้าถามว่า!" หลี่เหวินเจิ้งฟาดมือกับโต๊ะ "เหตุใดเจ้าจึงข้ามหน้าข้ามตา สั่งการพ่อบ้าน เปิดเขตหวงห้ามโดยไม่รายงานข้าหรือไม่ก็รายงานแม่ของเจ้า" หลิ่วซื่อก้าวขึ้นหนึ่งก้าวน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย "นายท่าน ข้าเองก็ไม่คิดว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จะบานปลาย" นางพูดต่อราวกับกำลังน้อยอกน้อยใจ "ซินหรานยังเด็ก อาจเพราะตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้า จึงคิดมากไปบ้างเลยทำอะไรโดยขาดการยั้งคิด ข้าผิดเองที่อบรมนางไม่ดีเจ้าค่ะ" นางใช้คำว่าคิดมากลบความผิดทั้งหมดให้เหลือเพียงอารมณ์เด็กดื้อที่ไม่เชื่อฟัง หลี่เหวินเจิ้งหันมามองบุตรสาว สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของบิดาแต่เป็นสายตาของผู้พิพากษา "ทรัพย์สินของเจ้าหายไป ข้าจะไม่ว่า" "แต่การทำให้เรื่องภายในจวนกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนบ่าวรับใช้เอาไปพูดกันเอิกเกริกเช่นนี้" เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำพูดที่ทำให้เสี่ยวเฉียวหน้าซีด "เจ้าสมควรถูกลงโทษ" เรือนทั้งหลังเงียบกริบอากาศหนักอึ้งจนหายใจติดขัด หลี่ซินหรานก้มศีรษะไม่ได้โต้แย้งหรือร้องขอดั่งเช่นเมื่อก่อน นางเพียงยืนนิ่งสงบ ทุกอย่างเงียบงันลงครู่หนึ่งนางจึงได้เอ่ยขึ้น "ทรัพย์สินของลูกก็ควรอยู่กับลูก ถึงไม่หายไปไหนก็ไม่สมควรยึดเอาไว้เจ้าค่ะ" "เจ้า!" เขาชี้หน้านางไม่อยากเชื่อว่านางจะกล้าดีถึงเพียงนี้ "ข้าจะ..." ทันใดนั้นเสียงฝีเท้ารัวเร็วจากด้านนอกดังขึ้น ก่อนเสียงแหลมสูงของขันทีจะตัดบททุกอย่าง "มีราชโองการจากวังหลวง" ทุกคนชะงักพร้อมกัน หลิ่วซื่อหน้าซีดวาบ หลี่เหวินเจิ้งเบิกตาเล็กน้อย หลี่ซินเหยารีบหลบเข้าข้างหลังมารดา ขันทีหลวงก้าวเข้ามาสีหน้าสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจ บ่าวรับใช้ทั้งหมดคุกเข่าลงทันที "ใต้เท้าหลี่เหวินเจิ้ง รับราชโองการ" หลี่เหวินเจิ้งทรุดกายลงคุกเข่า หลิ่วซื่อ หลี่ซินหรานและหลี่ซินเหยาตามลงไปอย่างพร้อมเพรียง ขันทีคลี่ผ้าไหมสีเหลืองออก เสียงอ่านกังวานชัด "ด้วยองค์ชายเจ็ดทรงประชวรเรื้อรังมาหลายปี ฮ่องเต้ทรงเป็นห่วงพระโอรส จึงทรงมีพระราชประสงค์พระราชทานสมรสระหว่างองค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์กับบุตรสาวคนโตของใต้เท้าหลี่เหวินเจิ้ง หลี่ซินหราน" ขันทีเอ่ยชื่อหลี่ซินหรานดังชัดเจน หลิ่วซื่อเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างสีหน้าแตกตื่นจนลืมปิดบัง หลี่ซินเหยาที่อยู่ด้านหลังถึงกับตัวสั่น หลี่เหวินเจิ้งนิ่งงันสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ราชโองการมาถึงเร็วเกินไป ขันทีพับผ้าไหมกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "โปรดเตรียมตัวตามกำหนด สามวันหลังจากนี้จะมีขบวนมารับตัวคุณหนูเข้าไปพำนักที่เรือนรับรองฝ่ายในของวังหลวง จนกว่าจะถึงฤกษ์สมรสอันเหมาะสม" พูดจบขันทีหันหลังจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่มีใครกล้าพูดก่อน หลี่ซินหรานก้มศีรษะต่ำริมฝีปากโค้งขึ้นเพียงนิดเดียว "นับว่าเจ้ายังโชคดีที่กงกงมาช่วยชีวิตเอาไว้" หลี่เหวินเจิ้งเอ่ยขึ้นพลางเมินหน้าไปอีกทาง จากนั้นก็เดินกลับเรือนพร้อมกับคนติดตามกันเป็นขบวนใหญ่ เมื่อมาถึงเรือนหลักหลิ่วซื่อทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก คนที่ได้รับสมรสพระราชทานเหตุใดไม่ใช่หลี่ซินเหยาบุตรสาวของนาง "ทำไมเป็นซินหรานเจ้าคะ เรามีลูกสาวตั้งสองคน" หลี่เหวินเจิ้งครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกกับภรรยา "องค์ชายเจ็ดเป็นคนป่วยที่เดินไม่ได้ บ้างบอกว่าเขาเป็นโรคประหลาด บ้างบอกว่าเขาติดโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อสองปีก่อนจนเกิดผลร้ายต่อร่างกาย" หลิ่วซื่อและหลี่ซินเหยาได้ยินสีหน้าจึงเปลี่ยนไป "พิการหรือเจ้าคะท่านพ่อ ดีแล้วที่ไม่เลือกลูก" หลี่ซินเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ "ซินเหยา เงียบนะ อย่าพูดออกไปให้คนอื่นได้ยิน ประเดี๋ยวจะเป็นผลเสียต่อจวนของเราได้" หลิ่วซื่ออดตำหนิบุตรสาวไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรนางอยากให้หลี่ซินเหยาเก็บความในใจเอาไว้ให้แนบเนียน นางเองก็คลายความริษยาเมื่อครู่ลงเช่นกันเมื่อได้ยินหลี่เหวินเจิ้งเล่าให้ฟัง "แต่ข้าสงสัยว่าเหตุใด ฝ่าบาทถึงเลือกหลี่ซินหราน" ช่วงค่ำคืน หลี่เหวินเจิ้งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ไฟตะเกียงส่องให้เงาบนใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม ราชโองการยังดังก้องอยู่ในหัวไม่รู้จบ เหตุใดต้องเป็นซินหราน เขาไม่ได้คิดถึงความเป็นอยู่ของบุตรสาว ไม่ได้คิดถึงว่าองค์ชายเจ็ดพิการหรือไม่ ยิ่งไม่ได้คิดถึงชีวิตในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ สิ่งที่เขาคิดมีเพียงอย่างเดียว ตระกูลหลี่จะถูกลากเข้าไปพัวพันกับอะไร "นายท่าน" หลิ่วซื่อเอ่ยเรียกเสียงเบา เห็นสีหน้าสามีก็รู้ว่าเขากำลังครุ่นคิดหนัก นางค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ เอ่ยอย่างระมัดระวัง "เรื่องนี้ ท่านคิดว่าเกี่ยวกับการเมืองภายในวังหรือไม่เจ้าคะ" หลี่เหวินเจิ้งเงยหน้าขึ้น แววตาเคร่งขรึม "ย่อมไม่ใช่เรื่องดี" เขาเอ่ยเสียงต่ำ "องค์ชายเจ็ดเป็นโอรสที่ฝ่าบาทไม่เคยพูดถึงในที่แจ้ง หากเพียงต้องการสมรสพระราชทาน จะเลือกตระกูลใดก็ได้ เหตุใดต้องเป็นข้า" หลิ่วซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย "หรือเพราะท่านเป็นขุนนางฝ่ายพิธีการ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" คำพูดนั้นทำให้หลี่เหวินเจิ้งนิ่งไป นิ้วมือเคาะโต๊ะช้า ๆ อย่างคนกำลังชั่งน้ำหนัก "นั่นยิ่งน่ากลัว" เขาเอ่ยเสียงเย็น "ผู้ที่ถูกเลือกเพราะไม่เกี่ยวข้องมักตกเป็นหมาก" เมื่อคำว่าหมากหลุดออกมาอย่างไม่ตั้งใจทำเอาหลิ่วซื่อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย "แต่ซินหรานเป็นบุตรสาวของท่าน หากมีอะไรผิดพลาด" ปลายประโยคนางลอบยิ้มเล็กน้อย "นางเป็นเพียงบุตรสาว" หลี่เหวินเจิ้งตัดบททันที น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ "หากเกิดเรื่องขึ้น ตระกูลหลี่ยังมีทางถอย แต่หากทั้งจวนถูกเพ่งเล็งนั่นต่างหากคือหายนะ" หลิ่วซื่อเม้มปาก นางเข้าใจดีถึงความในใจของใต้เท้าผู้นี้ ที่ลำดับความสำคัญไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตระกูลต้องมาก่อน เกียรติยศรองลงมา ส่วนบุตรสาวอยู่ลำดับท้ายสุด "เช่นนั้น…" หลิ่วซื่อเอ่ยเสียงแผ่ว "เราควรทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ" หลี่เหวินเจิ้งหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอย่างเด็ดขาด "ตั้งแต่นี้ไป ต้องวางตัวให้เรียบร้อย" "อย่าให้นางสร้างปัญหาในวัง อย่าให้ชื่อตระกูลหลี่ถูกพาดพิงและอย่าให้ผู้ใดคิดว่าตระกูลหลี่เลือกข้าง" เขาลุกขึ้นยืน อาภรณ์ขุนนางสะบัดเล็กน้อยดั่งตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว "ส่วนซินหราน…" เขาหยุดคำพูดไว้เพียงครู่หนึ่งแต่ในที่สุดก็กล่าวต่ออย่างไร้ความลังเล "หากนางต้องเป็นหมากก็ขอให้นางเป็นหมากที่ไม่ลากตระกูลหลี่ลงไปด้วย" คำพูดนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาว ไม่มีคำว่าห่วงใยหรือคำว่าเสียดาย มีเพียงความหวาดกลัวว่าเรื่องเลวร้ายจะโยงมาถึงตัวเอง ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของจวน หลี่ซินหรานกำลังนั่งมองหีบทรัพย์สินของตนอย่างสงบนิ่ง หากแต่นางรู้ว่าในใจบิดานางถูกจัดวางเป็นเพียงเครื่องสังเวย รอยยิ้มมุมปากนั้นคงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ที่นางตายไปแล้วครั้งหนึ่งนางก็ไม่คิดหวังความเป็นบิดาจากบุรุษผู้นั้นอีกต่อไปแล้วเสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั







