Se connecterหลิ่วซื่อกับหลี่ซินเหยากลับมายังเรือนรอง เช้านี้นางอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า ถึงจะไม่กังวลท่าทีของสามีที่มีต่อบุตรสาวคนโตแต่ใช่ว่าเรื่องอื่นนางจะสบายใจ
"หลี่ซินหราน คิดแข็งข้อกับข้างั้นหรือ" นางกดเสียงต่ำพึมพำ มือเรียวกำแน่นภายใต้แขนเสื้อสีเข้ม เมื่อก่อนหลี่ซินหรานอ่อนแอไร้ที่พึ่ง บิดาไม่เคยใส่ใจจึงโยนภาระมาให้นางดูแล สิ่งที่เคยติดขัดก็ง่ายขึ้น แล้วจู่ ๆ เกิดอะไรขึ้นกันถึงได้ตาลปัตรได้ขนาดนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ "หรือนางจะเป็นแม่มด เช่นนั้นยิ่งต้องหาทางกำจัดออกไปให้พ้นจวน" นางหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองรวมทั้งหาวิธีคิดแผนจัดการลูกเลี้ยงให้พ้นทาง คำเรียกขานที่หมิ่นเกียรติของหลี่ซินหรานยิ่งตอกย้ำปมในใจของหลิ่วซื่อเข้าเต็มอก เมื่อก่อนยอมเรียกนางว่าท่านแม่ เชื่อฟังทุกอย่าง แม้แต่บอกให้ไปตายก็ยอมอ่อนข้ออย่างเต็มใจ เป็นของเล่นให้หลี่ซินเหยารังแกอย่างสนุกสนาน ทว่าวันนี้กลับทำให้นางรู้สึกหมดสิ้นศักดิ์ศรีของนายหญิงในจวน แล้วยังกล้าจ้องหน้าผู้ที่เคยเรียกว่าแม่อย่างไร้ความหวาดกลัว "หากปล่อยไว้เช่นนี้คนในจวนคงเห็นข้าเป็นตัวตลก" หลี่ซินเหยาเห็นท่าทางของมารดาก็เกิดไม่มั่นใจ นางมีแม่คอยคุ้มกันความปลอดภัยหากตำแหน่งสั่นคลอนขึ้นมาจะหาความมั่นคงได้อย่างไร ขณะเดียวกันที่เรือนเล็กด้านหลังจวน หลี่ซินหรานนั่งอยู่บนเก้าอี้ในเรือน มองไปรอบ ๆ เรือน สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใด "พ่อบ้านหวังมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวเข้ามารายงานเสียงเบา ชายวัยกลางคนในชุดพ่อบ้านก้าวเข้ามา ท่าทางสุขุม แต่แววตาแฝงความลังเล เขาย่อมรู้ดีว่าการมาที่เรือนนี้โดยมิได้รับคำสั่งจากนายท่านหมายถึงอะไร หลี่ซินหรานลุกขึ้นเล็กน้อย แสดงความเคารพตามสมควร "รบกวนลุงหวังแล้ว" คำพูดสุภาพ น้ำเสียงนิ่ง ไร้แววร้องขอ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น "ข้ามีทรัพย์สินส่วนตัวหายไปจำนวนหนึ่ง" นางกล่าวตรงประเด็น "ตามกฎของจวน บุตรสาวย่อมมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินที่มารดาทิ้งไว้" พ่อบ้านเม้มปาก เขาเข้าใจดีว่าทรัพย์สินของคุณหนูใหญ่ถูกย้ายไปที่ใด "ข้าไม่ได้ตั้งใจสร้างเรื่องให้ใหญ่โต" หลี่ซินหรานกล่าวต่อ "เพียงต้องการความเป็นธรรม" นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้พ่อบ้านหวังเงยหน้าขึ้นทันที "เรื่องนี้ ข้าจะจัดการเอง" นางไม่เอ่ยถึงหลี่เหวินเจิ้งไม่มีการขออนุญาตและไม่อ้างอำนาจ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกว่า หากปฏิเสธเรื่องจะยิ่งใหญ่กว่านี้ พ่อบ้านสูดลมหายใจลึก แล้วค้อมศีรษะ "บ่าวจะตรวจสอบบัญชีให้ขอรับ" หลี่ซินหรานพยักหน้า "ข้าต้องการรายชื่อ สิ่งของ และเส้นทางการเคลื่อนย้ายทั้งหมด" "รวมถึงผู้ที่มีสิทธิ์แตะต้องด้วย" คำพูดสุดท้ายเอ่ยอย่างแผ่วเบาแต่มั่นคง เมื่อพ่อบ้านจากไป เสี่ยวเฉียวมองนางด้วยสายตาปนตื่นเต้นและหวาดหวั่น "คุณหนู หากฮูหยินรองทราบเรื่องจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ" หลี่ซินหรานยิ้มบาง มันไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนหรืออ่อนแอดั่งที่เคยมีมา แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เตรียมรับมือกับผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างไม่เกรงกลัว "ข้าก็อยากให้นางรู้" การเอาของจากเรือนเก็บสมบัติคืนมาโดยไม่แจ้งผู้มีอำนาจในจวนไม่ใช่แค่การตบหน้า แต่คือการทำให้ศัตรูรู้ว่านับจากวันนี้นางไม่ใช่เด็กโง่เขลาที่จะกดขี่ได้อีกต่อไป พ่อบ้านออกจากเรือนเล็กด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในมือถือพวงกุญแจเหล็กที่ไม่ค่อยได้หยิบออกมาใช้ไปที่เรือนฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่หลิ่วซื่อเคยกำชับนักหนาว่าไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในฐานะพ่อบ้านและเป็นผู้ถือกฎของจวน เขามีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของนายท่านและบุตรธิดาให้ถูกต้อง ประตูไม้หนาไขออก เสียงกลอนลั่นเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ เมื่อประตูเปิดออกกลิ่นไม้เก่าลอยออกมา บ่งบอกว่าห้องนี้ไม่ค่อยได้มีคนเข้ามาแต่ยังสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย แสงสว่างส่องผ่านบานช่องหน้าต่างแคบ ๆ เผยให้เห็นหีบไม้เรียงรายอยู่ด้านใน พ่อบ้านเดินเข้าไปทีละก้าวเปิดดูหีบใบแรกตรวจสอบดูเครื่องประดับหยก กำไลทอง ปิ่นปักผม ผ้าไหมปักลายเมฆ ของทุกชิ้นล้วนมีตราประทับของคุณหนูใหญ่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาวโดยไม่ต้องเปิดหีบอื่น เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว "จดไว้ให้ครบ" พ่อบ้านสั่งบ่าวติดตามเสียงต่ำ "อย่าให้ขาดแม้แต่ชิ้นเดียว" ข่าวการเปิดเรือนฝั่งตะวันตกแพร่ไปเงียบ ๆ ไม่ดังพอให้เรียกว่าเอิกเกริก แต่ดังพอให้คนที่ไม่ควรรู้ได้รับรู้ ในเรือนรอง หลิ่วซื่อกำถ้วยชาแน่นอีกครั้ง คราวนี้น้ำชาเย็นสนิทแล้วแต่ฝ่ามือกลับเย็นยิ่งกว่า พ่อบ้านกล้าเปิดจริง ๆ เขาไม่ขออนุญาตนาง ไม่รอคำสั่งนายท่าน เขาใช้กฎจวนเป็นโล่กำบังให้พ้นผิด หลิ่วซื่อหัวเราะในลำคอแต่เสียงนั้นแหบพร่ายิ่งนัก "เด็กคนนี้ ไม่ได้แค่ต้องการของคืน" "แต่นางต้องการบอกข้าว่า กฎอยู่ข้างนางงั้นหรือ" ในช่วงบ่าย บ่าวรับใช้หลายคนช่วยกันยกหีบออกจากเรือนฝั่งตะวันตกเดินผ่านทางเดินหลักอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีเสียงเอะอะ แต่ทุกสายตาล้วนมองเห็น เสี่ยวเฉียวเดินตามท้ายสุด มือกุมชายแขนเสื้อแน่นหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เมื่อหีบยกเข้ามาวางในเรือนเล็ก หลี่ซินหรานยืนมองอยู่เงียบ ๆ นางไม่ได้แสดงความดีใจหรือพูดคำขอบคุณเกินจำเป็น นางเอ่ยเพียงว่า "วางไว้ตรงนั้น" พ่อบ้านส่งบัญชีให้ นางรับมาอ่านอย่างละเอียด ตรวจจนครบทุกชิ้นก่อนพยักหน้าครั้งหนึ่ง "ขอบคุณลุงหวัง" คำพูดสุภาพแต่มั่นคง พ่อบ้านค้อมศีรษะเอ่ยขึ้น "บ่าวทำตามหน้าที่" เขาไม่ได้กล่าวถึงฮูหยินรองและไม่ได้กล่าวถึงความผิดที่เขาอาจได้รับหลังจากนี้ เขาเพียงแค่ทำตามหน้าที่ถึงแม้ในใจจะรู้ดีว่าต่อไปอาจมีการเปลี่ยนกฎ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้ายแรงที่สุดหากนายท่านเอาเรื่องขึ้นมา เมื่อทุกคนออกไปเสี่ยวเฉียวทรุดนั่งกับพื้น ทั้งดีใจทั้งหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน คุณหนูของนางกล้าหาญแหกกฎนายท่านอย่างไม่สะทกสะท้าน ต่อไปจะอยู่ในเรือนนี้ราบรื่นหรือไม่ "คุณหนูได้ของกลับมาหมดแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวพูดไม่เต็มเสียงนัก หลี่ซินหรานมองหีบเหล่านั้นด้วยอาการนิ่งสงบ "ได้ของคืนมาแล้ว แต่หนี้ยังไม่หมด" นางลูบผิวหีบไม้เบา ๆแววตาเย็นลงทีละน้อย "หนี้อะไรหรือเจ้าคะ" เสี่ยวเฉียวทำหน้างุนงง นางไม่ตอบ เพียงทอดสายตามองหีบนั้น นี่เป็นเพียงการทวงคืนขั้นแรกสำหรับหลี่ซินหรานที่มีต่อหลิ่วซื่อ เป็นคำประกาศอย่างชัดเจนว่าสงครามได้เริ่มต้นแล้วท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







