LOGINหลิ่วซื่อกับหลี่ซินเหยากลับมายังเรือนรอง เช้านี้นางอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า ถึงจะไม่กังวลท่าทีของสามีที่มีต่อบุตรสาวคนโตแต่ใช่ว่าเรื่องอื่นนางจะสบายใจ
"หลี่ซินหราน คิดแข็งข้อกับข้างั้นหรือ" นางกดเสียงต่ำพึมพำ มือเรียวกำแน่นภายใต้แขนเสื้อสีเข้ม เมื่อก่อนหลี่ซินหรานอ่อนแอไร้ที่พึ่ง บิดาไม่เคยใส่ใจจึงโยนภาระมาให้นางดูแล สิ่งที่เคยติดขัดก็ง่ายขึ้น แล้วจู่ ๆ เกิดอะไรขึ้นกันถึงได้ตาลปัตรได้ขนาดนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ "หรือนางจะเป็นแม่มด เช่นนั้นยิ่งต้องหาทางกำจัดออกไปให้พ้นจวน" นางหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองรวมทั้งหาวิธีคิดแผนจัดการลูกเลี้ยงให้พ้นทาง คำเรียกขานที่หมิ่นเกียรติของหลี่ซินหรานยิ่งตอกย้ำปมในใจของหลิ่วซื่อเข้าเต็มอก เมื่อก่อนยอมเรียกนางว่าท่านแม่ เชื่อฟังทุกอย่าง แม้แต่บอกให้ไปตายก็ยอมอ่อนข้ออย่างเต็มใจ เป็นของเล่นให้หลี่ซินเหยารังแกอย่างสนุกสนาน ทว่าวันนี้กลับทำให้นางรู้สึกหมดสิ้นศักดิ์ศรีของนายหญิงในจวน แล้วยังกล้าจ้องหน้าผู้ที่เคยเรียกว่าแม่อย่างไร้ความหวาดกลัว "หากปล่อยไว้เช่นนี้คนในจวนคงเห็นข้าเป็นตัวตลก" หลี่ซินเหยาเห็นท่าทางของมารดาก็เกิดไม่มั่นใจ นางมีแม่คอยคุ้มกันความปลอดภัยหากตำแหน่งสั่นคลอนขึ้นมาจะหาความมั่นคงได้อย่างไร ขณะเดียวกันที่เรือนเล็กด้านหลังจวน หลี่ซินหรานนั่งอยู่บนเก้าอี้ในเรือน มองไปรอบ ๆ เรือน สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใด "พ่อบ้านหวังมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวเข้ามารายงานเสียงเบา ชายวัยกลางคนในชุดพ่อบ้านก้าวเข้ามา ท่าทางสุขุม แต่แววตาแฝงความลังเล เขาย่อมรู้ดีว่าการมาที่เรือนนี้โดยมิได้รับคำสั่งจากนายท่านหมายถึงอะไร หลี่ซินหรานลุกขึ้นเล็กน้อย แสดงความเคารพตามสมควร "รบกวนลุงหวังแล้ว" คำพูดสุภาพ น้ำเสียงนิ่ง ไร้แววร้องขอ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น "ข้ามีทรัพย์สินส่วนตัวหายไปจำนวนหนึ่ง" นางกล่าวตรงประเด็น "ตามกฎของจวน บุตรสาวย่อมมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินที่มารดาทิ้งไว้" พ่อบ้านเม้มปาก เขาเข้าใจดีว่าทรัพย์สินของคุณหนูใหญ่ถูกย้ายไปที่ใด "ข้าไม่ได้ตั้งใจสร้างเรื่องให้ใหญ่โต" หลี่ซินหรานกล่าวต่อ "เพียงต้องการความเป็นธรรม" นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้พ่อบ้านหวังเงยหน้าขึ้นทันที "เรื่องนี้ ข้าจะจัดการเอง" นางไม่เอ่ยถึงหลี่เหวินเจิ้งไม่มีการขออนุญาตและไม่อ้างอำนาจ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกว่า หากปฏิเสธเรื่องจะยิ่งใหญ่กว่านี้ พ่อบ้านสูดลมหายใจลึก แล้วค้อมศีรษะ "บ่าวจะตรวจสอบบัญชีให้ขอรับ" หลี่ซินหรานพยักหน้า "ข้าต้องการรายชื่อ สิ่งของ และเส้นทางการเคลื่อนย้ายทั้งหมด" "รวมถึงผู้ที่มีสิทธิ์แตะต้องด้วย" คำพูดสุดท้ายเอ่ยอย่างแผ่วเบาแต่มั่นคง เมื่อพ่อบ้านจากไป เสี่ยวเฉียวมองนางด้วยสายตาปนตื่นเต้นและหวาดหวั่น "คุณหนู หากฮูหยินรองทราบเรื่องจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ" หลี่ซินหรานยิ้มบาง มันไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนหรืออ่อนแอดั่งที่เคยมีมา แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เตรียมรับมือกับผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างไม่เกรงกลัว "ข้าก็อยากให้นางรู้" การเอาของจากเรือนเก็บสมบัติคืนมาโดยไม่แจ้งผู้มีอำนาจในจวนไม่ใช่แค่การตบหน้า แต่คือการทำให้ศัตรูรู้ว่านับจากวันนี้นางไม่ใช่เด็กโง่เขลาที่จะกดขี่ได้อีกต่อไป พ่อบ้านออกจากเรือนเล็กด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในมือถือพวงกุญแจเหล็กที่ไม่ค่อยได้หยิบออกมาใช้ไปที่เรือนฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่หลิ่วซื่อเคยกำชับนักหนาว่าไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในฐานะพ่อบ้านและเป็นผู้ถือกฎของจวน เขามีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของนายท่านและบุตรธิดาให้ถูกต้อง ประตูไม้หนาไขออก เสียงกลอนลั่นเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ เมื่อประตูเปิดออกกลิ่นไม้เก่าลอยออกมา บ่งบอกว่าห้องนี้ไม่ค่อยได้มีคนเข้ามาแต่ยังสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย แสงสว่างส่องผ่านบานช่องหน้าต่างแคบ ๆ เผยให้เห็นหีบไม้เรียงรายอยู่ด้านใน พ่อบ้านเดินเข้าไปทีละก้าวเปิดดูหีบใบแรกตรวจสอบดูเครื่องประดับหยก กำไลทอง ปิ่นปักผม ผ้าไหมปักลายเมฆ ของทุกชิ้นล้วนมีตราประทับของคุณหนูใหญ่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาวโดยไม่ต้องเปิดหีบอื่น เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว "จดไว้ให้ครบ" พ่อบ้านสั่งบ่าวติดตามเสียงต่ำ "อย่าให้ขาดแม้แต่ชิ้นเดียว" ข่าวการเปิดเรือนฝั่งตะวันตกแพร่ไปเงียบ ๆ ไม่ดังพอให้เรียกว่าเอิกเกริก แต่ดังพอให้คนที่ไม่ควรรู้ได้รับรู้ ในเรือนรอง หลิ่วซื่อกำถ้วยชาแน่นอีกครั้ง คราวนี้น้ำชาเย็นสนิทแล้วแต่ฝ่ามือกลับเย็นยิ่งกว่า พ่อบ้านกล้าเปิดจริง ๆ เขาไม่ขออนุญาตนาง ไม่รอคำสั่งนายท่าน เขาใช้กฎจวนเป็นโล่กำบังให้พ้นผิด หลิ่วซื่อหัวเราะในลำคอแต่เสียงนั้นแหบพร่ายิ่งนัก "เด็กคนนี้ ไม่ได้แค่ต้องการของคืน" "แต่นางต้องการบอกข้าว่า กฎอยู่ข้างนางงั้นหรือ" ในช่วงบ่าย บ่าวรับใช้หลายคนช่วยกันยกหีบออกจากเรือนฝั่งตะวันตกเดินผ่านทางเดินหลักอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีเสียงเอะอะ แต่ทุกสายตาล้วนมองเห็น เสี่ยวเฉียวเดินตามท้ายสุด มือกุมชายแขนเสื้อแน่นหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เมื่อหีบยกเข้ามาวางในเรือนเล็ก หลี่ซินหรานยืนมองอยู่เงียบ ๆ นางไม่ได้แสดงความดีใจหรือพูดคำขอบคุณเกินจำเป็น นางเอ่ยเพียงว่า "วางไว้ตรงนั้น" พ่อบ้านส่งบัญชีให้ นางรับมาอ่านอย่างละเอียด ตรวจจนครบทุกชิ้นก่อนพยักหน้าครั้งหนึ่ง "ขอบคุณลุงหวัง" คำพูดสุภาพแต่มั่นคง พ่อบ้านค้อมศีรษะเอ่ยขึ้น "บ่าวทำตามหน้าที่" เขาไม่ได้กล่าวถึงฮูหยินรองและไม่ได้กล่าวถึงความผิดที่เขาอาจได้รับหลังจากนี้ เขาเพียงแค่ทำตามหน้าที่ถึงแม้ในใจจะรู้ดีว่าต่อไปอาจมีการเปลี่ยนกฎ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้ายแรงที่สุดหากนายท่านเอาเรื่องขึ้นมา เมื่อทุกคนออกไปเสี่ยวเฉียวทรุดนั่งกับพื้น ทั้งดีใจทั้งหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน คุณหนูของนางกล้าหาญแหกกฎนายท่านอย่างไม่สะทกสะท้าน ต่อไปจะอยู่ในเรือนนี้ราบรื่นหรือไม่ "คุณหนูได้ของกลับมาหมดแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวพูดไม่เต็มเสียงนัก หลี่ซินหรานมองหีบเหล่านั้นด้วยอาการนิ่งสงบ "ได้ของคืนมาแล้ว แต่หนี้ยังไม่หมด" นางลูบผิวหีบไม้เบา ๆแววตาเย็นลงทีละน้อย "หนี้อะไรหรือเจ้าคะ" เสี่ยวเฉียวทำหน้างุนงง นางไม่ตอบ เพียงทอดสายตามองหีบนั้น นี่เป็นเพียงการทวงคืนขั้นแรกสำหรับหลี่ซินหรานที่มีต่อหลิ่วซื่อ เป็นคำประกาศอย่างชัดเจนว่าสงครามได้เริ่มต้นแล้วเสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท







