LOGINที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางกรุงเทพมหานคร วันใหม่ของหมอธาม เวชวานิช เริ่มต้นขึ้นตามกิจวัตรที่เป๊ะราวกับเครื่องจักร เขาเข้าร่วมประชุมทีมแพทย์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ตรวจผู้ป่วยในตั้งแต่แปดโมง และต่อด้วยคลินิกผู้ป่วยนอกจนถึงเที่ยง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ภายใต้กรอบเวลาที่วางไว้อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับชีวิตของเขาที่ไม่มีที่ว่างสำหรับความวุ่นวายหรือความคาดเดาไม่ได้
ธามสวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดคลุมทับชุดทำงานเรียบหรู สเตทโตสโคปคล้องคออย่างเป็นทางการ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความนุ่มนวลที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกวางใจ หน้ากากที่เขาสวมไว้ทุกวัน หน้ากากที่ใช้ปกปิดตัวตนแท้จริงของเขาได้แนบเนียนจนแทบไม่มีรอยรั่ว
“คนไข้รอในห้องตรวจ 3 ค่ะ คุณหมอธาม ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลรัฐบาลแถวนนทบุรี เป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 ญาติต้องการความเห็นที่สอง” พยาบาลพิมพ์แขเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นแฟ้มประวัติให้หมอธาม
“ขอบคุณครับ”
“รับยาเคมีบำบัดมาแล้วสองรอบ แต่ก้อนเนื้อไม่ยุบ อาจเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยา” ธามพยักหน้ารับเปิดแฟ้มอ่านข้อมูลเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว สายตาคมกวาดผ่านผลการตรวจอย่างเชี่ยวชาญ ประสบการณ์กว่า 10 ปีทำให้เขาประมวลผล และสรุปประเด็นสำคัญได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
เขาผลักบานประตูเข้าไปในห้องตรวจด้วยท่าทีสง่างาม ภายในห้องมีชายวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียงตรวจ ใบหน้าซีดเซียวบ่งบอกถึงความอ่อนแรงจากการต่อสู้กับโรคร้าย ข้างกายมีหญิงวัยใกล้เคียงกันที่น่าจะเป็นภรรยา สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าเรียบนิ่งของธาม ก็มีแววแห่งความหวังแวบขึ้นมาในดวงตา
“สวัสดีครับ ผมดร. นายแพทย์ธาม เวชวานิช หัวหน้าแผนกอายุรกรรมมะเร็งวิทยาครับ” เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มและรอยยิ้มสุภาพ
“คุณสมชายใช่ไหมครับ ผมได้ดูประวัติของคุณเรียบร้อยแล้ว” ธามเริ่มต้นตรวจร่างกายอย่างละเอียด คลำบริเวณท้องและชายโครงขวาที่เป็นตำแหน่งของก้อนมะเร็ง มือเรียวยาวและเปี่ยมพลังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ก้อนเนื้อที่โตขึ้นผิดจากขนาดที่บันทึกไว้ในผลตรวจเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
“ผลการตรวจครั้งล่าสุดระบุว่า ก้อนเนื้อมีขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ตอนนี้ที่ผมได้คลำดูเหมือนมันจะใหญ่กว่านั้นนะครับ”
“อาการปวดเป็นอย่างไรบ้างครับ ยังทานอาหารได้ตามปกติอยู่หรือเปล่า”
ธามเอ่ยขณะหยิบปากกาขึ้นจดบันทึกอย่างคล่องแคล่ว ผู้ป่วยและภรรยาตอบคำถามอย่างละเอียด ขณะที่ธามจดบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว เขาประมวลผลและวางแผนการรักษาในใจไปพร้อมกัน ก่อนจะเริ่มอธิบาย
“จากผลตรวจและอาการของคุณสมชาย ผมเห็นว่า ตัวยาเคมีบำบัดที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ มะเร็งบางชนิดอาจดื้อต่อยาตัวแรกที่ให้”
“ผมอยากเสนอให้เปลี่ยนสูตรยา และเพิ่มการรักษาแบบมุ่งเป้าร่วมด้วย ซึ่งอาจช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่ฟังสบายเพื่อไม่ให้คนไข้กังวล
ขณะที่ธามอธิบายแผนการรักษา มือข้างหนึ่งถือแฟ้มตรวจเปิดให้ผู้ป่วยและญาติประกอบคำอธิบาย ทั้งสองตั้งใจฟัง และซักถามเป็นระยะ ซึ่งธามตอบทุกคำถามด้วยความอดทนและใส่ใจ ท่าทีของเขาในเวลานี้ช่างสมบูรณ์แบบ เหมือนภาพในอุดมคติของคำว่า “หมอที่คนไข้วางใจ” แต่แล้วเสียงเคาะประตูเบา ๆ และการปรากฏตัวของใครบางคนก็ทำให้ทุกอย่างชะงักไปชั่วขณะ
“ขอโทษนะคะคุณหมอ ญาติคนไข้เพิ่งมาถึง ขออนุญาตให้เข้ามาร่วมฟังด้วยค่ะ” พิมพ์แขเอ่ยขึ้น ทว่าเสียงของเธอเหมือนกลายเป็นอากาศธาตุสำหรับธามในตอนนี้
เพราะร่างที่ยืนอยู่ตรงประตูคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงยีนเรียบง่าย ใบหน้าคมคายที่ดูมีเสน่ห์แม้ไม่ได้แต่งเติม ดวงตาคู่นั้นแววตาที่เขาจ้องสบตากันบนเตียงนอนคิงไซซ์ที่ห้องของเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
โลกทั้งใบของธามเหมือนหยุดหมุนในชั่วพริบตา เสียงรอบข้างเบาลงจนแทบกลายเป็นความเงียบ เขารู้สึกถึงเลือดในกายพลันเย็นเฉียบ สติกระเจิดกระเจิงไปชั่วขณะ
แต่ด้วยวินัยที่สั่งสมมาตลอดชีวิตแพทย์ ไม่มีสิ่งใดแสดงออกมาบนใบหน้าของเขาแม้แต่น้อย สีหน้ายังคงเรียบดวงตานิ่งสงบมือที่ถือแฟ้มไม่มีการสั่นไหวแม้แต่นิดเดียว
“เชิญครับ คุณคือ...” ธามเอ่ยเสียงเรียบ
“ผมริวครับ ลูกชายของคุณสมชาย ขอโทษที่มาช้านะครับ พอดีรถติดมาก” ริวก้าวเข้ามาในห้องดวงตาเบิกกว้างเมื่อสบตาธาม แต่เขาก็รวบรวมสติได้รวดเร็วไม่แพ้กัน
“ไม่เป็นไรครับ ผมเพิ่งอธิบายแผนการรักษาให้คุณพ่อของคุณฟังอยู่พอดี” ธามตอบกลับอย่างมืออาชีพ สายตายังคงจับอยู่ที่แฟ้มในมือ หลีกเลี่ยงการมองตรงไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
“ผมดร. นายแพทย์ธาม เวชวานิช หัวหน้าแผนกอายุรกรรมมะเร็งวิทยาครับ” การแนะนำตัวครั้งที่สองในรอบไม่กี่ชั่วโมง ในบริบทที่แตกต่างราวฟ้ากับเหว
ธามสังเกตเห็นรอยช้ำจาง ๆ ที่ข้อมือของริวตรงจุดที่เขาใช้เชือกมัดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และรอยแดงใต้คอเสื้อที่เขาเป็นคนฝากรอยนั้นไว้เอง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในอก ทั้งความรู้สึกผิด ความพึงพอใจ และความตื่นตระหนก แต่เขากดทุกอย่างไว้ใต้ผิวหน้าที่เรียบนิ่ง ผ่านการฝึกฝนมานานพอที่จะวางอารมณ์ส่วนตัวไว้เบื้องหลังหน้าที่อย่างเด็ดขาด
“คุณริวครับ ผมจะสรุปให้ฟังอีกรอบ กรณีของคุณพ่อคุณ เราพบว่าเซลล์มะเร็งไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดสูตรแรกเท่าที่ควร ผมจึงเสนอให้ปรับสูตรยา และเพิ่มยารักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งมีโอกาสให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แม้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิม” ธามอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพ
ริวฟังด้วยสีหน้าจริงจังดวงตาฉายแววสงสัยในตอนแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจเขาพยักหน้าช้า ๆ ซักถามข้อมูลต่ออย่างชาญฉลาด ทำให้ธามแปลกใจไม่น้อยกับความรู้ทางการแพทย์ที่อีกฝ่ายมี แตกต่างจากภาพหมาเด็กที่เขาเห็นเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง
ระหว่างอธิบายธามพยายามเก็บอารมณ์ให้แนบสนิท แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของริวไม่หยุด ริมฝีปากที่เพิ่งจูบกับเขาอย่างเร่าร้อนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กัดริมฝีปากเบา ๆ เวลาครุ่นคิด คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยเวลาไม่เข้าใจ มือที่เผลอกำแน่นตอนฟังข้อมูลสำคัญ
ริวไม่มีท่าทีว่าเคยรู้จักเขามาก่อน ไม่มีสายตาวาบไหว ไม่มีคำพูดล้อเลียนหรือแม้แต่น้ำเสียงเปลี่ยนไป ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นแค่ภาพฝัน และตอนนี้เขาคือญาติคนไข้ธรรมดา
“ถ้าคุณพ่อของคุณยินยอม เราจะเริ่มยาชุดใหม่พรุ่งนี้ได้เลยครับ พยาบาลจะเข้ามาอธิบายเรื่องเอกสารยินยอม และนัดหมายเพิ่มเติมนะครับ มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ” ธามสรุปมองไปยังผู้ป่วยและภรรยา
“ไม่มีแล้วครับคุณหมอ ขอบคุณมากที่ให้ความหวังใหม่กับครอบครัวเรา” สมชายตอบด้วยน้ำเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้า
“ไม่คิดว่าจะโชคดีได้พบหมอใจดีแบบคุณหมอ”
ธามยิ้มบาง ๆ ความรู้สึกเหมือนมีคมมีดกรีดผ่านกลางอก ทุกครั้งที่ได้ยินคำชมแบบนั้น เขารู้ดีว่าหน้ากากที่สร้างมาทำงานได้สมบูรณ์แบบ ปกปิดสิ่งที่อยู่ข้างในได้อย่างหมดจด แต่ในตอนนี้ดันเกิดมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อลูกชายคนไข้ตรงหน้าคือคนที่เขาพึ่งนัดเจอเมื่อคืน
“ผมแค่ทำหน้าที่ครับ คุณริว พรุ่งนี้ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านพยาบาลหรือแพทย์ประจำบ้านในเวรได้นะครับ ผมอาจไม่ได้มาดูเคสนี้โดยตรงเพราะติดผ่าตัด แต่จะมีแพทย์ในทีมคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” ธามตอบคุณสมชายเสียงเรียบก่อนจะหันไปยังริวอีกครั้งเพื่อบอกให้อีกฝ่ายติดต่อแพทย์คนอื่น นั่นคือคำพูดที่สุภาพที่สุดในบริบทของการถอยหนีในตอนนี้
“แต่คุณหมอครับ ผมคิดว่าจะขอปรึกษาเรื่องแผนการรักษาของพ่อกับคุณหมอโดยตรง อยากให้คุณหมอรักษาพ่อผมครับ” ริวรีบเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เขาจะไม่เข้าใจความหมายได้ยังไงว่า หมอธามกำลังคิดจะหลบหน้าตัวเองอยู่
“ทีมแพทย์ที่นี่มีความสามารถเท่าเทียมกันทุกคนครับ ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะตอบคำถามของคุณได้ดีไม่ต่างจากผม ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ เราค่อยนัดคุยกันอีกครั้งก็ได้ครับ” ธามยิ้มบางเอ่ยอธิบายอย่างอดทน
“ถ้ามีคนเก่งมาคอยดูพวกเราก็หายห่วงค่ะ พวกเราโชคดีมากจริง ๆ ที่ย้ายมาโรงพยาบาลนี้” ภรรยาของคุณสมชายหันไปพูดกับลูกชายด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง
“ครับแม่ ผมเองก็เชื่อใจคุณหมอธาม และอยากให้ท่านดูแลพ่อโดยตรงด้วยตัวเอง” ริวตอบรับเสียงเรียบ แต่สายตายังคงจับจ้องไปยังธามอย่างไม่ลดละ
ประโยคนั้นทำเอาธามแทบกลั้นหายใจ คำพูดของอีกฝ่ายบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า อยากให้เขาดูแลพ่ออีกฝ่าย สายตาที่จ้องมองมานั้นกำลังบีบบังคับให้เขาเลือกสักทาง
“ผมจะพยายามเข้ามาดูคนไข้เองเท่าที่จะทำได้ครับ คุณสมชายพักผ่อนให้เยอะ ๆ นะครับ พรุ่งนี้ผมจะให้เจ้าหน้าที่มารับเข้าหอผู้ป่วยในช่วงเช้า” ธามตอบกลับเรียบ ๆ ก่อนยื่นมือไปจับมือคุณสมชายเบา ๆ เขาหลีกเลี่ยงการสบตากับริวอย่างจงใจ แล้วรีบเดินออกจากห้องตรวจโดยไม่หันกลับไปมอง
หัวใจของธามเต้นแรงแทบจะทะลุออกมานอกอก ทันทีที่ประตูปิดลงเขารีบเดินตรงไปยังห้องพักแพทย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ล็อกประตูแน่นหนาแล้วพุ่งตรงไปยังอ่างล้างหน้าด้วยฝีเท้าเร่งรีบ
มือทั้งสองจับขอบอ่างแน่น ก้มหน้าลง พยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกช้า ๆ ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อควบคุมอาการกระวนกระวายที่พุ่งพล่านอยู่ภายใน
“เวรกรรม...” เขาสบถกับตัวเองเบา ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเงาสะท้อนในกระจก ใบหน้าที่พยายามเยือกเย็นและสุขุมนั้นเต็มไปด้วยความกังวล ในดวงตานั้นสะท้อนความหวาดกลัวที่เขากลัวมากที่สุด ในที่สุดเรื่องที่เขาไม่อยากจะเจอแต่ก็ต้องเจอ คนที่รู้เรื่องความลับของเขาในชีวิตจริง แถมยังเป็นคนไข้ที่เขาต้องดูแลอีกด้วย
“ทำไมต้องเป็นลูกคนไข้ด้วย...ทำไมต้องเป็นเคสของฉันด้วย”
ภาพตรงหน้าที่ริวเข้ามาภายในห้องเห็น คือผู้ชายแปลกหน้าในสภาพที่ไร้เสื้อผ้าบนร่างกาย กำลังซุกไซ้ซอกคอแฟนตัวเองที่ในตอนนี้เองก็อยู่ในสภาพที่ไร้เสื้อผ้าบนร่างกายเหมือนกัน ซอกคอขาวและตามร่างกายของคนพี่ในตอนนี้ เต็มไปด้วยร่องรอยน่ารังเกียจที่ผู้ชายแปลกหน้าทิ้งเอาไว้ ความโกรธ ความหึงหวงปะทุขึ้นมาภายในใจจนออกมาข้างนอกอย่างห้ามไม่อยู่“มึงเป็นใคร! ทำอะไรกลับแฟนกู”พลั่ก! พลั่ก!ริวไม่สนใจคำตอบของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ความโกรธที่มันพวยพุ่งทำให้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ พุ่งตัวเขาไปดึงร่างผู้ชายปริศนาที่คร่อมตัวหมอธามออกมา เขากระหน่ำชกต่อยใบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรงอย่างไม่ยั้งมือเขาไม่สนใจว่าความจริงมันเป็นยังไงในตอนนี้เขาเพียงต้องการระบายความโกรธ อัดเจ้าหมอนี่ให้เละยิ่งกว่าโจ๊ก ด้วยอาศัยจังหวะที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง ริวอัดใส่อีกฝ่ายไม่ยั้งจนมุมปากทั้งสองข้างต่างก็เลือดกบปาก ใบหน้าเขียวฟกช้ำไปหมด แต่ริวก็ยังไม่พอใจชกใส่ใบหน้าอีกฝ่ายไม่หยุดเคล้ง!“อั๊กก”“ไอ้หมาบ้าเอ๊ย! มึงระวังตัวไว้เถอะ” พร้อมอาศัยจังหวะที่ถีบอีกฝ่ายล้มได้รีบเก็บของตัวเองวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว“อัก! มึงอย่าคิดจะหนีได้” ริวรีบลุก
หลังโดนไล่ให้ออกมาจากงานศพพ่อของริว ธามก็ไม่ได้รีบเร่งที่จะกลับคอนโดหรือไปทำงานที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด เขาขับรถคันเดิมมุ่งหน้าไปยังบาร์ลับที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงร้านในความทรงจำของตัวเองแทนเข้ามาภายในร้านมองบรรยากาศที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนอกจากคนที่ดูบางตาลงไปมากก็ปลงใจ แม้ร้านนี้จะมีความทรงจำแย่ ๆ และดีผสมกันไป เขาเลิกมาที่นี่ได้หลายปีมากแล้ว หลังจากที่เลิกกับแฟนเก่าไปความจริงเขาก็ไม่อยากที่จะก้าวย่างเข้ามาภายในบาร์นี้แต่อย่างใด แต่เหล้าและวิสกี้ที่อยู่ในห้องนั้นเขาทั้งดื่มทั้งเททิ้งจนไม่มีเหลือแล้ว นอกจากบาร์แห่งนี้ที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ามีที่ไหนอีกที่จะสามารถนั่งดื่มเหล้าได้ตลอดทั้งวัน เขาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์นั่งที่มีบาร์เทนเดอร์ที่คุ้นเคยดูแลอยู่“เอ้า! นี่มันธามนี่ ไม่เจอกันนานเลย อะไรดลใจให้มาที่นี่วันนี้ล่ะ” บาร์เทนเดอร์ที่จำธาม ลูกค้าประจำสมัยก่อนได้ก็เอ่ยทักทาย“แค่ไม่มีที่ไปเท่านั้นแหละ เอาเหมือนเดิม หมดก็เติมมาได้เรื่อย ๆ เลย” ธามนั่งเก้าอี้เอ่ยตอบอย่างไร้อารมณ์ ในตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ที่จะต่อร้องหรือหยอกเล่นกับใคร“คงจะเป็นเรื่องใหญ่สินะ ไ
ภายในห้องของธามที่คอนโด แสงไฟภายในห้องไม่ถูกเปิดทำให้ภายในห้องมีแต่แสงสลัวที่มาจากนอกห้อง ภายในห้องมีแต่ความเงียบงัน กลิ่นวิสกี้เกรดดีผสมกับเหล้าเกรดดีอีกหลายชนิดลอยอวลไปทั่วห้อง พร้อมกับร่างของธามในเวลานี้ที่เมาปลิ้นนั่งอยู่บนโซฟาใบหน้าเขาซีดเซียว รอยคล้ำใต้ตาชัดเจนจากการไม่หลับไม่นอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย และเข็มขัดที่ยังคาเอวจากเมื่อวานเย็น รอบตัวเต็มไปด้วยขวดเหล้ามากมายที่ถูกเปิดดื่มจนหมดธามไม่รู้ว่าตัวเขาดื่มเหล้าไปมากแค่ไหนแล้วระหว่างสองวันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่เขาผ่าตัดพลาดธามก็กลับห้องไม่ได้โผล่หน้าไปที่โรงพยาบาลอีก เขาสายตาเหม่อลอยยกขวดเหล้าขึ้นมาจิบ เฝ้ามองสายฝนที่โหมกระหน่ำภายนอกห้อง เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างดังสม่ำเสมอ สายฝนในตอนนี้ราวกับรู้ความในใจเขาที่กำลังเศร้าเสียใจจึงตกลงมาไม่หยุด“มันไม่ควรผิดพลาด...มึงควรช่วยพ่อริวเอาไว้ได้สิ”ธามมือปิดหน้าเอ่ยออกมาเสียงดังขณะที่น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา เขายังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดพลาดตรงไหน จากที่มันนควรเป็นการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี แต่มันกลับมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตพ่อริวเอาไว้ได้ในหัวเขาค่อย ๆ
“วันนี้ผมมีเคสด่วนอะไรไหมครับคุณพยายาบาลพิมพ์แข”“วันนี้คุณหมอมีแต่ตรวจเยี่ยมอาการคนไข้เท่านั้นค่ะ”ธามรับรายงานจากพยาบาลพิมพ์แขขณะเดินไปพร้อมกัน วันนี้เป็นอย่างที่เขาคิดว่าไม่ค่อยมีงานอะไร นาน ๆ ทีจะมีวันที่เหมือนจะว่างแบบนี้สักครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือน ถ้าไม่มีเคสด่วนเข้ามาเลยวันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่ชิลวันหนึ่งวันนี้ธามตั้งใจที่จะเตรียมเซอร์ไพรส์ริวในคืนนี้ หลังจากที่พวกเราเป็นแฟนกัน ทั้งที่พวกเขาควรที่จะได้สวีตหวานแหววด้วยกัน แต่ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นมีแต่เรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันทั้งหมอปาล์มขอลาหยุดพักผ่อนอย่างไม่มีสาเหตุเป็นเวลาหลายวัน ทำให้อาจารย์ที่เป็นคนรับผิดชอบอย่างธามวุ่นมากในช่วงนี้ ริวเองหลังจากที่กลับจากค่ายก็ต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบ ทำให้ไม่มีเวลาว่างที่จะมาเจอหน้ากันมากนักแถมเมื่อสองวันก่อนยังมีเรื่องพ่อเข้ามาอีก วันนั้นริวว่างจึงตั้งใจมาหา จากที่พวกเขาจะได้ชีวิตหวานแหววสวีตกัน กลายเป็นริวต้องมาคอยปลอบใจธามซะงั้นคืนนี้ธามจึงตั้งใจที่จะชวนริวไปเดตด้วยกันครั้งแรกหลังจากที่เป็นแฟนกันที่ห้องซะหน่อย และก็เพื่อขอบคุณที่อีกฝ่ายพร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน พร้อมที่จะเ
“อ๊าส์ สดชื่นจริง ๆ วันนี้” ริวตื่นนอนในยามเช้าอย่างมีความสุข เมื่อวานเขาได้เป็นแฟนกับหมอธามจริง ๆ ซะที หลังจากที่เป็นเพียงวันไนต์สแตนด์มานาน“เสียดาย ถ้าไม่ใช่ว่าเข้าค่ายอยู่นะ...จะจัดถึงเช้าเลย” ริวมองที่นอนที่ยับยู่ยี่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่า เมื่อคืนนั้นผ่านกิจกรรมเข้าจังหวะที่ร้อนแรงมาเมื่อคืนนั้นริวไม่สามารถจัดให้หนำใจได้เพราะที่นี่คือค่าย ตีสองหมอธามก็ต้องออกจากระต๊อบเขาไปแล้ว เพื่อกันไม่ให้คนที่ตื่นเช้าสงสัย“รีบเก็บของดีกว่า วันนี้ต้องกลับแล้ว” ริวรีบเก็บของแล้วออกไปทันที เขาถือกล้องถ่ายวิดีโอบันทึกบรรยากาศช่วงเวลานี้เอาไว้ทำคลิป“สวัสดีตอนเช้าครับพี่ปาล์ม” ริวเห็นหมอธามก็เอ่ยทักทายยามเช้า“สวัสดีครับ” ปาล์มตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่ซีดขาว รอบดวงตาดำเป็นแพนด้า น้ำเสียงหอบแห้ง“พี่ป่วยเหรอครับ ทำไมหน้าพี่ดูซีด ๆ” ริวเห็นใบหน้าหมอปาล์มดูไม่ดีก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ไม่เป็นไรครับ แค่นอนน้อยนิดหน่อย พี่ขอตัวไปที่อื่นก่อนนะ” สิ่งที่เห็นเมื่อคืนยังติดตาทำให้เขาไม่สามารถที่จะลืมมันไปได้ เขาไม่สะดวกใจที่จะคุยกับริวหรือหมอธามในเวลานี้“พี่ปาล์มแปลกจังเช้านี้” ริวสงสัยแต่ก็ไม่ได้ตามไปเซ้าซ
ก๊อก ๆ“รู้ใช่ไหมว่า ต้องทำยังไงฉันถึงจะหายโกรธ” ทันทีที่ประตูกระต๊อบริวเปิดออก ธามก็ยิ้มมองเรือนร่างอีกฝ่ายที่สวมเพียงผ้าขนหนูสีขาวตัวบางพันรอบเอว“ผมรอพี่อยู่ครับ” ริวยิ้มกว้างดึงร่างคนพี่ที่อยู่หน้าประตูให้เข้ามาภายในห้องก่อนที่จะปิดประตู พอหันไปอีกทีก็พบคนพี่นั้นนั่งลงบนฟูกนอนรอเขาอยู่แล้ว“เข้ามาทำให้ฉันหายโกรธเร็ว ๆ เจ้าหมาน้อย” ธามแกะกระดุมเสื้อเอ่ยเรียกริวเสียงกระเส่าได้สัญญาณจากคนพี่ริวก็ไม่รอช้าที่จะกระโจนเข้าใส่คนพี่ เขาช่วยคนพี่ถอดเสื้อผ้าที่รกหูรกตาออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะประกบปากจูบอีกฝ่ายอย่างหิวกระหาย นี่ก็เป็นเวลาหลายวันแล้วที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรแบบนี้กันมือริวลูบไล้ร่างกายสีขาวของหมอธามลงต่ำไปจนถึงแก่นกายร้อนที่เริ่มขยายตัว เขาใช้มือตัวเองจับมันชักรูดขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ ธามเองก็ไม่ปล่อยให้ริวได้ทำอะไรตามใจตัวเอง เขาใช้มือทั้งสองข้างถอดผ้าขนหนูที่พันเอวอีกฝ่ายโยนทิ้งไป ใช้มือทั้งสองข้างจับแก่นกายใหญ่ของริวชักรูดมันบ้างอย่างรวดเร็ว“คืนนี้...ผมจะทำให้พี่หายโกรธเองครับ” ริวกระซิบข้างหูหมอธามเสียงแผ่วเบา ซุกไซ้ซอกคอสีขาวอย่างหิวกระหาย ใจอยากที่จะทิ้งรอยรักเอาไว้ แต
เขาเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อเรียกสติ สมองของธามทำงานอย่างรวดเร็ว วิเคราะห์สถานการณ์และพยายามหาทางออกเขาไม่สามารถปฏิเสธการรักษาคนไข้รายนี้ได้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และเขาก็ไม่อยากให้คนไข้ต้องถูกย้ายโรงพยาบาลในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ มะเร็งตับระยะที่สามต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน คนไข้ที่มาที
ริวพยักหน้าเท่าที่จะทำได้ภายใต้แรงบีบ ดวงตาเบิกกว้างเปล่งแสงระยิบระยับ แม้จะเจ็บปวดจากการถูกบีบคอ แต่แทนที่เขาจะกลัวพี่ T ในตอนนี้ เขากลับตื่นเต้นแทนเวลาที่เห็นสีหน้าที่ออกคำสั่งในตอนนี้ มองใบหน้าสวยตรงหน้าอย่างหลงใหลธามคลายมือผ่อนคลายนิดหนึ่ง แต่ยังวางไว้ที่ลำคออย่างหลวม ๆ เขาเริ่มขยับสะโพกขึ้นลง
“เคยถูกมัดมาก่อนไหม” ธามถามขณะเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังริว ใช้มือที่จับเชือกลูบไล้ไปตามแผ่นหลังแกร่ง“ไม่เคยครับ แต่ผม…อยากลองดู” ริวตอบตามตรง ส่วนประโยคท้ายนั้นมีความสั่นนิดหน่อยในน้ำเสียง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะโดนมัด“เอามือไพล่หลัง และอยู่นิ่ง ๆ ล่ะ จะได้ไม่มัดแรงจนเสียดสีกับผิว” ธามยิ้มมุมปาก
“พี่ชอบควบคุม ชอบมีอำนาจเหนือกว่า...ชอบให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่ง ใหม่แบบนี้ริวเคยมีประสบการณ์หรือยัง” ธามโน้มตัวเข้าใกล้เล็กน้อยเอ่ยที่ข้างหูอีกฝ่าย กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาอบอวนในระยะหายใจ“แล้วบางครั้ง...ก็ชอบทำให้เจ็บด้วย แบบนี้ริวพอจะรับไหวไหมครับ” เสียงของเขาเบาลงจนแทบเป็นกระซิบริวกลืนน้ำลายเบา







