ชีวิตประจำวันของครึ่งเซียนฝึกหัด

ชีวิตประจำวันของครึ่งเซียนฝึกหัด

last updateLast Updated : 2026-06-28
By:  ฮาจิฮาจิUpdated just now
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
16Chapters
82views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

‘โม่หรัน’ ครึ่งมนุษย์ครึ่งเซียน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ในอารามเล็ก ๆ รับดูดวง เขียนยันต์ ปราบผี หาเงินประทังชีวิต สะสมบุญไปวัน ๆ รอวันขึ้นสวรรค์อย่างสบายใจ ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับ ‘เยี่ยเฉียนเยียน’ หัวหน้ามือปราบผู้เย็นชา หน้าตาดี...แต่กระเป๋าหนัก! จากความร่วมมือเพียงชั่วคราว กลายเป็น ‘วาสนา’ ที่เกี่ยวพันกันแน่นหนา กว่าจะรู้ตัว เขาก็หนีอีกฝ่ายไม่พ้นเสียแล้ว หลายปีต่อมา... ในที่สุดโม่หรันก็ได้ก้าวสู่แดนเซียนสมดังปรารถนา แต่ใครจะคาดคิดว่า...มังกรตัวหนึ่งจะตามเขาขึ้นสวรรค์มาด้วย! ท่านแม่ : เลือดข้านี่มันเข้มข้นเสียจริง! ลูกชายไม่เพียงขึ้นสวรรค์ได้สำเร็จ...แต่ยังพาสามีเผ่ามังกรขึ้นมาด้วย! โม่หรัน : …..

View More

Chapter 1

บทที่ 1 ก้าวแรก(เพียงลำพัง)สู่เมืองหลวง

บทที่ 1

ก้าวแรก(เพียงลำพัง)สู่เมืองหลวง

            เด็กหนุ่มในชุดนักพรตสีขาวเก่าซีด นั่งชันเข่าพิงกำแพงเมืองอย่างหมดแรง

            ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด บ้างคิดว่าเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร บ้างก็เห็นเป็นเพียงขอทานตัวน้อยคนหนึ่ง

            แม้ใบหน้าจะจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ทว่าเนื้อตัวกลับเปื้อนฝุ่นมอมแมม เส้นผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากยาจกข้างถนน

            เด็กหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า ‘โม่หรัน’

            หากถามว่าเหตุใดถึงมีสภาพตกอับเช่นนี้...คงต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าวันก่อน

            หลังจากอาจารย์เฒ่าหนีกลับแดนเซียน ทิ้งให้โม่หรันต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในอารามหลิงเซียว เขาจึงจำต้องลงจากเขาเข้าสู่เมืองหลวง หวังใช้วิชาดูดวงและเขียนยันต์หาเลี้ยงชีพ

            แต่โลกภายนอกโหดร้ายกว่าที่คิด!

            วันแรกถูกโกงค่าที่ตั้งแผง

            วันที่สองถูกอันธพาลรีดไถ

            วันที่สามถูกเจ้าถิ่นไล่ตะเพิดเพราะไม่มีใบอนุญาต

            วันที่สี่เงินหมด

            และวันนี้...เขาหิวจนตาลายแล้ว

            “เฮ้อ...”

            โม่หรันทอดถอนใจยาวเหยียด เริ่มสงสัยว่าที่อาจารย์เฒ่าสั่งให้เขาออกจากอารามหลิงเซียว อาจไม่ใช่เพราะอยากให้ลงมาฝึกฝนสะสมแต้มบุญด้วยตัวเอง หากแต่เพราะสนุกที่ได้เห็นเขาลำบากมากกว่า!

            ในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งทอดลงตรงหน้า ชายชราร่างผอมแห้งในชุดขาดรุ่งริ่งยื่นซาลาเปาเย็นชืดลูกหนึ่งมาให้ มือเหี่ยวย่นนั้นสั่นเล็กน้อย

            “เอาไปกินเถอะพ่อหนุ่ม หน้าตาก็ดี ไยถึงได้ตกอับเช่นนี้เล่า”

            โม่หรันชะงัก มองซาลาเปาในมือ ก่อนเงยหน้าสบตาชายชรา

            ทันทีที่รับซาลาเปามา กระแสอุ่นวาบสายหนึ่งพลันแล่นปราดเข้าสู่กลางอก

            โม่หรันเม้มปากแน่น

            ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพราะความซาบซึ้งอะไรทำนองนั้น หากแต่เป็น ‘แต้มบุญ’ ที่เกิดจากการที่อีกฝ่ายหยิบยื่นอาหารประทังชีวิตให้เขาต่างหาก

            “ขอบคุณขอรับ”

            ขอทานชรายิ้มอย่างเมตตา ก่อนหมุนตัวเดินจากไปช้าๆ

            โม่หรันมองตามแผ่นหลังงองุ้มด้วยสายตาสั่นไหว

            สำหรับคนทั่วไป นั่นคือขอทานชราคนหนึ่ง แต่สำหรับผู้มีตาทิพย์อย่างเขา รอบกายชายชราถูกไอดำแห่งความตายปกคลุมหนาทึบ

            นั่นหมายความว่า ชีวิตของอีกฝ่ายกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

            โม่หรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นขยับปลายนิ้วร่ายอาคมเบาๆ

            กระแสพลังบางเบาสายหนึ่งลอยเข้าแผ่นหลังชายชราโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

            แม้ไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายได้พ้น ทว่าอย่างน้อย...ก็ขอให้เขาได้จากไปอย่างสงบ

            ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนค่าซาลาเปาลูกนี้ 

            เมื่อจัดการเสร็จ โม่หรันก็นั่งกินซาลาเปาแข็งและเย็นชืดทีละคำอย่างไม่รีบร้อน

            ยังไม่ทันกินซาลาเปาจนหมด รถม้าคันหนึ่งก็ควบตะบึงมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหยุดกึกที่หน้าประตูเมือง

            สตรีผู้หนึ่งก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าร้อนรน นางกวาดตามองซ้ายมองขวา ก่อนพุ่งตรงไปยังแผงไม้ของนักพรตหนุ่มที่แต่งกายสะอาดสะอ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

            บนโต๊ะไม้มียันต์หลากหลายชนิดวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ต่างจากโม่หรันราวฟ้ากับดิน

            นางรีบถลาเข้าไปหานักพรตหนุ่มทันที พลางเอ่ยอ้อนวอนด้วยความร้อนรน

            “ท่านนักพรตหยาง...ได้โปรดช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ! สามีข้าถูกผีร้ายรังควาน ทุกคืนฝันร้าย ทรมานเจียนตาย ข้าเลื่อมใสชื่อเสียงท่านมานาน ได้โปรดช่วยเขาด้วยเถิด!

            สิ้นเสียงนั้น เสียงไอโขลกๆ อย่างทรมานก็ดังมาจากในรถม้า

            นักพรตหยางผู้นี้มีปูมหลังไม่ธรรมดา เขาคือศิษย์สายตรงของเจ้าอารามหลินอวิ๋นกวน สำนักเต๋าอันเลื่องชื่อซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวง

            ด้วยบารมีและความน่าเลื่อมใสของเจ้าอาราม ส่งผลให้อารามหลินอวิ๋นกวนมีชื่อเสียงขจรขจายทั่วสารทิศ ในแต่ละวันผู้ศรัทธาต่างเดินทางมากราบไหว้อย่างเนืองแน่นไม่ขาดสาย

            ส่วนนักพรตหยางเองก็ได้รับความไว้วางใจจากทางอาราม ให้ลงจากเขามาตั้งโต๊ะแจกยันต์มงคล พร้อมคอยช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน

            ภาพของนักพรตหนุ่มในชุดสะอาดเรียบร้อย คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ยิ่งส่งเสริมชื่อเสียงด้านคุณธรรมของอารามหลินอวิ๋นกวนให้เลื่องลือไปไกล

            อย่างไรก็ตาม หลังฟังจบ นักพรตหยางมุ่นคิ้ว สีหน้าเผยความหนักใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา “ฮูหยินจาง...เหตุใดท่านถึงปักใจเชื่อนักว่าสามีถูกสิ่งชั่วร้ายตามรังควาน? บางทีเขาอาจเพียงล้มป่วยเท่านั้น ท่านได้เชิญท่านหมอมาตรวจอาการอย่างละเอียดแล้วหรือยัง?”

            “ข้าเชิญหมอมาทุกสำนักแล้วเจ้าค่ะ แต่ทุกคนกลับส่ายหน้า บอกว่าหาสาเหตุไม่พบ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นับตั้งแต่ล้มป่วย สามีข้าก็ฝันร้ายทุกคืน ข้ากับสามีเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจแน่นอนเจ้าค่ะ...”

            นักพรตหยางรับฟังด้วยความสงบนิ่ง ท่าทางราวกับผู้บำเพ็ญเพียรไร้กิเลส จนกระทั่งนางกล่าวประโยคถัดมา

            “ท่านนักพรต ได้โปรดทำพิธีขับไล่วิญญาณร้ายให้สามีข้าด้วยเถิด ข้ายินดีจ่ายไม่อั้น!”

            แววตาของนักพรตหยางไหววาบด้วยความโลภ หากก็เพียงชั่วเสี้ยวพริบตาเท่านั้น

            ฮูหยินแซ่จางผู้นี้มีฐานะมั่งคั่ง หากเอ่ยว่าจ่ายไม่อั้น ย่อมไม่มีทางโป้ปด

            แม้แต่โม่หรันเองยังแอบหรี่ตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนใจ เขามองลอดแพขนตาที่เปื้อนฝุ่นเพื่อประเมินฮูหยินจาง 

            พริบตานั้น นัยน์ตาของเขาพลันวาวโรจน์ ก่อนจะหลับตาแกล้งตายในทันที...

            ฮูหยินจางผู้นี้แม้จะแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นเลิศ สวมเครื่องประดับล้ำค่า ทว่าเหนือศีรษะกลับมีไอดำอัปมงคลเกาะแน่น

            และยิ่งน่าสะพรึงไปกว่านั้น บนหลังคารถม้ายังมีวิญญาณหญิงสาวตนหนึ่งนั่งห้อยขาลงมาอย่างน่าสยดสยอง

            ดวงหน้าของนางซีดขาวราวกับกระดาษ เบ้าตาลึกโบ๋ไร้ลูกตา ใบหน้าครึ่งซีกแหลกเละและชุ่มเลือด คล้ายถูกของแข็งกระหน่ำทุบจนจำเค้าเดิมไม่ได้

            กลิ่นอายอาฆาตของความพยาบาทรุนแรง โม่หรันขนลุกซู่ทันที

            ผีร้ายบนรถม้าคันนั้นธรรมดา...แต่เป็น เจ้ากรรมนายเวรตามทวงชีวิต

            คนในรถม้าอาจเคยก่อความผิดต่อวิญญาณตนนั้นไว้ บัดนี้อีกฝ่ายจึงย้อนกลับมาตามทวงชีวิต

            เมื่อพอจะทราบสาเหตุที่วิญญาณตามรังควานชายคนนั้นแล้ว โม่หรันจึงหลับตาปี๋แล้วเอนหัวพิงกำแพงนิ่ง

            คติประจำใจที่อาจารย์เฒ่าพร่ำสอนยู่เสมอ การช่วยคนต้องมีชั้นเชิง และชั้นเชิงที่ว่าก็คือ...

            ‘ธุระไม่ใช่ ห้ามยุ่ง’

            ‘หากไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว จงแกล้งตายเสีย’

            ทีแรกตั้งใจจะหาเงินสักก้อน แต่เรื่องเวรกรรมเช่นนี้ ต่อให้จ่ายไม่อั้น เขาก็ไม่รับ!

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
16 Chapters
บทที่ 1 ก้าวแรก(เพียงลำพัง)สู่เมืองหลวง
บทที่ 1ก้าวแรก(เพียงลำพัง)สู่เมืองหลวง เด็กหนุ่มในชุดนักพรตสีขาวเก่าซีด นั่งชันเข่าพิงกำแพงเมืองอย่างหมดแรง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด บ้างคิดว่าเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร บ้างก็เห็นเป็นเพียงขอทานตัวน้อยคนหนึ่ง แม้ใบหน้าจะจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ทว่าเนื้อตัวกลับเปื้อนฝุ่นมอมแมม เส้นผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากยาจกข้างถนน เด็กหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า ‘โม่หรัน’ หากถามว่าเหตุใดถึงมีสภาพตกอับเช่นนี้...คงต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าวันก่อน หลังจากอาจารย์เฒ่าหนีกลับแดนเซียน ทิ้งให้โม่หรันต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในอารามหลิงเซียว เขาจึงจำต้องลงจากเขาเข้าสู่เมืองหลวง หวังใช้วิชาดูดวงและเขียนยันต์หาเลี้ยงชีพ แต่โลกภายนอกโหดร้ายกว่าที่คิด! วันแรกถูกโกงค่าที่ตั้งแผง วันที่สองถูกอันธพาลรีดไถ วันที่สามถูกเจ้าถิ่นไล่ตะเพิดเพราะไม่มีใบอนุญาต วันที่สี่เงินหมด และวันนี้...เขาหิวจนตาลายแล้ว “เฮ้อ...” โม่หรันทอด
Read more
บทที่ 2 พบกันอีกครั้ง (1)
บทที่ 2พบกันอีกครั้ง (1) เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงสุดท้ายของวันก็เลือนหายไปจากขอบฟ้าแล้ว โม่หรันยันกายลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน พลางปัดใบไม้แห้งที่ติดตามเสื้อผ้าออกจากตัว ก่อนมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมืองหลวง อันเป็นที่ตั้งของอารามหลินอวิ๋นกวน ด้านนอกอารามมีบ่อน้ำหินเก่าแก่ตั้งอยู่ เปิดให้ผู้คนทั่วไปใช้สอยได้ตามสะดวก เขาตักน้ำขึ้นมาลูบหน้า สูดลมหายใจยาวอย่างสดชื่น จากนั้นใช้นิ้วสางผมที่ยุ่งเหยิงให้พอดูเป็นคนขึ้นมาบ้าง ขณะนั้นเอง นักพรตน้อยผู้หนึ่งเดินผ่านมาพอดี ครั้นสายตาของอีกฝ่ายปะทะเข้ากับโม่หรัน แววตาก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหยาม ราวกับเห็นเขาเป็นเศษขยะข้างทาง โม่หรันเพียงพยักหน้าให้อีกฝ่ายน้อยๆ ไม่คิดจะเก็บท่าทางเช่นนั้นมาใส่ใจเลยสักนิด ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว อย่าว่าแต่ค่าเช่าแผงดูดวงหรือใบอนุญาตตั้งร้าน ต่อให้เป็นซาลาเปาลูกหนึ่งยังต้องลุ้นว่าจะมีวาสนาได้มาหรือไม่ หากจะให้ย้อนกลับอารามหลิงเซียวตอนนี้ ระยะทางก็ไกลเกินไป เขาจึงจำต้องอาศัยชายคาอารามหลิ
Read more
บทที่ 3 พบกันอีกครั้ง (2)
บทที่ 3พบกันอีกครั้ง (2) ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้าสู่ห้องผู้ป่วย ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พุ่งปะทะใบหน้าของโม่หรัน จนเขาต้องชะงักฝีเท้า เด็กหนุ่มหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองภาพตรงหน้า พลังหยินสีดำแผ่คลุ้งปกคลุมทั่วห้องจนมืดฟ้ามัวดิน บนเตียงไม้ที่ตั้งเรียงราย มีร่างของเหล่ามือปราบนอนทอดกายอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่ละคนใบหน้าขาวซีด ไร้สีเลือด ราวกับศพไม่ผิดเพี้ยน “ท่านเจ้าอาราม...” นักพรตผู้ติดตามคนหนึ่งพูดขึ้นทำลายความเงียบ เพราะความหวาดกลัวทำให้ปากของเขาสั่นจนฟันกระทบกันดังกึกๆ “สะ...สภาพเช่นนี้ ถูกผีร้ายดึงวิญญาณออกจากร่างหรือไม่ขอรับ” “ใช่ วิญญาณของพวกเขาถูกวิญาณร้ายดึงออกจากร่างไปแล้วจริงๆ” เจ้าอารามหลินอวิ๋นกวนกล่าวขึ้นช้าๆ แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ หากกลับทำให้ผู้ฟังหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “ละ...แล้วควรทำอย่างไรดีขอรับ!” กุนซือเสวี่ย เอ่ยถามอย่างร้อนรน “ตั้งโต๊ะทำพิธี เรียกวิญญาณกลับเข้าร่าง” เจ้าอารามหลินอวิ๋นกวนตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่ว่า…วิญญาณของพวกเขาออกจากร่างนานเกินไป ข้า
Read more
บทที่ 4 พบกันอีกครั้ง (3)
บทที่ 4พบกันอีกครั้ง (3) ณ มุมหนึ่งของห้องผู้ป่วย เยี่ยเฉียนเยียนสังเกตสถานการณ์อย่างเงียบๆ มาพักใหญ่แล้ว แม้ไม่ได้สันทัดวิชาอาคม ทว่าสายตาอันเฉียบแหลมของเขากลับมองเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ในตอนที่เจ้าอารามอาวุโสร่ายคาถาเรียกวิญญาณ ใบหน้าท่านอาวุโสพลันชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดูอ่อนล้าราวกับจะหมดสติได้ทุกเมื่อ ในจังหวะนั้นเอง เยี่ยเฉียนเยียนกลับเห็นนักพรตน้อยขยับนิ้วอย่างรวดเร็ว แม้อีกฝ่ายจะซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อกว้างอย่างแนบเนียน หากก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาเขาได้ วินาทีนั้น เยี่ยเฉียนเยียนก็ตระหนักว่านักพรตน้อยผู้นี้ย่อมมีตบะแกร่งกล้าซ่อนอยู่ ดังนั้นเขาจึงหันมากล่าวกับเด็กหนุ่มด้วยความสุขุมและหนักแน่นอีกครั้ง “เชิญท่านนักพรตประกอบพิธีเถิด” ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของทุกคน โม่หรันก้าวเท้าออกมายืนหน้าโต๊ะทำพิธี หยิบพู่กันของเจ้าอารามหลินอวิ๋นกวนขึ้น แล้วจรดปลายพู่กันเขียนอักขระลงบนแผ่นกระดาษสีเหลืองนวลด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ลายเส้นตวัดโค้งสวยงามและคมชัด เปี่ยมด้วยมนต์ขลังและความน่าอัศจรรย์
Read more
บทที่ 5 เยือนบ้านตระกูลเยี่ย (1)
บทที่ 5เยือนบ้านตระกูลเยี่ย (1) โม่หรันหันกลับไปมอง พบว่าเป็นหัวหน้ามือปราบเยี่ยที่ดึงรั้งเขาไว้ เด็กหนุ่มหลุบตาลงครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนจะโพล่งถามออกไปด้วยดวงตาใสแจ๋ว “ท่านมีนามว่าอะไรหรือขอรับ?” คำถามไร้เดียงสานั้นทำเอาเยี่ยเฉียนเยียนถึงกับชะงัก แทนที่อีกฝ่ายจะสงสัยว่าถูกรั้งไว้ทำไม กลับกลายเป็นสงสัยในชื่อของเขาอย่างนั้นหรือ? “เยี่ยเฉียนเยียน” ชายหนุ่มแนะนำตัว “มังกรที่ซ่อนตัวอยู่ในห้วงน้ำลึก[1]งั้นหรือ?” โม่หรันพึมพำเสียงเบา พลางมองชายตรงหน้าด้วยแววตาลุ่มลึกยากหยั่งถึง ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยเฉียนเยียนก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยอย่างถ่อมตน “ท่านพ่อตั้งชื่อนี้ให้ข้า หวังให้ข้าสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้กับแคว้นหลงเซี่ย” “อ้อ” โม่หรันตอบรับคำในลำคอเพียงสั้นๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เพราะความหมายในใจของเขานั้นตรงข้ามกับความเข้าใจของชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง สำหรับโม่หรัน ‘มังกรในห้วงน้ำลึก’ ไม่ใช่คำเปรียบเปรยถึงผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หากแต่หมายถึงเผ่าพันธุ์สัตว์เทพที่ซ่อนตัวอ
Read more
บทที่ 6 เยือนบ้านตระกูลเยี่ย (2)
บทที่ 6เยือนบ้านตระกูลเยี่ย (2) ระหว่างทางกลับคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย เยี่ยเฉียนเยียนเอ่ยถามชื่อแซ่และที่มาที่ไปของนักพรตน้อย หลังจากแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง โม่หรันก็เริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ต้องออกจากอารามหลิงเซียว เข้ามาอยู่เมืองหลวง อันที่จริง อารามหลิงเซียวหาได้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงไม่ หากนั่งรถม้า ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าก็ถึงจุดหมาย หรือเดินเท้าก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น ทว่าหลักเกณฑ์เหล่านั้นกลับใช้ไม่ได้กับโม่หรัน...เพราะเขาชอบเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย เห็นสิ่งใดน่าสนใจก็หยุดยืนชื่นชมอยู่นานเป็นชั่วยาม กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง ก็กินเวลาหนึ่งวันเต็ม! นอกจากนี้ โม่หรันยังเล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า ที่ตนมีสภาพซอมซ่อเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะไร้ความสามารถในการหาเงิน หากแต่เพราะไม่มีหนังสือรับรองนักพรต จึงไม่อาจตั้งโต๊ะรับทำนายดวงชะตาให้ผู้อื่นได้ อีกประการหนึ่ง หลายวันที่ผ่านมาเขาต้องซุกหัวนอนอยู่หลังอารามหลินอวิ๋นกวน ทั้งยังดื่มน้ำในบ่อประทังชีวิต ร่างกายจึงไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงออกไปดิ้นรนหาเงินเท่าใดนัก
Read more
บทที่ 7 คดีหมู่บ้านประหลาด (1)
บทที่ 7คดีหมู่บ้านประหลาด (1) หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ โม่หรันก็ดูสะอาดหมดจด ผิวพรรณที่เคยเปรอะเปื้อนด้วยคราบฝุ่น บัดนี้ขาวผ่องละเอียดลออ แม้จะสวมเพียงชุดสีขาวเรียบง่าย ทว่ากลับขับเน้นสง่าราศีบางอย่างให้โดดเด่นเหนือคนทั่วไป ครั้นเดินออกมาถึงห้องโถง ก็พบว่าโต๊ะกลมกลางห้องเต็มไปด้วยสำรับอาหารคาวหวานที่วางเรียงรายจนเต็มพื้นที่ เขานั่งลง หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารส่งเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย ท่วงท่าการกินของเด็กหนุ่มแม้จะเชื่องช้า ทว่ากลับต่อเนื่อง ลื่นไหล และไม่มีทีท่ามูมมามแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กิริยาของเขากลับน่ามองอย่างน่าประหลาด ราวกับคำนวณเวลาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทันทีที่โม่หรันวางตะเกียบลงด้วยความอิ่มหนำ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพอดี ก่อนที่เยี่ยเฉียนเยียนจะก้าวเข้ามาในห้อง “นักพรตโม่ ท่านแม่กับพี่สะใภ้ของข้าต้องการมอบสินน้ำใจเล็กน้อยให้ท่านขอรับ” เยี่ยเฉียนเยียนเอ่ยอย่างสุภาพ พร้อมวางกล่องไม้แกะสลักประณีตลงบนโต๊ะ โม่หรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวค่อยๆ เปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรา
Read more
บทที่ 10 คดีหมู่บ้านประหลาด (4)
บทที่ 10คดีหมู่บ้านประหลาด (4)               เมื่อลำเลียงศพขึ้นมาจนครบ บริเวณเชิงเขาก็ตกอยู่ในความเงียบชวนให้หวาดหวั่น            บางร่างเหลือเพียงโครงกระดูกขาวโพลน บางร่างยังมีเศษเนื้อหนังแห้งกรังติดอยู่ตามกระดูก ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว จนหลายคนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอย่างทนไม่ไหว            คบไฟหลายสิบอันส่องบนซากศพที่เรียงรายอยู่บนพื้นดิน แสงไฟสั่นไหวตามแรงลม ยิ่งทำให้ภาพนั้นดูน่าสะพรึงกว่าความเป็นจริง            ทว่า ท่ามกลางภาพอันน่าหวาดกลัวนั้น กลับมีความน่าเวทนาปะปนอยู่ด้วย            เหล่ามือป
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status