LOGIN‘โม่หรัน’ ครึ่งมนุษย์ครึ่งเซียน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ในอารามเล็ก ๆ รับดูดวง เขียนยันต์ ปราบผี หาเงินประทังชีวิต สะสมบุญไปวัน ๆ รอวันขึ้นสวรรค์อย่างสบายใจ ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับ ‘เยี่ยเฉียนเยียน’ หัวหน้ามือปราบผู้เย็นชา หน้าตาดี...แต่กระเป๋าหนัก! จากความร่วมมือเพียงชั่วคราว กลายเป็น ‘วาสนา’ ที่เกี่ยวพันกันแน่นหนา กว่าจะรู้ตัว เขาก็หนีอีกฝ่ายไม่พ้นเสียแล้ว หลายปีต่อมา... ในที่สุดโม่หรันก็ได้ก้าวสู่แดนเซียนสมดังปรารถนา แต่ใครจะคาดคิดว่า...มังกรตัวหนึ่งจะตามเขาขึ้นสวรรค์มาด้วย! ท่านแม่ : เลือดข้านี่มันเข้มข้นเสียจริง! ลูกชายไม่เพียงขึ้นสวรรค์ได้สำเร็จ...แต่ยังพาสามีเผ่ามังกรขึ้นมาด้วย! โม่หรัน : …..
View Moreบทที่ 1
ก้าวแรก(เพียงลำพัง)สู่เมืองหลวง
เด็กหนุ่มในชุดนักพรตสีขาวเก่าซีด นั่งชันเข่าพิงกำแพงเมืองอย่างหมดแรง
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด บ้างคิดว่าเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร บ้างก็เห็นเป็นเพียงขอทานตัวน้อยคนหนึ่ง
แม้ใบหน้าจะจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ทว่าเนื้อตัวกลับเปื้อนฝุ่นมอมแมม เส้นผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากยาจกข้างถนน
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า ‘โม่หรัน’
หากถามว่าเหตุใดถึงมีสภาพตกอับเช่นนี้...คงต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าวันก่อน
หลังจากอาจารย์เฒ่าหนีกลับแดนเซียน ทิ้งให้โม่หรันต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในอารามหลิงเซียว เขาจึงจำต้องลงจากเขาเข้าสู่เมืองหลวง หวังใช้วิชาดูดวงและเขียนยันต์หาเลี้ยงชีพ
แต่โลกภายนอกโหดร้ายกว่าที่คิด!
วันแรกถูกโกงค่าที่ตั้งแผง
วันที่สองถูกอันธพาลรีดไถ
วันที่สามถูกเจ้าถิ่นไล่ตะเพิดเพราะไม่มีใบอนุญาต
วันที่สี่เงินหมด
และวันนี้...เขาหิวจนตาลายแล้ว
“เฮ้อ...”
โม่หรันทอดถอนใจยาวเหยียด เริ่มสงสัยว่าที่อาจารย์เฒ่าสั่งให้เขาออกจากอารามหลิงเซียว อาจไม่ใช่เพราะอยากให้ลงมาฝึกฝนสะสมแต้มบุญด้วยตัวเอง หากแต่เพราะสนุกที่ได้เห็นเขาลำบากมากกว่า!
ในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งทอดลงตรงหน้า ชายชราร่างผอมแห้งในชุดขาดรุ่งริ่งยื่นซาลาเปาเย็นชืดลูกหนึ่งมาให้ มือเหี่ยวย่นนั้นสั่นเล็กน้อย
“เอาไปกินเถอะพ่อหนุ่ม หน้าตาก็ดี ไยถึงได้ตกอับเช่นนี้เล่า”
โม่หรันชะงัก มองซาลาเปาในมือ ก่อนเงยหน้าสบตาชายชรา
ทันทีที่รับซาลาเปามา กระแสอุ่นวาบสายหนึ่งพลันแล่นปราดเข้าสู่กลางอก
โม่หรันเม้มปากแน่น
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพราะความซาบซึ้งอะไรทำนองนั้น หากแต่เป็น ‘แต้มบุญ’ ที่เกิดจากการที่อีกฝ่ายหยิบยื่นอาหารประทังชีวิตให้เขาต่างหาก
“ขอบคุณขอรับ”
ขอทานชรายิ้มอย่างเมตตา ก่อนหมุนตัวเดินจากไปช้าๆ
โม่หรันมองตามแผ่นหลังงองุ้มด้วยสายตาสั่นไหว
สำหรับคนทั่วไป นั่นคือขอทานชราคนหนึ่ง แต่สำหรับผู้มีตาทิพย์อย่างเขา รอบกายชายชราถูกไอดำแห่งความตายปกคลุมหนาทึบ
นั่นหมายความว่า ชีวิตของอีกฝ่ายกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
โม่หรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นขยับปลายนิ้วร่ายอาคมเบาๆ
กระแสพลังบางเบาสายหนึ่งลอยเข้าแผ่นหลังชายชราโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
แม้ไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายได้พ้น ทว่าอย่างน้อย...ก็ขอให้เขาได้จากไปอย่างสงบ
ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนค่าซาลาเปาลูกนี้
เมื่อจัดการเสร็จ โม่หรันก็นั่งกินซาลาเปาแข็งและเย็นชืดทีละคำอย่างไม่รีบร้อน
ยังไม่ทันกินซาลาเปาจนหมด รถม้าคันหนึ่งก็ควบตะบึงมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหยุดกึกที่หน้าประตูเมือง
สตรีผู้หนึ่งก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าร้อนรน นางกวาดตามองซ้ายมองขวา ก่อนพุ่งตรงไปยังแผงไม้ของนักพรตหนุ่มที่แต่งกายสะอาดสะอ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
บนโต๊ะไม้มียันต์หลากหลายชนิดวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ต่างจากโม่หรันราวฟ้ากับดิน
นางรีบถลาเข้าไปหานักพรตหนุ่มทันที พลางเอ่ยอ้อนวอนด้วยความร้อนรน
“ท่านนักพรตหยาง...ได้โปรดช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ! สามีข้าถูกผีร้ายรังควาน ทุกคืนฝันร้าย ทรมานเจียนตาย ข้าเลื่อมใสชื่อเสียงท่านมานาน ได้โปรดช่วยเขาด้วยเถิด!
สิ้นเสียงนั้น เสียงไอโขลกๆ อย่างทรมานก็ดังมาจากในรถม้า
นักพรตหยางผู้นี้มีปูมหลังไม่ธรรมดา เขาคือศิษย์สายตรงของเจ้าอารามหลินอวิ๋นกวน สำนักเต๋าอันเลื่องชื่อซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวง
ด้วยบารมีและความน่าเลื่อมใสของเจ้าอาราม ส่งผลให้อารามหลินอวิ๋นกวนมีชื่อเสียงขจรขจายทั่วสารทิศ ในแต่ละวันผู้ศรัทธาต่างเดินทางมากราบไหว้อย่างเนืองแน่นไม่ขาดสาย
ส่วนนักพรตหยางเองก็ได้รับความไว้วางใจจากทางอาราม ให้ลงจากเขามาตั้งโต๊ะแจกยันต์มงคล พร้อมคอยช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน
ภาพของนักพรตหนุ่มในชุดสะอาดเรียบร้อย คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ยิ่งส่งเสริมชื่อเสียงด้านคุณธรรมของอารามหลินอวิ๋นกวนให้เลื่องลือไปไกล
อย่างไรก็ตาม หลังฟังจบ นักพรตหยางมุ่นคิ้ว สีหน้าเผยความหนักใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา “ฮูหยินจาง...เหตุใดท่านถึงปักใจเชื่อนักว่าสามีถูกสิ่งชั่วร้ายตามรังควาน? บางทีเขาอาจเพียงล้มป่วยเท่านั้น ท่านได้เชิญท่านหมอมาตรวจอาการอย่างละเอียดแล้วหรือยัง?”
“ข้าเชิญหมอมาทุกสำนักแล้วเจ้าค่ะ แต่ทุกคนกลับส่ายหน้า บอกว่าหาสาเหตุไม่พบ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นับตั้งแต่ล้มป่วย สามีข้าก็ฝันร้ายทุกคืน ข้ากับสามีเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจแน่นอนเจ้าค่ะ...”
นักพรตหยางรับฟังด้วยความสงบนิ่ง ท่าทางราวกับผู้บำเพ็ญเพียรไร้กิเลส จนกระทั่งนางกล่าวประโยคถัดมา
“ท่านนักพรต ได้โปรดทำพิธีขับไล่วิญญาณร้ายให้สามีข้าด้วยเถิด ข้ายินดีจ่ายไม่อั้น!”
แววตาของนักพรตหยางไหววาบด้วยความโลภ หากก็เพียงชั่วเสี้ยวพริบตาเท่านั้น
ฮูหยินแซ่จางผู้นี้มีฐานะมั่งคั่ง หากเอ่ยว่าจ่ายไม่อั้น ย่อมไม่มีทางโป้ปด
แม้แต่โม่หรันเองยังแอบหรี่ตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนใจ เขามองลอดแพขนตาที่เปื้อนฝุ่นเพื่อประเมินฮูหยินจาง
พริบตานั้น นัยน์ตาของเขาพลันวาวโรจน์ ก่อนจะหลับตาแกล้งตายในทันที...
ฮูหยินจางผู้นี้แม้จะแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นเลิศ สวมเครื่องประดับล้ำค่า ทว่าเหนือศีรษะกลับมีไอดำอัปมงคลเกาะแน่น
และยิ่งน่าสะพรึงไปกว่านั้น บนหลังคารถม้ายังมีวิญญาณหญิงสาวตนหนึ่งนั่งห้อยขาลงมาอย่างน่าสยดสยอง
ดวงหน้าของนางซีดขาวราวกับกระดาษ เบ้าตาลึกโบ๋ไร้ลูกตา ใบหน้าครึ่งซีกแหลกเละและชุ่มเลือด คล้ายถูกของแข็งกระหน่ำทุบจนจำเค้าเดิมไม่ได้
กลิ่นอายอาฆาตของความพยาบาทรุนแรง โม่หรันขนลุกซู่ทันที
ผีร้ายบนรถม้าคันนั้นธรรมดา...แต่เป็น เจ้ากรรมนายเวรตามทวงชีวิต
คนในรถม้าอาจเคยก่อความผิดต่อวิญญาณตนนั้นไว้ บัดนี้อีกฝ่ายจึงย้อนกลับมาตามทวงชีวิต
เมื่อพอจะทราบสาเหตุที่วิญญาณตามรังควานชายคนนั้นแล้ว โม่หรันจึงหลับตาปี๋แล้วเอนหัวพิงกำแพงนิ่ง
คติประจำใจที่อาจารย์เฒ่าพร่ำสอนยู่เสมอ การช่วยคนต้องมีชั้นเชิง และชั้นเชิงที่ว่าก็คือ...
‘ธุระไม่ใช่ ห้ามยุ่ง’
‘หากไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว จงแกล้งตายเสีย’
ทีแรกตั้งใจจะหาเงินสักก้อน แต่เรื่องเวรกรรมเช่นนี้ ต่อให้จ่ายไม่อั้น เขาก็ไม่รับ!
บทที่ 16อาคมสะท้อนกลับ เวลาเดียวกันนั้น ภายในห้องสำหรับประกอบพิธีอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป และแผ่นยันต์ลงอาคมสาปแช่ง เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องเซ่น บุรุษในชุดนักพรตสีฟ้าอ่อนนั่งขัดสมาธิ บริกรรมคาถาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าในวินาทีนั้นเอง ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดกระโชกเข้ามาทางหน้าต่าง เปลวเทียนทุกเล่มในห้องดับพรึ่บลงพร้อมกัน ความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องในชั่วพริบตา!
บทที่ 15ชีวิตประจำวันของนักพรตปลาเค็ม (3) เมื่อทุกคนแยกย้ายไปกันแล้ว โม่หรันบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะถอนหายใจยาว ราวกับเรี่ยวแรงทั้งมวลถูกสูบไปจนหมดสิ้น เยี่ยเฉียนเยียนก้าวเข้ามาในเรือนรับรอง มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน พลางยื่นถ้วยชามาให้ ไอสีขาวลอยเอื่อยเหนือปากถ้วย กลิ่นหอมละมุนของชาดอกไม้ชวนให้จิตใจผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด โม่หรันรับมาอย่างไม่เกรงใจ ยกขึ้นจิบช้าๆ หนึ่งอึก ความอุ่นแผ่ซ่านลงลำคอ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย&n
บทที่ 14ชีวิตประจำวันของนักพรตปลาเค็ม (2) โม่หรันเดินทอดน่องไปตามถนนสายหลัก มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย ระหว่างทาง เขาผ่านย่านการค้าที่คึกคักและคลาคล่ำไปด้วยผู้คน นอกจากความจอแจของผู้คนที่สัญจรไปมาแล้ว บนถนนยังเต็มไปด้วยเหล่ามือปราบที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด หลังคดีใหญ่เพิ่งคลี่คลายไปไม่นาน กลับเกิดคดี ‘ของหาย’ ขึ้นในย่านการค้าแห่งนี้ ที่น่าแปลกก็คือ สิ่งของที่สูญหายหาใช่แก้วแหวนเงินทอง แต่เป็น ‘ของกิน’&nb
บทที่ 13ชีวิตประจำวันของนักพรตปลาเค็ม (1) เมื่อคดีประหลาดในหมู่บ้านลี่จินคลี่คลายลง หัวหน้าหมู่บ้านและผู้สมรู้ร่วมคิดต่างได้รับโทษตามกฎหมาย โม่หรันไม่ใส่ใจเรื่องหลังจากนั้นนัก เพราะไม่เกี่ยวข้องกับเขา ทว่าด้วยคำรบเร้าของฮูหยินใหญ่ตระกูลเยี่ย เขาจึงต้องพำนักอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยต่ออีกสองสามวัน ช่วงเวลานี้เรียกได้ว่าสุขสบายจนแทบลอยขึ้นไปเป็นเซียน! อยากกินก็ได้กิน อยากนอนก็ได้นอน&n
บทที่ 9คดีหมู่บ้านประหลาด (3) ยามนี้ท้องฟ้าถูกย้อมด้วย
บทที่ 8คดีหมู่บ้านประหลาด (2) ความรู้สึกฉุกใจเช่นนี้ ค
บทที่ 7คดีหมู่บ้านประหลาด (1) หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ โม่หรันก็ดูสะอาดหมดจด ผิวพรรณที่เคยเปรอะเปื้อนด้วยคราบฝุ่น บัดนี้ขาวผ่องละเอียดลออ แม้จะสวมเพียงชุดสีขาวเรียบง่าย ทว่ากลับขับเน้นสง่าราศีบางอย่างให้โดดเด่นเหนือคนทั่วไป ครั้นเดินออกมาถึงห้องโถง ก็พบว่าโต๊ะก
บทที่ 6เยือนบ้านตระกูลเยี่ย (2) ระหว่างทางกลับคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย เยี่ยเฉียนเยียนเอ่ยถามชื่อแซ่และที่มาที่ไปของนักพรตน้อย หลังจากแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง โม่หรันก็เริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ต้องออกจากอารามหลิงเซียว เข้ามาอยู่เมืองหลวง อันที่จริง อารามหลิงเซียวหาได้อยู่


![เฝ้า(รอ)รัก [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

