LOGINคำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป
หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน
“อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ”
กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า
กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วรู้รอด อยากจะฉีกทิ้งไอ้ชุดบ้า ๆ นี่ที่มันบังอาจไปอวดสายตาผู้ชายคนอื่นมาทั้งคืน
แต่เขาทำไม่ได้...
คำว่า ‘ผู้ปกครอง’ และพันธสัญญาที่เคยให้ไว้กับเพื่อนรักในวันฝนพรำเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน คือโซ่ตรวนเส้นหนาที่ล่ามกอดศีลธรรมของเขาเอาไว้
‘มึงแก่กว่าเขาตั้งยี่สิบเอ็ดปีนะไอ้กวินทร์ แก่รุ่นราวคราวเดียวกับพ่อเขา มึงจะทำลายชีวิตเด็กคนนี้ไม่ได้’
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา เขาดันแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะถอยหลังออกห่างจากหญิงสาวหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะปลอดภัย แววตาที่เคยวูบไหวถูกฉาบเคลือบด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง
“อย่ามาปีนเกลียวกับอา จิณณพัต” น้ำเสียงของกวินทร์ราบเรียบแต่เฉียบขาด บาดลึกทะลวงเข้าไปในความรู้สึก “อาเป็นผู้ปกครองของเธอ หน้าที่ของอาคือการสั่งสอนและดูแลไม่ให้เธอทำตัวเหลวแหลก ชุดแบบนี้ การกลับดึกแบบนี้ มันไม่เหมาะสม และอาในฐานะคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเธอ มีสิทธิ์ที่จะสั่งห้าม”
คำว่า ‘เหลวแหลก’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ พุ่งเข้ากรีดแทงหัวใจของเจ้าขาอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่กฎเหล็กที่เธอตั้งไว้ให้กับตัวเองคือ จะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้เห็นเด็ดขาด
เธอไม่ใช่เด็กหญิงเจ้าขาที่ต้องรอคอยเศษเสี้ยวความสงสารจากเขาอีกแล้ว
ร่างบางยืดตัวตรงเชิดหน้าขึ้นสูง ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มเยาะหยัน ไม่ใช่เยาะหยันเขา แต่เยาะหยันสถานะอันน่าอึดอัดนี้ต่างหาก
“ขอบคุณที่กรุณาสั่งสอนค่ะ ท่านผู้ปกครอง” เจ้าขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่ราบเรียบไม่แพ้กัน “แต่หนูบรรลุนิติภาวะแล้ว รู้ว่าอะไรควรไม่ควร หนูแค่ไปงานเลี้ยง ไม่ได้ไปทำตัวเหลวแหลกที่ไหน และอีกอย่างนะคะ...”
เธอปรายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่ไม่ยอมลงให้
“งั้นคุณอาก็ช่วย ‘ปกครอง’ ตัวเองให้ดีด้วยเหมือนกันนะคะ ดึกป่านนี้ยังไม่หลับไม่นอน มายืนดักรอหลานสาวในชุดนอนบาง ๆ อยู่หน้าประตูแบบนี้ ระวังคนอื่นเขามาเห็น จะหาว่าคุณอาคิดไม่ซื่อเอานะคะ”
พูดจบ เจ้าขาก็หมุนตัวเดินเชิดหน้าตรงดิ่งไปยังห้องนอนของตัวเองที่อยู่อีกฝั่งของเพนต์เฮาส์ แผ่นหลังบางตั้งตรงสง่างาม ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใด ๆ เสียงประตูปิดลงและตามด้วยเสียงล็อคกลอนดัง แกร๊ก อย่างชัดเจน
กวินทร์ยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องโถงราวกับรูปปั้นหิน คำพูดสวนกลับของหญิงสาวยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
‘คิดไม่ซื่อ...’
มือหนาที่ทิ้งขนาบข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ตามจังหวะการสูบฉีดของหัวใจที่บ้าคลั่ง
ใช่...เธอพูดถูกทุกอย่าง เขาคิดไม่ซื่อ คิดไม่ซื่อมานานแล้วด้วย นานจนเขาเองก็จำไม่ได้ว่าความรู้สึกบ้า ๆ นี้มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
ชายหนุ่มเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นอย่างหัวเสีย เขาสาวเท้าเดินกลับไปที่โต๊ะ คว้าแก้ววิสกี้ขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ความร้อนผ่าวของแอลกอฮอล์บาดลึกลงไปในลำคอ แต่มันไม่อาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มของตัณหาและความหึงหวงที่กำลังแผดเผาอยู่ข้างใน
กวินทร์รู้ตัวดีว่า เส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างคำว่า ‘อา’ กับ ‘หลาน’ ที่เขาพยายามขีดเอาไว้ บัดนี้มันกำลังถูกแรงสั่นสะเทือนจากความดื้อรั้นและเสน่ห์ของเจ้าขา สั่นคลอนจนแทบจะพังทลายลงมาอยู่รอมร่อ
และถ้าวันไหนที่เข็มตบะของเขาขาดผึง วันนั้นเธอจะได้รู้ว่า ผู้ปกครองวัยสี่สิบสองปีที่เธอหาว่าแก่คนนี้ จะสั่งสอนเด็กดื้อที่ชอบลองดี ให้ครางเรียกชื่อเขาไปทั้งคืนได้อย่างไร
ชายหนุ่มกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำเย็นจัดดับความรุ่มร้อนที่กำลังทรมานเขาให้มอดดับลงเป็นรอบที่สองของค่ำคืนนี้
“คุยอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มละมุนดังขึ้น เจ้าขาเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ท็อป! บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้มีเรียนตึกนี้เหรอคะ” ‘ท็อป’ หรือ ชยธร รุ่นพี่ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดีกรีอดีตเดือนคณะและนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวสะอาดตา รอยยิ้มอบอุ่น และที่สำคัญ...เขาเป็นผู้ชายประเภทธงเขียวที่เพอร์เฟกต์ในสายตาของสาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย “พี่แวะเอาขนมมาให้เราน่ะสิ เห็นบ่นในไอจีสตอรี่ว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก เช้านี้เลยอยากกินอะไรหวาน ๆ” ท็อปพูดพลางวางถุงกระดาษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้าขา “มูสเค้กสตรอว์เบอร์รี ร้านที่เจ้าขาชอบ พี่ไปต่อคิวซื้อมาให้ตั้งแต่ร้านเปิดเลยนะ” “โห...พี่ท็อป น่ารักที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เจ้าขารับถุงขนมมาด้วยความเกรงใจปนดีใจ รอยยิ้มของเธอสว่างไสวจนคนมองแทบจะตาพร่า “แหม ๆ ๆ มีการตามดูไอจีสตอรี่แล้วไปต่อคิวซื้อขนมมาเสิร์ฟถึงที่” เจไดส่งเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ “แบบนี้เรียกพี่ชายที่แสนดีหรือว่าผู้ชายท
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้ เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่
คำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน “อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ” กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วร
เข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง ‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่
ใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด “นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช “บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ” กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที “นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล” คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหน
หยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร







