ログインแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด
กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้
เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา
เธอไม่ได้ดูยั่วยวนเหมือนเมื่อคืน แต่มันกลับดึงดูดสายตาของคนมองได้อย่างน่าประหลาด
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยทักทายเรียบ ๆ เจ้าขาเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกวินทร์ออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง เธอหยิบขนมปังปิ้งแผ่นหนึ่งมาทาแยมสตรอว์เบอร์รีอย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์ปะทะคารมอันดุเดือดเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น
กวินทร์ลดแท็บเล็ตลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบลอบมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังเคี้ยวขนมปังตุ้ย ๆ อย่างมันเขี้ยวปนหงุดหงิด เขาอดนอนแทบตายเพราะมัวแต่นั่งสงบสติอารมณ์และอาบน้ำเย็นไปถึงสองรอบ แต่ยายเด็กตัวแสบกลับตื่นมาหน้าตาแจ่มใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดเลยสักนิด
“วันนี้เลิกเรียนกี่โมง” ชายหนุ่มเปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงอำนาจดุจผู้บริหารที่กำลังซักไซ้พนักงาน
“บ่ายสามค่ะ” เจ้าขาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “แต่หนูมีนัดคุยเรื่องโปรเจกต์จบกับเพื่อนที่ห้องสมุดต่อ คงกลับเย็น ๆ”
“เพื่อนคนไหน ยิหวากับเจได หรือว่ามีคนอื่นด้วย”
คำถามที่จี้ลึกและเจาะจงเกินกว่าปกติ ทำให้มือที่กำลังถือแก้วนมสดของเจ้าขาชะงัก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ปกครองหนุ่ม แววตาของเธอไม่ได้ฉายความหวาดกลัวหรือเกรงอกเกรงใจเหมือนตอนเป็นเด็ก เธอมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“มีเพื่อนในกลุ่มโปรเจกต์อีกสามคนค่ะ เป็นผู้หญิงสอง ผู้ชายหนึ่ง” เธอจงใจเน้นคำว่าผู้ชายให้ชัดเจน “คุณอาจะรับรายชื่อพร้อมรหัสนักศึกษาไปให้เลขาตรวจสอบประวัติด้วยเลยไหมคะ”
“จิณณพัต!” กวินทร์กดเสียงต่ำ วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะดังกึก “อาแค่ถามเพราะความเป็นห่วง ไม่จำเป็นต้องประชด”
“หนูไม่ได้ประชดค่ะ หนูแค่เสนอทางเลือกเพื่อความสบายใจของผู้ปกครอง” เจ้าขาวางแก้วนมลงอย่างเชื่องช้า เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตอบโต้สายตาดุดันนั้นอย่างไม่ลดละ “หนูโตแล้วนะคะ บรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถตัดสินใจเองได้ว่าใครคือเพื่อน ใครคือคนแปลกหน้า อาวินไม่ต้องกลัวว่าหนูจะไปทำเรื่องเหลวแหลกให้เสื่อมเสียถึงนามสกุลอัครกุลหรอกค่ะ”
คำว่าเหลวแหลกที่เขาใช้ตอกหน้าเธอเมื่อคืน ถูกหญิงสาวหยิบยกขึ้นมาตวัดกลับคืนราวกับใบมีดอาบยาพิษ กวินทร์ขบกรามแน่นจนเจ็บปวดไปหมด เขาเกลียดกำแพงความเหินห่างที่เธอพยายามสร้างขึ้นมา เกลียดแววตาหยิ่งทะนงที่ไม่ยอมโอนอ่อนให้เขาเหมือนเมื่อก่อน
‘เด็กดื้อ...ถ้าไม่ใช่เพราะคำสัญญาป่านนี้จับพาดบ่าตีให้เข็ดไปแล้ว’
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ พยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ผสมปนเปกับความปรารถนาอันลึกซึ้ง เขาหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ตอนเย็นอาจะให้ลุงชมเอารถไปรับ อย่าเถลไถล”
เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคคำสั่งเด็ดขาด ก่อนจะหันหลังเดินสืบเท้าออกไปจากห้องอาหารอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์อันเป็นเอกลักษณ์ค่อย ๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เจ้าขามองตามแผ่นหลังกว้างที่ลับสายตาไป ทันทีที่คล้อยหลังเขา ไหล่บางที่เคยตั้งตรงอย่างหยิ่งทะนงก็ลู่ลงเล็กน้อย หญิงสาวถอนหายใจยาว มือบางยกขึ้นลูบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ตรงตำแหน่งที่ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นกำลังเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมา
การปั้นหน้าเก่งกาจและต่อปากต่อคำกับผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในชีวิต มันต้องใช้พลังงานมหาศาลขนาดไหน ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอ เธอไม่ได้เกลียดเขา แต่เธอเกลียดเส้นกั้นบาง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา เกลียดคำว่า ‘ผู้ปกครอง’ ที่คอยย้ำเตือนสถานะอันเป็นไปไม่ได้นี้ต่างหาก
“หนูไม่ได้อยากเป็นหลานของคุณอานะคะ คนบ้า”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะรีบหยิบกระเป๋าสะพายเพื่อเตรียมตัวออกไปมหาวิทยาลัย เผชิญหน้ากับโลกภายนอกที่เธอต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง
**************************************
มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านรังสิตคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาในยามสาย บรรยากาศใต้ตึกคณะบริหารธุรกิจเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจ
“อีคุณหนูเจ้าขา! ทางนี้ย่ะ!”
เสียงเรียกแหลมปรี๊ดของเจได เพื่อนสาวประเภทสองที่แต่งตัวจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังข้ามโต๊ะม้าหินอ่อนมาแต่ไกล ข้าง ๆ กันนั้นมียิหวา สาวห้าวผมสั้นกุดในชุดนักศึกษาชายที่กำลังนั่งดูดชานมไข่มุกอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจ้าขาเดินยิ้มร่าเข้าไปหาเพื่อนสนิททั้งสองคน ทันทีที่เธอนั่งลง เจไดก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับหรี่ตามองจับผิด
“เมื่อคืนเป็นไงยะ กลับถึงคอนโดกี่โมง ตาลุงมาเฟียนั่นบ่นจนหูชาเลยล่ะสิ”
“ก็ปกตินั่นแหละ หน้าตึงเป็นรูปปั้นเหมือนเดิม” เจ้าขาตอบปัด ๆ หยิบเอกสารประกอบการเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะ “ไม่ได้บ่นอะไรมากหรอก แค่ไล่ให้ไปอาบน้ำเพราะเหม็นกลิ่นเหล้า”
“แหม...ทำเป็นบ่น เหม็นกลิ่นเหล้าหรือหวงที่หลานสาวใส่ชุดสายเดี่ยวเว้าลึกกันแน่ยะ” เจไดเบะปาก “ฉันเห็นสายตาเขาตอนมารับแกวันก่อนนะ มองพวกผู้ชายที่เดินผ่านแกแทบจะกินเลือดกินเนื้อ หวงก้างชัด ๆ”
“แกก็พูดไปเจได อาวินเขาแค่ทำตามหน้าที่ผู้ปกครองนั่นแหละ” เจ้าขาหลบสายตาเพื่อน พยายามเปิดชีทเรียนเพื่อกลบเกลื่อนความว้าวุ่นใจ
“หน้าที่ผู้ปกครองบ้าบออะไร มองหลานด้วยสายตาแบบนั้น” ยิหวาแทรกขึ้นมาบ้างพร้อมกับวางแก้วชานมลงบนโต๊ะ “นี่ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นคนรับแกมาเลี้ยงนะ ฉันนึกว่าเขาเป็นผัว...เอ้ย! เป็นแฟนแกไปแล้ว ดุยิ่งกว่าจงอางหวงไข่”
“พวกแกหยุดพูดเรื่องอาวินได้แล้ว วันนี้ฉันปวดหัวมามากพอแล้วนะ” เจ้าขาถอนหายใจ ปิดชีทเรียนลงอย่างหงุดหงิด “มาคุยเรื่องโปรเจกต์วิชาการตลาดดีกว่า ข้อมูลส่วนของยิหวาเสร็จยัง”
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะ พร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวที่ทำให้สาว ๆ โต๊ะข้าง ๆ ถึงกับต้องหันมามองกันตาค้าง
สิบสี่ปีที่แล้ว…โลกของเด็กผู้หญิงวัยสิบขวบที่ชื่อเจ้าขา พังทลายลงพร้อมกับสายฝนที่โหมกระหน่ำในวันเผาศพคุณพ่อ ฉันยังจำความรู้สึกโดดเดี่ยว หนาวเหน็บ และหวาดกลัวจับใจในวันนั้นได้ดี ญาติพี่น้องที่เคยยิ้มแย้มใจดี บัดนี้กลับกลายร่างเป็นฝูงแร้งกาที่จ้องจะรุมทึ้งสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ ฉันกอดรูปหน้าศพพ่อแน่น ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ตัวสั่นเทาอยู่มุมศาลา ในหัวคิดแค่ว่าชีวิตนี้ฉันคงไม่เหลือใครอีกแล้ว โลกทั้งใบมันมืดมิดไปหมด จนกระทั่งผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิท ก้าวเข้ามาบังหน้าฉันเอาไว้ ‘กวินทร์ อัครกุล’ นั่นคือชื่อของผู้ชายที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตฉัน เขาเปรียบเสมือนกำแพงหินผาที่แข็งแกร่งและเย็นชา เขาตอกหน้าญาติพวกนั้นจนหน้าหงายด้วยอำนาจและเงินตรา ก่อนจะประกาศรับฉันไปดูแลในฐานะ ‘เด็
ผมยังจำวันแรกที่สายฝนโปรยปรายลงมาตอกย้ำความสูญเสียในศาลาวัดเก่า ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดี ในวัยสามสิบเอ็ดปี โลกของ ‘กวินทร์ อัครกุล’ มีแค่การเจรจาธุรกิจ ตัวเลขหลักพันล้าน และการขยายอำนาจ ผมเป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตด้วยเหตุผลและความเด็ดขาด ไม่เคยมีความอ่อนโยน ไม่เคยรู้จักความหมายของคำว่าครอบครัว จนกระทั่งไอ้พล...เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมด่วนจากไป ทิ้งสายเลือดเพียงคนเดียวของมันเอาไว้ท่ามกลางฝูงแร้งกาที่จ้องจะฮุบสมบัติ เด็กผู้หญิงวัยสิบขวบ ตัวผอมบาง สวมชุดกระโปรงสีดำยืนร้องไห้กอดรูปหน้าศพพ่อแน่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก็แฝงความหยิ่งทะนงไม่ยอมแพ้ใคร วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปบังหน้าญาติหน้าเงินพวกนั้น แล้วประกาศตัวรับอุปการะเธอในฐานะ ‘ผู้ปกครอง’ ผมสาบานกับตัวเองแค่ว่า ผมจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนเพื่อนรัก 
เสียงเกลียวคลื่นกระทบหาดทรายสีขาวละเอียด ผสานกับสายลมเอื่อยที่พัดพากลิ่นอายของท้องทะเลเข้ามาทางบานกระจกที่เปิดกว้าง บรรยากาศของพูลวิลล่าส่วนตัวสุดหรูบนเกาะมัลดีฟส์ ช่างเงียบสงบและเป็นใจสำหรับการพักผ่อน ทว่าสำหรับกวินทร์ อัครกุล แล้ว ทริปนี้ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่มันคือการทวงคืนเวลาฮันนีมูนที่เขาเฝ้ารอคอยมาถึงสามปีเต็ม หลังจากยอมใจแข็งทิ้งยัยหนูจันทร์เจ้าไว้ในความดูแลของคุณหญิงแขไขได้สำเร็จ ท่านประธานจอมหวงก็รีบจัดการจองเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนย้อนหลังแบบสองต่อสองทันที เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าขาเริ่มตั้งครรภ์ ทว่าดูเหมือนว่าเป้าหมายของเขาจะไม่ได้ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ กวินทร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน
ความเจ็บปวดจากการบีบรัดตัวของมดลูกกินเวลายาวนานกว่าแปดชั่วโมง ภายในห้องคลอดระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ใช่จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มาจากรังสีอำมหิตปนความตื่นตระหนกของประธานอัครกุล กรุ๊ป ที่สวมชุดปลอดเชื้อสีเขียวยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “อ๊ะ...พี่วิน...หนูเจ็บ...” เจ้าขานิ่วหน้า เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มกรอบหน้าหวาน มือบางจิกทึ้งผ้าปูเตียงสลับกับบีบฝ่ามือหนาของสามีแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ทว่ากวินทร์กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ความกลัวสูญเสียและความสงสารภรรยาจับขั้วหัวใจจนมาเฟียหนุ่มผู้กุมบังเหียนธุรกิจหมื่นล้านถึงกับน้ำตารื้น “อดทนอีกนิดนะคนดี พี่อยู่นี่แล้ว พี่อยู่ตรงนี้” กวินทร์เสียงสั่นพร่า ยกมืออีกข้างขึ้นลูบผมชื้นเหงื่อของภรรยาอย่างทะนุถนอม เ
เงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน เผยให้เห็นร่างอรชรในชุดเจ้าสาวที่งดงามราวกับภาพวาดฝัน ชุดผ้าไหมเครปสีขาวมุกนำเข้าจากฝรั่งเศส ถูกออกแบบเป็นทรงปาดไหล่ เผยให้เห็นช่วงบอดี้สูทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างประณีต ไร้ซึ่งคริสตัลระยิบระยับหรือลูกไม้ฟู่ฟ่าให้ดูรกรุงรัง ทว่าความเรียบหรูของการจับจีบผ้าและการทิ้งตัวของชายกระโปรงยาวลากพื้น กลับขับเน้นให้เจ้าสาวดูสง่างาม เลอค่า และที่สำคัญมันช่วยพรางหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่สิบเอ็ดได้อย่างแนบเนียน เจ้าขายืนนิ่งงัน ดวงตากลมโตที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงามสั่นระริกขณะจ้องมองภาพตัวเองในกระจก สัมผัสอุ่น ๆ จากฝ่ามือของสตรีสูงวัยที่กำลังช่วยจัดระเบียบชายกระโปรงและผ้าคลุมผมอยู่ด้านหลัง ทำเอาหัวใจของหญิงสาวพองโตด้วยความตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ “พอดีเป๊ะเลย ฝีมือการวาดแพตเทิร์นและการขึ้นโครงของฉันยังไม่ตกสินะ” ค
“โห!” เจไดกับยิหวาร้องประสานเสียงกันด้วยความทึ่ง “คุณหญิงแม่ยอมรับแกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แถมยังเอ็นดูสุด ๆ ไปเลยนะเนี่ย ยินดีด้วยนะเจ้าขา” ยิหวายิ้มกว้างให้เพื่อนอย่างจริงใจ “คุณแม่ท่านตื่นเต้นยิ่งกว่าพี่อีก ท่านหมกตัวอยู่ในห้องตัดเสื้อมาหลายวันแล้ว” กวินทร์ยิ้มกริ่ม ดึงมือเล็กมากุมไว้ “เห็นว่าแอบสั่งนำเข้าผ้าไหมมาเพื่อหนูโดยเฉพาะเลยนะ พี่เองก็ยังไม่เห็นเหมือนกันว่าชุดจะออกมาเป็นแบบไหน” “แล้วดูสิคะนายหญิง มีชุดเจ้าสาวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชุดเดียวในโลกแล้ว เรามาดูการ์ดกันต่อเลย” เจไดกางแค็ตตาล็อกการ์ดแต่งงานแบบต่าง ๆ ลงบนโต๊ะ “จะเอาธีมหรูหราหมาเห่า ธีมมินิมอล หรือธีมแกสบี้ เชิญจิ้มเลยค่ะ” เจ้าขากวาดสายตามองการ์ดสวยงามนับสิบแบบด้วยความตื่นเต้น หญิงสาวหยิบการ์ดสีขาวมุกที่ประดับด้วยริบบิ้นสีน้
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...เพนต์เฮาส์หรูบนชั้นสูงสุดของ The Cloud Residence ที่เคยกว้างขวาง บัดนี้กลับดูเวิ้งว้างและอ้างว้างจนน่าใจหาย ความเงียบสงัด
เวลาเที่ยงคืนสิบห้านาที ประตูดิจิทัลของเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อค ร่างบางของเจ้าขาเดินลากเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างหมดสภาพ ความเหนื่อยล้าจากการเรียนและการยืนทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หญิงสาวทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนชั้นว
กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณร้านอาหารกึ่งคาเฟ่สไตล์ฝรั่งเศสย่านทองหล่อที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและราคาที่แพงหูฉี่ บรรยากาศในช่วงเย็นวันศุกร์คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าระดับไฮเอนด์ ทั้งนักธุรกิจหนุ่มสาวและกลุ่มโซเชียลไลต์
“มึงหลอกคนทั้งโลกได้กวินทร์ แต่มึงหลอกตัวมึงเองไม่ได้หรอก” หมอภัคถอนหายใจยาว เมื่อเห็นเพื่อนรักเงียบไปและมีสีหน้าเจ็บปวด “กูเตือนมึงในฐานะเพื่อนนะ เส้นกั้นระหว่างคำว่าผู้ปกครองกับผู้ชายคนหนึ่ง มันบางมาก และถ้ามึงข้ามมันไปเมื่อไห




![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


