LOGINแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด
กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้
เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา
เธอไม่ได้ดูยั่วยวนเหมือนเมื่อคืน แต่มันกลับดึงดูดสายตาของคนมองได้อย่างน่าประหลาด
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยทักทายเรียบ ๆ เจ้าขาเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกวินทร์ออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง เธอหยิบขนมปังปิ้งแผ่นหนึ่งมาทาแยมสตรอว์เบอร์รีอย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์ปะทะคารมอันดุเดือดเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น
กวินทร์ลดแท็บเล็ตลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบลอบมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังเคี้ยวขนมปังตุ้ย ๆ อย่างมันเขี้ยวปนหงุดหงิด เขาอดนอนแทบตายเพราะมัวแต่นั่งสงบสติอารมณ์และอาบน้ำเย็นไปถึงสองรอบ แต่ยายเด็กตัวแสบกลับตื่นมาหน้าตาแจ่มใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดเลยสักนิด
“วันนี้เลิกเรียนกี่โมง” ชายหนุ่มเปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงอำนาจดุจผู้บริหารที่กำลังซักไซ้พนักงาน
“บ่ายสามค่ะ” เจ้าขาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “แต่หนูมีนัดคุยเรื่องโปรเจกต์จบกับเพื่อนที่ห้องสมุดต่อ คงกลับเย็น ๆ”
“เพื่อนคนไหน ยิหวากับเจได หรือว่ามีคนอื่นด้วย”
คำถามที่จี้ลึกและเจาะจงเกินกว่าปกติ ทำให้มือที่กำลังถือแก้วนมสดของเจ้าขาชะงัก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ปกครองหนุ่ม แววตาของเธอไม่ได้ฉายความหวาดกลัวหรือเกรงอกเกรงใจเหมือนตอนเป็นเด็ก เธอมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“มีเพื่อนในกลุ่มโปรเจกต์อีกสามคนค่ะ เป็นผู้หญิงสอง ผู้ชายหนึ่ง” เธอจงใจเน้นคำว่าผู้ชายให้ชัดเจน “คุณอาจะรับรายชื่อพร้อมรหัสนักศึกษาไปให้เลขาตรวจสอบประวัติด้วยเลยไหมคะ”
“จิณณพัต!” กวินทร์กดเสียงต่ำ วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะดังกึก “อาแค่ถามเพราะความเป็นห่วง ไม่จำเป็นต้องประชด”
“หนูไม่ได้ประชดค่ะ หนูแค่เสนอทางเลือกเพื่อความสบายใจของผู้ปกครอง” เจ้าขาวางแก้วนมลงอย่างเชื่องช้า เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตอบโต้สายตาดุดันนั้นอย่างไม่ลดละ “หนูโตแล้วนะคะ บรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถตัดสินใจเองได้ว่าใครคือเพื่อน ใครคือคนแปลกหน้า อาวินไม่ต้องกลัวว่าหนูจะไปทำเรื่องเหลวแหลกให้เสื่อมเสียถึงนามสกุลอัครกุลหรอกค่ะ”
คำว่าเหลวแหลกที่เขาใช้ตอกหน้าเธอเมื่อคืน ถูกหญิงสาวหยิบยกขึ้นมาตวัดกลับคืนราวกับใบมีดอาบยาพิษ กวินทร์ขบกรามแน่นจนเจ็บปวดไปหมด เขาเกลียดกำแพงความเหินห่างที่เธอพยายามสร้างขึ้นมา เกลียดแววตาหยิ่งทะนงที่ไม่ยอมโอนอ่อนให้เขาเหมือนเมื่อก่อน
‘เด็กดื้อ...ถ้าไม่ใช่เพราะคำสัญญาป่านนี้จับพาดบ่าตีให้เข็ดไปแล้ว’
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ พยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ผสมปนเปกับความปรารถนาอันลึกซึ้ง เขาหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ตอนเย็นอาจะให้ลุงชมเอารถไปรับ อย่าเถลไถล”
เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคคำสั่งเด็ดขาด ก่อนจะหันหลังเดินสืบเท้าออกไปจากห้องอาหารอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์อันเป็นเอกลักษณ์ค่อย ๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เจ้าขามองตามแผ่นหลังกว้างที่ลับสายตาไป ทันทีที่คล้อยหลังเขา ไหล่บางที่เคยตั้งตรงอย่างหยิ่งทะนงก็ลู่ลงเล็กน้อย หญิงสาวถอนหายใจยาว มือบางยกขึ้นลูบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ตรงตำแหน่งที่ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นกำลังเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมา
การปั้นหน้าเก่งกาจและต่อปากต่อคำกับผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในชีวิต มันต้องใช้พลังงานมหาศาลขนาดไหน ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอ เธอไม่ได้เกลียดเขา แต่เธอเกลียดเส้นกั้นบาง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา เกลียดคำว่า ‘ผู้ปกครอง’ ที่คอยย้ำเตือนสถานะอันเป็นไปไม่ได้นี้ต่างหาก
“หนูไม่ได้อยากเป็นหลานของคุณอานะคะ คนบ้า”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะรีบหยิบกระเป๋าสะพายเพื่อเตรียมตัวออกไปมหาวิทยาลัย เผชิญหน้ากับโลกภายนอกที่เธอต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง
**************************************
มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านรังสิตคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาในยามสาย บรรยากาศใต้ตึกคณะบริหารธุรกิจเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจ
“อีคุณหนูเจ้าขา! ทางนี้ย่ะ!”
เสียงเรียกแหลมปรี๊ดของเจได เพื่อนสาวประเภทสองที่แต่งตัวจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังข้ามโต๊ะม้าหินอ่อนมาแต่ไกล ข้าง ๆ กันนั้นมียิหวา สาวห้าวผมสั้นกุดในชุดนักศึกษาชายที่กำลังนั่งดูดชานมไข่มุกอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจ้าขาเดินยิ้มร่าเข้าไปหาเพื่อนสนิททั้งสองคน ทันทีที่เธอนั่งลง เจไดก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับหรี่ตามองจับผิด
“เมื่อคืนเป็นไงยะ กลับถึงคอนโดกี่โมง ตาลุงมาเฟียนั่นบ่นจนหูชาเลยล่ะสิ”
“ก็ปกตินั่นแหละ หน้าตึงเป็นรูปปั้นเหมือนเดิม” เจ้าขาตอบปัด ๆ หยิบเอกสารประกอบการเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะ “ไม่ได้บ่นอะไรมากหรอก แค่ไล่ให้ไปอาบน้ำเพราะเหม็นกลิ่นเหล้า”
“แหม...ทำเป็นบ่น เหม็นกลิ่นเหล้าหรือหวงที่หลานสาวใส่ชุดสายเดี่ยวเว้าลึกกันแน่ยะ” เจไดเบะปาก “ฉันเห็นสายตาเขาตอนมารับแกวันก่อนนะ มองพวกผู้ชายที่เดินผ่านแกแทบจะกินเลือดกินเนื้อ หวงก้างชัด ๆ”
“แกก็พูดไปเจได อาวินเขาแค่ทำตามหน้าที่ผู้ปกครองนั่นแหละ” เจ้าขาหลบสายตาเพื่อน พยายามเปิดชีทเรียนเพื่อกลบเกลื่อนความว้าวุ่นใจ
“หน้าที่ผู้ปกครองบ้าบออะไร มองหลานด้วยสายตาแบบนั้น” ยิหวาแทรกขึ้นมาบ้างพร้อมกับวางแก้วชานมลงบนโต๊ะ “นี่ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นคนรับแกมาเลี้ยงนะ ฉันนึกว่าเขาเป็นผัว...เอ้ย! เป็นแฟนแกไปแล้ว ดุยิ่งกว่าจงอางหวงไข่”
“พวกแกหยุดพูดเรื่องอาวินได้แล้ว วันนี้ฉันปวดหัวมามากพอแล้วนะ” เจ้าขาถอนหายใจ ปิดชีทเรียนลงอย่างหงุดหงิด “มาคุยเรื่องโปรเจกต์วิชาการตลาดดีกว่า ข้อมูลส่วนของยิหวาเสร็จยัง”
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะ พร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวที่ทำให้สาว ๆ โต๊ะข้าง ๆ ถึงกับต้องหันมามองกันตาค้าง
“คุยอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มละมุนดังขึ้น เจ้าขาเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ท็อป! บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้มีเรียนตึกนี้เหรอคะ” ‘ท็อป’ หรือ ชยธร รุ่นพี่ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดีกรีอดีตเดือนคณะและนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวสะอาดตา รอยยิ้มอบอุ่น และที่สำคัญ...เขาเป็นผู้ชายประเภทธงเขียวที่เพอร์เฟกต์ในสายตาของสาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย “พี่แวะเอาขนมมาให้เราน่ะสิ เห็นบ่นในไอจีสตอรี่ว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก เช้านี้เลยอยากกินอะไรหวาน ๆ” ท็อปพูดพลางวางถุงกระดาษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้าขา “มูสเค้กสตรอว์เบอร์รี ร้านที่เจ้าขาชอบ พี่ไปต่อคิวซื้อมาให้ตั้งแต่ร้านเปิดเลยนะ” “โห...พี่ท็อป น่ารักที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เจ้าขารับถุงขนมมาด้วยความเกรงใจปนดีใจ รอยยิ้มของเธอสว่างไสวจนคนมองแทบจะตาพร่า “แหม ๆ ๆ มีการตามดูไอจีสตอรี่แล้วไปต่อคิวซื้อขนมมาเสิร์ฟถึงที่” เจไดส่งเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ “แบบนี้เรียกพี่ชายที่แสนดีหรือว่าผู้ชายท
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้ เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่
คำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน “อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ” กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วร
เข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง ‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่
ใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด “นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช “บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ” กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที “นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล” คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหน
หยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร







