LOGINเข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน
กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้
เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง
‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’
ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ
ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่การเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ ผุดขึ้นมาในหัว กวินทร์ยอมรับกับตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า หลานสาวนอกไส้ของเขาโตขึ้นมาก โตจนกลายเป็นหญิงสาวสะพรั่งที่สวยจัดจนสะกดทุกสายตา ผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างอรชรที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนเย้ายวน ประกอบกับนิสัยช่างพูดช่างเจรจา ทำให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของพวกแมลงภู่แมลงวันที่จ้องจะเข้ามาตอมอย่างไม่ต้องสงสัย
และคืนนี้เจ้าขาขออนุญาตไปงานเลี้ยงสายรหัสที่ผับกึ่งบาร์แถวทองหล่อ
ติ๊ด...ติ๊ด...แกร๊ก
เสียงปลดล็อคประตูดิจิทัลดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องโถง กวินทร์ชะงักความคิดทั้งหมด เขาวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า แล้วเอนหลังพิงพนักโซฟา ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงและดุดัน ดั่งเช่นหน้ากาก ‘คุณอาเจ้าระเบียบ’ ที่เขามักจะสวมใส่มันเสมอเวลาอยู่ต่อหน้าเธอ
บานประตูเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับถอดรองเท้าส้นสูงสีดำเข็มปรี๊ดถือไว้ในมือข้างหนึ่ง
กวินทร์ปรายตามองผู้มาใหม่ แล้วลมหายใจของเขาก็แทบจะสะดุดกึก
ชุดนักศึกษาทรงเอที่เธอใส่ตอนออกจากห้องไปเมื่อเช้าหายไปไหนก็ไม่รู้ บัดนี้เจ้าขาอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าซาตินสีดำสนิทแนบเนื้อ ความยาวของมันสั้นจู๋จนแทบจะปิดต้นขาขาวเนียนไว้ไม่มิด โชคดีที่เธอยังสวมเบลเซอร์ตัวโคร่งทับเอาไว้ แต่กระนั้นคอเสื้อที่เว้าลึกก็ยังเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มรำไรยามที่เธอขยับตัว
“รู้ไหมว่านี่มันกี่โมงแล้ว...จิณณพัต”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้องนั่งเล่น ทำเอาคนที่กำลังจะเดินย่องเข้าห้องนอนชะงักฝีเท้า เจ้าขาหันขวับมาตามเสียง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของคนเป็นอานั่งจ้องหน้าเธออยู่บนโซฟา
แทนที่จะมีท่าทีหวาดกลัวหรือลุกลี้ลุกลนเหมือนเด็กทำความผิด เจ้าขากลับยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูทั้งดื้อรั้นและท้าทายผุดขึ้นที่มุมปากเคลือบลิปสติกสีแดงระเรื่อ
“ตีหนึ่งสิบห้านาทีค่ะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสะทกสะท้าน “อาวินยังไม่นอนอีกเหรอคะ พรุ่งนี้มีประชุมบอร์ดบริหารแต่เช้าไม่ใช่หรือไง”
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง อาถามว่าทำไมเพิ่งกลับ” กวินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินช้า ๆ เข้ามาหาคนดื้อรั้นด้วยท่วงท่าคุกคาม “กติกาของบ้านนี้คือเที่ยงคืนไม่ใช่หรือไง”
เจ้าขาวางรองเท้าส้นสูงลงบนชั้นวาง แล้วเดินนวดขมับเข้ามาที่โซนห้องครัวเพื่อรินน้ำเปล่าดื่ม กลิ่นหอมหวานของวานิลลาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเธอลอยมาปะทะจมูกกวินทร์ แต่คืนนี้มันถูกเจือปนด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ และกลิ่นควันบุหรี่จากสถานที่อโคจร
“งานเลี้ยงสายรหัสมันเลิกดึกนี่คะ หนูอยู่ปีสี่แล้วนะ เป็นพี่ใหญ่ จะให้ชิ่งหนีกลับก่อนน้อง ๆ ได้ยังไง เสียสปิริตหมด” เธออธิบายพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“เสียสปิริตหรือห่วงเล่นจนลืมเวลากันแน่”
กวินทร์เดินมาหยุดอยู่ซ้อนด้านหลังหญิงสาว ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความร้อนจากกายแกร่งแผ่ซ่านจนเจ้าขารู้สึกได้ที่แผ่นหลัง แต่เธอเลือกที่จะยืนนิ่ง ไม่ขยับหนี
“แล้วชุดนี่มันอะไร อาจำได้ว่าเมื่อเช้าเราไม่ได้ใส่ชุดนี้นี่” นัยน์ตาคมกริบกวาดมองแผ่นหลังบางที่โผล่พ้นรอยแยกของเบลเซอร์
“ไปปาร์ตี้ก็ต้องเปลี่ยนชุดสิคะ ชุดนี้ยิหวาให้ยืม” เจ้าขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะประชิดทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตกว่า เธอหมุนตัวเล็กน้อยเพื่อให้เขาดูชุด “สวยไหมคะ”
ชายกระโปรงซาตินที่สั้นอยู่แล้วร่นขึ้นตามจังหวะการหมุน เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนตา กวินทร์เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นจนปูดโปน เขากำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณดิบในส่วนลึกอย่างหนักหน่วง
“สั้นจู๋ขนาดนี้ สวยตรงไหน” เขากดเสียงให้ต่ำลงและดุดันยิ่งขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว “ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ กลิ่นเหล้าหึ่ง อาไม่ชอบ แล้วจำไว้เลยนะ ว่าห้ามใส่ชุดแบบนี้ออกไปไหนอีก อาไม่อนุญาต”
“คุยอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มละมุนดังขึ้น เจ้าขาเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ท็อป! บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้มีเรียนตึกนี้เหรอคะ” ‘ท็อป’ หรือ ชยธร รุ่นพี่ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดีกรีอดีตเดือนคณะและนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวสะอาดตา รอยยิ้มอบอุ่น และที่สำคัญ...เขาเป็นผู้ชายประเภทธงเขียวที่เพอร์เฟกต์ในสายตาของสาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย “พี่แวะเอาขนมมาให้เราน่ะสิ เห็นบ่นในไอจีสตอรี่ว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก เช้านี้เลยอยากกินอะไรหวาน ๆ” ท็อปพูดพลางวางถุงกระดาษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้าขา “มูสเค้กสตรอว์เบอร์รี ร้านที่เจ้าขาชอบ พี่ไปต่อคิวซื้อมาให้ตั้งแต่ร้านเปิดเลยนะ” “โห...พี่ท็อป น่ารักที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เจ้าขารับถุงขนมมาด้วยความเกรงใจปนดีใจ รอยยิ้มของเธอสว่างไสวจนคนมองแทบจะตาพร่า “แหม ๆ ๆ มีการตามดูไอจีสตอรี่แล้วไปต่อคิวซื้อขนมมาเสิร์ฟถึงที่” เจไดส่งเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ “แบบนี้เรียกพี่ชายที่แสนดีหรือว่าผู้ชายท
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้ เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่
คำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน “อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ” กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วร
เข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง ‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่
ใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด “นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช “บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ” กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที “นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล” คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหน
หยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร







