LOGIN
ติ๊งงงงงงง เสียงสัญญาณจากลำโพงดังขึ้น เพื่อเป็นการบอกเวลาให้ทุกคนทราบ ว่าใกล้จะหมดเวลาในการทำข้อสอบและควรวางปากกาไว้บนโต๊ะ นักศึกษาแต่ละคนเริ่มทยอยลุกขึ้น พากันไปต่อแถวเพื่อส่งกระดาษข้อสอบให้กับผู้คุมสอบ หน้าตาของแต่ละคนห่อเหี่ยวไม่ใช่น้อย นั่นก็รวมถึงฉันด้วย ข้อสอบมันยากหรือเพราะฉันโง่กันแน่ แต่อ่านหนังสือเกือบจะทุกวันและทุกคืน อ่านทุกหน้าที่อ่านจารย์บอกว่ามีออกสอบ ใช่มันมีแต่มันก็น้อยแถมยังออกยากกว่าที่เรียนอยู่บ้าง ถ้าหนูไม่ได้เอ ก็ขอให้ได้บีบวกเถอะค่ะ
“เป็นไงมึง” อุ้มเดินมาจับไหล่ฉันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม สดใสแบบนี้แปลว่ามันทำข้อสอบได้ชัวร์หรือบางทีมันอาจจะไม่ได้ตอบอะไรเลยลงไปในกระดาษแล้วรอแก้อีกที “ใกล้ตายละ ข้อสอบออกเหมือนไม่อยากให้กูได้เอ” “อย่างน้อยก็ดีกว่าเอฟนะมึง” “เออ ก็จริง” พูดคุยกันอยู่อย่างนั้นก่อนจะตัดสินใจพากันลงมาจากตึกเพื่อไปกินข้าวที่โรงอาหาร เดินกันอยู่สองคนต่างจากคนอื่นๆ ที่จะพากันเดินมาเป็นกลุ่มใหญ่ พวกฉันสองคนลองพยายามที่จะหาเพื่อนเพิ่มแล้วแต่ก็ได้แค่พยายาม ตอนแรกคิดว่าสังคมไม่เอาแต่เปล่าเลยพวกฉันดันไม่เอาสังคมเสียเอง อาจจะเพราะไลฟ์สไตล์ด้วยละมั้ง เมื่อกินข้าวเสร็จก็คิดว่าจะพากันไปร้านคาราโอเกะเสียหน่อย เพื่อปลดปล่อยความเครียดจากการทำข้อสอบแต่อาจารย์ดันเตะตัดขาเรียกนักศึกษาที่เสี่ยงติดเอฟให้ไปพบที่ห้องพักอาจารย์เพื่อพูดคุยและหารือ ซึ่งไม่ใช่ฉันแต่ดันเป็นเพื่อนสาวตัวดีที่เน้นมาเรียนไม่เน้นเอางาน นอกจากเสียว่านั้นจะเป็นงานกลุ่มอะนะกว่าจะขึ้นปีสี่มาก็สะบักสะบอมกันไม่ใช่น้อย “มึงเอาอีกแล้วนะ” ฉันหันไปหาอุ้มเพื่อนสนิทที่แม่งขยันเสี่ยงติดเอฟอยู่เรื่อยไป ประหนึ่งว่าถ้าไม่เสี่ยงติดเอฟคงจะนอนไม่หลับน่าดู “เขาเรียกต้องซ้ำแผลเก่า” “ก็เหี้ยละ” ซ้ำแผลเก่าแบบนี้ลาออกซะให้มันจบ ๆ เดินขึ้นบันไดมาด้วยความเหนื่อยล้า พวกฉันทรุดตัวลงทันทีที่เมื่อถึงชั้นห้า ถ้าลิฟต์มันไม่เสียพวกฉันก็คงไม่สภาพเหมือนหมากันขนาดนี้ นั่งพักหายใจก่อนชัวครู่ให้หายเหนื่อย แล้วค่อยเข้าไปพบอาจารย์ ไม่นานพวกเราก็ออกมา เข้าไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเพราะไอ้อุ้มมันคุยง่ายและอีกไม่กี่คะแนนมันก็จะพ้นเอฟอาจารย์เลยให้มันกลับไปทำชิ้นงานที่ยังไม่ส่งแทน “แล้วมึงจะไปร้านคาราโอเกะไหม” “ไปดิ” “เค ปะไปกัน” พวกฉันพากันเดินไปที่ลิฟต์หวังว่าลิฟต์จะใช้งานได้แต่ก็ใช้ไม่ได้เหมือนเดิม ก็เลยต้องเดินวนมาลงที่บันไดแทน เดินลงตั้งแต่ชั้นห้าจนเกือบจะถึงชั้นสี่ เดินลงมากันอยู่ดีๆไอ้อุ้มก็ดันลื่นตรงบันไดทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก อุ้มมันคว้าตัวของฉันโดยที่ฉันไม่ได้จับราวบันไดเลยทำให้พวกเราทั้งคู่ตกลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง อุ้มนอนแน่นิ่งไปส่วนฉันยังคงมีสติอยู่บ้าง หนังตาของฉันหนักอึ้ง ทุกอย่างเริ่มพร่ามัวก่อนสติของฉันจะเริ่มดับวูบไปในที่สุด ฉันลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ แสงจากหลอดไฟกระทบเข้ากับดวงตาทำให้แสบตาเล็กน้อย ฉันค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้น หันซ้ายหันขวาเพื่อสำรวจจนรู้ว่าตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล….งั้นอุ้มมันก็น่าจะอยู่ด้วยเหมือนกันหรือเปล่า? พอคิดได้แบบนั้นฉันเลยรีบลงจากเตียง ฉันเป็นห่วงยายอุ้มมากเลยนะเพราะภาพสุดท้ายที่เห็นคือมันนอนแน่นิ่งไปแล้ว ขอให้อาการมันไม่หนักมากเถอะนะ เพียงแค่ชั่ววินาทีมือของฉันจะถึงลูกบิดประตูแต่ดันโดนแทรกขึ้นมาก่อน สายตาของพวกเราสบตากันจนหัวของฉันก็มีคำถามขึ้นมาว่านี่ใคร “ก็ดูไม่ได้เป็นอะไร” “คะ?” เขามองฉันเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จนฉันต้องเป็นคนเริ่มพูดเอง “ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าคุณเป็นใครแต่ช่วยหลีกทางให้ด้วยจะได้ไหมคะ?” “…..เมื่อกี้เธอพูดอะไร” “ฉันบอกให้คุณหลีกทางค่ะ” “ไม่ใช่อีกคำ” “อ่อ ทำไมเหรอคะฉันพูดอะไรผิด” “เธอจำฉันไม่ได้?” “จำไม่ได้เลยค่ะแล้วก็ไม่น่าจะรู้จักด้วย” เขาเงียบอีกครั้งก่อนจะดันฉันให้เข้ามาในห้อง เขาพาฉันมานั่งที่เตียงแล้วบอกให้อยู่ที่นี่เดี๋ยวเขามา ถึงฉันจะไม่เข้าใจก็เถอะว่าจะให้ฉันรออะไรแต่ก็ยอมรออย่างว่าง่าย ทันทีที่ประตูเปิดออกหมอก็เดินเข้ามาตรวจสอบร่างกายโดยที่เขาคนนั้นก็ยืนอยู่ด้วย “ก็ดูปกติดีนะครับ” “แล้วทำไมน้องของผมถึงจำผมไม่ได้ครับ” “หมอคิดว่าคนไข้น่าจะเป็นสภาวะสมองเสื่อมครับ” เขาพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันหน้ามาหาฉันส่วนฉันก็ทำท่าว่ามีอะไร แต่เขาบอกว่าฉันเป็นน้องนี่ ประเด็นคือฉันไม่มีพี่ชาย เกิดมาเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยมีใครคลานออกจากช่องคลอดแม่นอกฉัน แม่บอกมาแบบนั้น “ที่ว่าเธอตกบันไดพร้อมกับตาลก็เป็นเรื่องจริงสินะ” “ตาล?” “ใช่ตาล” ใครคะ ใครก่อน คนที่ตกบันไดกับฉันคือคนชื่ออุ้มไม่ใช่ชื่อตาล ทำไมรู้สึกแปลก ๆ ไม่มั้งคงไม่ใช่หรอกแต่ขอลองถามเพื่อความแน่ใจ “ใครตาลคะ” “….ก็คนที่เธอบอกไม่ชอบหน้าไง นี่หัวเธอกระทบกระเทือนกับพื้นแรงขนาดไหนกันถึงความจำเสื่อม” “ขอนอกเรื่องค่ะ คุณชื่ออะไรคะฉันด้วย” “ฉันโรมส่วนเธอชื่อโมเน่ แต่ถ้าจะถามว่าทำไมถึงตกบันไดก็เพราะว่าเธอลากตัวตาลเข้าไปที่ประตูหนีไฟแล้วไปมีเรื่องกันอยู่ในนั้นจนสุดท้ายก็พลัดตกบันได อยู่ดีไม่ว่าดีหาเรื่องเจ็บตัวไปวัน ๆ ” ฉันนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน นี่มันชื่อคุ้นเหตุการณ์คุ้นยิ่งกว่าอะไร บ้าเรื่องจริงเหรอขอหยิกตัวเองเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป และใช่มันเจ็บ กรีดร้องได้ไหมนี่ฉันมาอยู่ในนิยายเรื่อง ‘ช่วยรับรักของอรินได้ไหม’ ชื่อเรื่องสวนทางกับในเนื้อเรื่องเลย แต่ที่แน่ ๆ ตัวละครที่ชื่อโมเน่คือตายเนี่ยสิ คนที่ฆ่าก็เป็นพระเอกเสียด้วย โอ๊ย ฉันไม่ปลื้มกัดลิ้นตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหม!!! To be continued"ทำไมมันถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว มือกำแก้วกาแฟแน่นจนข้อนิ้วขาวเธอนึกถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนที่ไคทำงานดึกจนดึกดื่น เธอเป็นคนเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนถึงเช้า ทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่องต่าง ๆ นานาจนเธอเผลอคิดไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากำลังจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดของเธอฝ่ายเดียวเท่านั้นเธอจ่ายเงินค่ากาแฟแล้วเดินออกจากร้านด้วยสีหน้าที่แข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม ระหว่างเดินไปที่รถ โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้นพร้อมข้อความจากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่แจ้งว่าบริษัทกำลังจะจัดงานเลี้ยงพันธมิตรอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และคราวนี้ไคประกาศชัดเจนว่าจะพาโมเน่ไปร่วมงานด้วยอย่างเป็นทางการในฐานะภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ข่าวนี้ยิ่งจุดไฟความแค้นในใจอริณให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ ในหัวเริ่มคิดแผนการใหม่ที่อันตรายกว่าเดิมหลายเท่า แผนที่เธอจะไม่ยอมพลาดอีกต่อไปไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามคืนนั้น เธอนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักส่วนตัว ไล่เรียงรายชื่อคนสนิทที่ยังทำงานอยู่ในคฤหาสน์ของไคที่เธอเคยให้ควา
หลังจากโมเน่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ไคก็สั่งรื้อห้องว่างที่อยู่ใกล้ห้องนอนของตัวเองทันที เปลี่ยนให้กลายเป็นห้องเด็กอ่อนสีพาสเทลน่ารักน่าชัง ผนังถูกทาสีฟ้าอ่อนสลับเหลืองอ่อน มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่วางอยู่มุมห้อง เขาซื้อหนังสือ "คู่มือคุณพ่อมือใหม่" มาอ่านทุกคืนอย่างตั้งใจ พร้อมสั่งอาหารออร์แกนิกทุกมื้อมาให้โมเน่กินอย่างพิถีพิถัน"วันนี้ต้องกินผักใบเขียวเยอะ ๆ นะ ดีต่อลูกในท้อง" ไคยื่นจานสลัดให้พลางนั่งเฝ้าดูจนกว่าเธอจะกินหมดจาน"พี่จู้จี้เหมือนคุณยายเลยนะคะเนี่ย" โมเน่บ่นพึมพำแต่ก็ยอมกินตามที่บอกอยู่ดี แอบยิ้มในใจกับความเอาใจใส่ที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนไคปฏิเสธการเข้าออฟฟิศแทบทุกวัน สั่งให้ยกเลิกการประชุมสำคัญที่มีอริณเป็นคนดูแลทั้งหมด เพราะรู้ดีว่าโมเน่ไม่สบายใจทุกครั้งที่รู้ว่าทั้งคู่ยังต้องติดต่อกันเรื่องงานการกระทำนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของอริณในบริษัทดูด้อยค่าลงทันที เพราะแม้แต่บอสของเธอเองก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ให้พูดคุยเรื่องงานด้วยซ้ำ อริณต้องเดินเข้าไปทำงานท่ามกลางสายตานินทาของพนักงานคนอื่นที่รู้กันทั่วบริษัทแล้วว่าตอนนี้คุณไคติดคู่หมั้นหนักมาก จนไม่สนใจเรื่องงานเหมือนเดิม"ได้ย
เธอเอื้อมมือมาลูบผมของไคเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะกระซิบกับตัวเองเบา ๆ ว่า "นี่ฉันกำลังจะตกหลุมรักไอ้พี่ไก่คนนี้จริง ๆ แล้วสินะ" เธอนอนมองเพดานห้องเงียบ ๆ อยู่นาน ครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันไปไกลจากแผนเดิมที่วางไว้มากมายเหลือเกิน จากที่ตั้งใจจะถอนหมั้นหนีไปให้ไกลที่สุด กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังจะมีลูกกับชายคนที่เธอเคยคิดว่าเป็นแค่ตัวร้ายในนิยาย 'ถ้าโมเน่คนเก่ารู้เรื่องนี้เข้า เธอจะโกรธฉันไหมนะ' โมเน่คิดในใจพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ปล่อยให้ความคิดวุ่นวายทั้งหมดพักผ่อนไปพร้อมกับเธอในค่ำคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ไคตื่นขึ้นมาก่อนโมเน่ตามเคย เขานั่งมองเธอที่ยังหลับสนิทอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน มือลูบท้องเธอเบา ๆ ผ่านผ้าห่มอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังทักทายลูกน้อยที่ยังไม่รู้จักหน้าตา "อรุณสวัสดิ์ลูก" เขากระซิบเบา ๆ กับหน้าท้องของโมเน่ น้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากเขามาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน โมเน่ที่แอบตื่นมาได้ยินคำพูดนั้นพอดี รีบหลับตาแกล้งทำเป็นยังหลับอยู่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยคิดเลยว่าไคจะมีด้านที่อ่อนโยน
ข่าวการตั้งท้องของโมเน่แพร่ไปถึงพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ความโกรธเคืองเรื่อง "ข่าวลบ" ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่เมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้หลานทายาทคนแรกของทั้งสองตระกูลในทันทีวรโชติที่เคยโกรธจัดจนบุกมาที่คฤหาสน์ไค ตอนนี้กลับนั่งยิ้มแก้มปริอยู่ที่โรงพยาบาล พูดคุยกับพ่อของไคทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปเมื่อวานจนหมดสิ้น"งั้นเราจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุดเลยไหมครับ อ้างเรื่องสุขภาพของโมเน่ก็ได้ครับ จะได้ไม่มีใครมาว่าอะไรได้" วรโชติเสนอด้วยความกระตือรือร้น มือถือโทรศัพท์แนบหูอย่างใกล้ชิดทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันทันทีที่จะจัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างถูกวางแผนใหม่หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสถานที่ วันเวลา และรายชื่อแขกที่ต้องเชิญในห้องพักฟื้น พี่โรมแอบเข้ามาคุยกับโมเน่สองต่อสองระหว่างที่ไคออกไปคุยธุระข้างนอก เขายืนยันกับน้องสาวว่าตอนนี้พ่อสงบลงแล้วและรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินใจโดยไม่ฟังเหตุผลก่อน"พี่กำลังสืบหาคนปล่อยข่าวอยู่นะ" พี่โรมกระซิบเบา ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง "พี่มั่นใจว่าเป็นฝีม
นอกห้องพักฟื้น อริณยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูอย่างเงียบ ๆ มือของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนแทบเลือดซิบ ความจริงเรื่องที่โมเน่ตั้งท้องเป็นเหมือนจุดจบของความฝันทั้งหมดที่เธอเฝ้าถนอมมานาน เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงทุกวินาที'ไม่มีทาง...ไม่มีทางที่ไคจะทิ้งเด็กคนนี้ไปได้แน่ ๆ' เธอคิดในใจพลางกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บแค้นและสิ้นหวัง มือที่กำอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาจนต้องพิงผนังไว้เพื่อประคองตัวพี่โรมที่เดินมาเยี่ยมน้องสาวพอดีก็เห็นอริณยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องพักฟื้นแบบนั้น เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วสังเกตเห็นแวว ตาของเลขาคนนี้ที่ดูผิดปกติไปจากที่เคยเห็น มีอะไรบางอย่างในสายตานั้นที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาทันที"คุณอริณมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ" พี่โรมถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตากลับจับจ้องอย่างสังเกตการณ์ พยายามอ่านสีหน้าของเธอให้ออกให้ได้มากที่สุดอริณสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบยิ้มกลบเกลื่อน "อ๋อ...มาเยี่ยมคุณโมเน่น่ะค่ะ เป็นห่วงมากเลยค่ะพอดี" เธอตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืน ๆ ผิดปกติจากที่เคยเห็นพี่โรมพยักหน้ารับคำแต่ในใจกลับเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ต
โมเน่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตาของห้องพักฟื้น เธอกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสายตา ก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องวีไอพีที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือข้างขวา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะเบา ๆ อยู่ข้างเตียงคนแรกที่เธอเห็นไม่ใช่พ่อหรือพี่โรมอย่างที่คาดคิด แต่กลับเป็นไคที่นั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารอยู่บนโซฟาข้างเตียง สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ดวงตาจะยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้าให้เห็นอยู่ลาง ๆโมเน่ค่อย ๆ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ ภาพพ่อที่มาบุกเข้ามาด้วยความโกรธ ภาพไคที่ทิ้งระเบิดคำพูดใส่ทุกคน แล้วเธอก็อาเจียนออกมาต่อหน้าคนทั้งบ้านก่อนจะหมดสติไป เธอได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัดใจ พยายามขยับตัวเล็กน้อยแต่รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่าง"ตื่นแล้วเหรอ" ไคเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงขยับตัว เขาวางเอกสารลงแล้วรีบลุกขึ้นเดินมาที่ข้างเตียงด้วยท่าทีรีบร้อนกว่าที่สีหน้าแสดงออก"หนู...หนูเป็นอะไรไปคะ" โมเน่ถามด้วยเสียงแหบแห้ง ลำคอแห้งผากจนแทบพูดไม่ออกไคยื่นแก้วน้ำมาให้เธอจิบก่อนจะตอ







