FAZER LOGINตอนที่ 8: อาหารค่ำรสขมที่ เมซง ลูมิแยร์
เสียงสัญญาณเตือนของเครื่องวัดคลื่นหัวใจดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกหนักอึ้งอยู่ลึก ๆ ภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเซนต์เกรซ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ คละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่ากลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมอ่อนของดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง คุณหญิงวารุณี อัครเดช ในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนเอนหลังพิงหมอนใบโต ดวงตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานทอดมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือ แม้ร่างกายจะซูบผอมลงไปบ้างตามวัยและอาการป่วย แต่สายตาและน้ำเสียงที่เปล่งออกมายังคงเปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาดอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ก่อตั้ง ออโรร่า มีเดีย กรุ๊ป "คิรา... แกจำได้ไหมว่าวันนี้วันอะไร" ปลายสายเงียบไปอึดใจใหญ่ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคิรากรดังรอดมาตามสัญญาณ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำตงฉินจะตอบกลับอย่างสุภาพ "จำได้ครับคุณย่า วันนี้ครบรอบหนึ่งเดือน... ที่ผมกับภีมหมั้นกัน" "จำได้ก็ดี" คุณหญิงวารุณีปรับท่านั่งเล็กน้อย ขยับปลายนิ้วเคาะลงบนขอบเตียงเป็นจังหวะ "ตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์ ย่าไม่เห็นแกจะพาภีมออกไปไหนมาไหนบ้างเลย วัน ๆ เอาแต่จมอยู่กับกองเอกสารชั้นแปดสิบแปด ภีมเขาเป็นคู่หมั้นแกนะไม่ใช่พนักงานในบริษัท ที่ย่าต้องมานอนอยู่โรงพยาบาลแบบนี้ ก็เพราะอยากเห็นแกสองคนเป็นฝั่งเป็นฝาอย่างมีความสุข ไม่ใช่แต่งประดับไว้บังหน้า" "ช่วงนี้บริษัทมีโปรเจกต์ไตรมาสใหม่เข้ามาเยอะครับ ทั้งเรื่องออโรร่า แฟชั่น วีค แล้วยัง..." "ย่าไม่ได้โทรมาฟังรายงานผลประกอบการ คิรากร" น้ำเสียงของหญิงชราเข้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความอาทร "วันนี้เคลียร์ตารางงานทั้งหมดซะ แล้วพาน้องออกไปทานข้าวข้างนอก ไปกระชับความสัมพันธ์กันบ้าง ย่าสั่งให้คนเตรียมร้านไว้ให้แล้ว ที่เมซง ลูมิแยร์ ห้องวีไอพีตอนหนึ่งทุ่มตรง อย่าให้ย่ารู้ว่าแกเบี้ยวนัดน้อง หรือพาน้องไปนั่งกินข้าวกล่องในห้องทำงานเด็ดขาด" คิรากรที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องประธานบริหาร ลอบถอนหายใจยาว ปลายนิ้วเรียวยาวนวดคลึงระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น สายตามองตรงไปยังกองแฟ้มเสนออนุมัติที่วางซ้อนกันเป็นตั่ง "ครับคุณย่า ผมจะจัดการให้" หลังจากวางสาย คิรากรกดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะทันที "ภาคิน เข้ามาพบผมหน่อย" ไม่ถึงนาที ภาคิน ศิริเวช เลขาหนุ่มคู่ใจในชุดสูทสีเทาเข้มก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยความรวดเร็วและนอบน้อม "ครับท่านประธาน" "ยกเลิกการประชุมบอร์ดบริหารช่วงเย็นวันนี้ทั้งหมด แล้วเลื่อนนัดทานข้าวกับผู้ถือหุ้นตระกูลวรเมธาไปเป็นวันมะรืน" คิรากรสั่งการโดยไม่เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ ปลายนิ้วยังคงพิมพ์ข้อความสั่งงานอย่างรวดเร็ว "อ้อ แล้วช่วยต่อสายหาผู้จัดการของภีมภัทรด้วย บอกว่าเย็นนี้ผมจะไปรับเขาตอนห้าโมงครึ่ง" "รับทราบครับ" ภาคินจดบันทึกลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะลอบยิ้มบาง ๆ เมื่อเดาได้ไม่ยากว่าคำสั่งสายฟ้าแลบนี้มาจากผู้ทรงอิทธิพลท่านใดในตระกูลอัครเดช ห้าโมงครึ่งตรงเป๊ะ รถยนต์โรลส์-รอยซ์ ฟานทอม สีดำสนิทเคลื่อนตัวมาจอดเทียบท่าหน้าอาคารออโรร่า ทาวเวอร์ อย่างนิ่มนวล ลุงสมชาย คนขับรถเก่าแก่ก้าวลงมาเปิดประตูเบาะหลัง รอคอยผู้โดยสารคนสำคัญ ภีมภัทร วัฒนกุล ก้าวออกมาจากลิฟต์แก้วความเร็วสูง ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมแบรนด์หรู ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นลำคอระหงและผิวขาวเนียนละเอียด สวมทับด้วยสูทลำลองตัดเย็บประณีตสีเบจเข้าชุด กางเกงสแล็กทรงกระบอกเล็กขับให้เรียวขายาวดูสง่างาม สมฐานะนายแบบแถวหน้าของออโรร่า โมเดลส์ ใบหน้าหวานละมุนไร้ที่ติประดับด้วยแว่นกันแดดสีชาที่ถูกถอดออกทันทีเมื่อเห็นรถของประธานบริหาร "สวัสดีครับลุงสมชาย" ภีมภัทรเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มบางเบา ทว่าดวงตากลับมีความกังวลฉายชัดอยู่ภายใน "สวัสดีครับคุณภีม เชิญครับ ท่านประธานรอนานแล้วครับ" ลุงสมชายผายมือ ภีมภัทรก้าวเข้าไปนั่งในเบาะหลัง กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศแนววู้ดดี้ผสมหนังอันเป็นเอกลักษณ์ของคิรากรลอยมาเตะจมูกทันที ชายหนุ่มหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คิรากรยังคงอยู่ในชุดสูทสากลสามชิ้นสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบราวกับหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นระดับโลก ผมสีดำสนิทเซตเปิดหน้าผากรับกับโครงหน้าคมคายดุดัน ดวงตาคมปลาบยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอไอแพดในมือ ปลายนิ้วเลื่อนดูเอกสารอย่างไม่ลดละ "สวัสดีครับคุณคิรา" ภีมภัทรเอ่ยทักทายเสียงเบา พลางขยับตัวนั่งหลังตรง รักษาระยะห่างไว้อย่างสุภาพ "อืม" คิรากรขานรับในลำคอสั้น ๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ "พร้อมแล้วใช่ไหม" "ครับ" หลังจากนั้น ความเงียบอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง รถยนต์หรูเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่อันเนืองแน่นของนครอัศวินอย่างเงียบเชียบ ทว่าอากาศภายในรถกลับดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลงจนอึดอัดแทบหายใจไม่ออก ภีมภัทรได้แต่เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแสงไฟจากตึกสูงที่ทยอยเปิดสว่างขึ้นเรื่อย ๆ มือเรียวของนายแบบหนุ่มบีบเข้าหากันบนตัก ความรู้สึกโหวงเหวงในอกเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ นี่คือการเดตอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนหลังจากพิธีหมั้นอันหรูหราที่จัดขึ้นเป็นการภายใน แต่บรรยากาศกลับไม่ได้ต่างไปจากการนั่งรถไปทำงานร่วมกับเจ้านายใจร้ายคนหนึ่ง ไม่มีคำทักทายที่อบอุ่น ไม่มีคำถามว่าวันนี้เหนื่อยไหม หรือแม้แต่การปรายตามองชุดที่เขาตั้งใจเลือกสรรมาเพื่อเกียรติของตระกูลอัครเดช คิรากรยังคงเป็นกำแพงน้ำแข็งที่สูงชันและหนาวเหน็บ ขัดกับสถานะ 'คู่หมั้น' ที่คนภายนอกรับรู้ และขัดกับข้อตกลงที่ต้องแสดงออกว่ารักกันยามอยู่ต่อหน้าสื่อ ภีมภัทรลอบถอนหายใจแผ่วเบา พยายามระงับความขื่นขมในใจ เขาควรจะชินได้แล้ว เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่างานแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของคุณหญิงวารุณีที่อยากตอบแทนคุณย่าของเขา และเพื่อความมั่นคงของออโรร่า มีเดีย กรุ๊ป ส่วนตัวคิรากรเอง... คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับเด็กกำพร้าอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย เมซง ลูมิแยร์ (Maison Lumière) ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารหรูใจกลางเมือง ตัวร้านตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสร่วมสมัย ผสมผสานความหรูหราด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลและเฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม แสงไฟในร้านสลัวราง ขับให้แสงเทียนบนโต๊ะอาหารดูอบอุ่นและโรแมนติก ทว่าสำหรับโต๊ะวีไอพีในห้องกระจกส่วนตัวที่ถูกจองไว้ บรรยากาศกลับดูเย็นเยียบราวกับอยู่ในฤดูหนาว บริกรในชุดทักซิโด้ทยอยเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบคอร์สอย่างนิ่มนวล กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลและซอสไวน์แดงอบอวล ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้ความอึดอัดลดน้อยลงเลย คิรากรใช้มีดและส้อมหั่นสเต็กเนื้อวากิวในจานอย่างชำนาญและไร้เสียง ท่าทางเคลื่อนไหวของเขาดูสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติสมกับเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ชายหนุ่มปรายตามองจานอาหารของคนตรงหน้าที่แทบจะไม่ลดลงเลย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบช้อนกลาง ตักตับห่านทอดซอสเบอร์รี่ชิ้นพอดีคำไปวางในจานของภีมภัทร "ทานเยอะหน่อย ช่วงนี้ดูซูบลงไปนะ" น้ำเสียงของคิรากรเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดตามนิสัย ภีมภัทรชะงักไปเล็กน้อย มองตับห่านในจานแล้วเงยหน้าขึ้นสบสายตาคม "ขอบคุณครับคุณคิรา" "เรื่องยอดพรีออเดอร์นิตยสาร Aurora Style ฉบับพิเศษที่เธอขึ้นปกคู่กับนทีเป็นยังไงบ้าง" คิรากรเปิดประเด็นสนทนาหลังจากจิบไวน์แดงราคาแพง ปลายนิ้วแกร่งหมุนก้านแก้วไวน์ไปมาเบา ๆ "ภาคินรายงานว่ายอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุเป้าไปตั้งแต่สามวันแรก แผนการตลาดในไตรมาสถัดไปที่ทีมงานเสนอมา อยากให้เธอขยายเวลางานอีเวนต์เปิดตัวออกไปอีกสองวัน เธอน่าจะบริหารเวลาได้ใช่ไหม" คำพูดที่พรั่งพรูออกมามีแต่เรื่องงาน ยอดขาย แผนการตลาด และตารางงาน ภีมภัทรที่คาดหวังลึก ๆ ในใจ... เพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ว่าชายหนุ่มอาจจะถามถึงสารทุกข์สุกดิบ หรือพูดคุยเรื่องทั่วไปในฐานะคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ถึงกับต้องลอบถอนหายใจยาวในใจ ดวงตากลมโตหม่นแสงลงทันที เขาก้มลงใช้ส้อมเขี่ยอาหารในจานไปมา ก่อนจะตอบรับตามมารยาท "เรื่องตารางงาน พี่มิ้นท์จัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องงานอีเวนต์... ผมยินดีทำตามแผนของฝ่ายการตลาดครับ" "ดี" คิรากรพยักหน้ารับอย่างพอใจในความมืออาชีพ "การร่วมงานกับนทีไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม หมู่นี้เห็นมีข่าวลือหนาหูเรื่องที่เขาพยายามเข้าหาเธอ" ภีมภัทรเงยหน้าขึ้นสบตาตรง ๆ แววตาไหวระริกเล็กน้อย "พี่นทีเขาแค่ดูแลผมในฐานะรุ่นพี่ในวงการครับ ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น คุณคิราไม่ต้องกังวลหรอกครับว่ามันจะกระทบกับภาพลักษณ์ของออโรร่า หรือ... สถานะคู่หมั้นของเรา" ประโยคหลังแฝงไปด้วยความประชดประชันจาง ๆ ที่แม้แต่ตัวภีมภัทรเองยังตกใจที่กล้าพูดออกไป คิรากรหยุดชะงักมือที่กำลังหั่นอาหาร ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองใบหน้าหวานที่บัดนี้เชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างดื้อรั้น "ฉันไม่ได้กังวลเรื่องภาพลักษณ์บริษัท" คิรากรเอ่ยเสียงต่ำลง "แต่ฉันไม่ชอบให้คนของฉันมีข่าวพัวพันกับคนอื่น โดยเฉพาะในระหว่างที่ข้อตกลงของเรายังดำเนินอยู่" คนของฉัน... คำนี้ทำให้หัวใจของภีมภัทรกระตุกวูบ ทว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกยินดี แต่มันคือความเจ็บแปลบที่ตอกย้ำว่าเขาเป็นเพียง 'สิ่งของ' หรือ 'ผลประโยชน์' ภายใต้ข้อตกลงนี้เท่านั้น ภีมภัทรวางส้อมลง รวบมีดเข้าหากันเป็นสัญญาณว่าอิ่มแล้ว ทั้งที่ทานไปได้เพียงไม่กี่คำ "ผมเข้าใจแล้วครับ" ภีมภัทรตอบเสียงเรียบ แววตาตัดพ้อที่ปิดไม่มิดถูกซ่อนไว้ใต้แพขนตายาวที่ก้มลงต่ำ "การมากินข้าวครั้งนี้ก็แค่การทำรายงานส่งคุณหญิงวารุณีให้สบายใจเท่านั้นเองใช่ไหมครับ ถ้าคุณคิราคุยเรื่องงานเสร็จแล้ว... เรากลับกันเลยไหมครับ" คิรากร มองจานอาหารที่เหลืออยู่มากของภีมภัทร คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แล่นพล่านในอก เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศมันแย่ขนาดนี้ แต่ความเคยชินกับการเป็นผู้บริหารที่ต้องควบคุมทุกอย่าง ทำให้เขามักจะใช้คำพูดที่แข็งกระด้างเสมอ ชายหนุ่มยกร้านน้ำขึ้นจิบเพื่อดับความว้าวุ่นใจ ก่อนจะพยักหน้า "อืม กลับเถอะ" บรรยากาศภายนอกห้องวีไอพียังคงเต็มไปด้วยลูกค้ากระเป๋าหนักที่นั่งดื่มด่ำกับอาหารค่ำ คิรากรเดินนำหน้า โดยมีภีมภัทรเดินตามหลังห่างออกมาหนึ่งก้าวตามความเคยชิน ทันทีที่ร่างสูงสง่าของทั้งคู่ก้าวพ้นประตูร้านออกมายังบริเวณโถงต้อนรับด้านหน้า แสงไฟจากลิฟต์แก้วก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคลากรกลุ่มหนึ่ง ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาอ่อนแบรนด์อิตาลี เดินนวยนาดออกมาด้วยท่าทางมั่นใจใบหน้าหล่อเหลาติดจะเจ้าเล่ห์ดวงตาเรียวรีฉายแววมาดร้ายทันทีที่สบเข้ากับผู้นำของออโรร่า มีเดีย กรุ๊ป วายุ เทวากร CEO ของบริษัท ไททัน มีเดีย คอร์ปอเรชัน คู่แข่งตลอดกาล "อ้าว... ท่านประธานคิรากร" วายุเอ่ยทักทายเสียงดังจงใจให้คนรอบข้างหันมามอง ยิ้มกว้างจนเห็นฟันแต่ไปไม่ถึงดวงตา "ลมอะไรหอบมาถึงเมซง ลูมิแยร์ ได้ครับเนี่ย ปกติเห็นวัน ๆ อยู่แต่ในห้องทำงานชั้นแปดสิบแปด" คิรากรหยุดชะงักฝีเท้า ใบหน้าคมคายแปรเปลี่ยนเป็นเรียบตึง แววตาเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับคำทักทาย ทำเพียงแค่ยืนนิ่งแผ่รังสีคุกคามจาง ๆ ออกมา สายตาของวายุไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาเลื่อนสายตาผ่านไหล่หนาของคิรากร ไปยังร่างโปร่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง วายุมองสำรวจภีมภัทรตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่จาบจ้วงและเปิดเผย รอยยิ้มมุมปากขยายกว้างขึ้นอย่างมีเลศนัย "อ๋อ... พานายแบบเบอร์หนึ่งของออโรร่า โมเดลส์ มาทานข้าวนี่เอง" วายุแกล้งทำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะลดเสียงลงแต่ยังดังพอให้ได้ยินกันทั่วบริเวณ "แหม... ท่านประธานลงทุนพานายแบบมาดูแลด้วยตัวเองในห้องวีไอพีแบบนี้ ข่าวลือที่ มอร์นิ่ง ลีฟ คาเฟ่ เรื่องเด็กเส้น... สงสัยจะเป็นเรื่องจริงสินะครับเนี่ย หรือว่ามีข้อตกลง 'พิเศษ' อะไรกันหลังกล้องหรือเปล่าครับ น้องภีมภัทร?" คำพูดเหน็บแนมและสายตาดูถูกนั้นทำให้ภีมภัทรหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธ มือเรียวกำหมัดแน่นข้างลำตัว ความรู้สึกอัปยศจากสถานะที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ บาดลึกเข้าไปในใจ เขาเป็นคู่หมั้นที่ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี แต่กลับต้องมาโดนตราหน้าว่าเป็นเด็กเสี่ยเพราะไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้ ก่อนที่ภีมภัทรจะได้อ้าปากพูดอะไร คิรากรก็ขยับกายอย่างรวดเร็ว ก้าวมาบังร่างโปร่งไว้ข้างหลังอย่างมิดชิด แผ่นหลังกว้างของคิรากรดูมั่นคงราวกับปราการหิน ดึงภีมภัทรให้พ้นจากสายตาจาบจ้วงของศัตรู แววตาของคิรากรบัดนี้เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ฉายชัดถึงเจตนาฆ่าอย่างที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็นบ่อยนัก บรรยากาศรอบตัวพลันกดดันจนบริกรที่อยู่แถวนั้นถึงกับต้องกลืนน้ำลาย "คุณวายุ..." คิรากรเอ่ยเสียงต่ำ กังวานและทรงพลังจนวายุถึงกับหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อย "เอาเวลาไปดูแลหุ้นบริษัทตัวเองที่กำลังตกฮวบในสัปดาห์นี้ดีกว่าครับ ก่อนที่ไททัน มีเดีย จะไม่มีเหลือแม้แต่ชื่อ... อย่ามายุ่งกับคนของผม" คำว่า คนของผม ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเฉียบขาด มันสั่นสะเทือนเข้ามาในหัวใจของภีมภัทรอย่างแรง จนร่างโปร่งเผลอเงยหน้ามองแผ่นหลังของคนตัวโตกว่าด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป ทั้งตื้นตัน หวั่นไหว และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน วายุชะงักไปอึดใจใหญ่ ใบหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อโดนจี้จุดเรื่องหุ้น ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ทิ้งท้ายด้วยสายตาที่มีเลศนัย "หึ... คนของผมงั้นเหรอครับ? ปกป้องดันน่าดูเลยนะครับ แต่อย่าลืมนะคิรากร... ความลับไม่มีในโลก วันไหนที่หน้ากากหลุด วันนั้นคงสนุกพิลึก ขอตัวก่อนนะครับ" วายุเดินกระแทกไหล่คิรากรผ่านไปพร้อมกับกลุ่มผู้ติดตาม ทิ้งไว้เพียงความตึงเครียดที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ คิรากรไม่สนใจหันกลับไปมอง ชายหนุ่มหันกลับมาหาภีมภัทรทันที มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือเรียวของคนตัวเล็กกว่าเบา ๆ ทว่ามั่นคง "เป็นอะไรไหม" ภีมภัทรมองมือที่จับข้อมือตัวเองอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ บิดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างสุภาพ ใบหน้าหวานเรียบเฉยทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "ไม่เป็นไรครับ... ขอบคุณที่คุณคิราช่วยพูดให้ แต่เรากลับกันเถอะครับ ผมเหนื่อยแล้ว" ภีมภัทรเดินนำไปยังลิฟต์ทันที โดยไม่รอคนตัวโต คิรากรยืนมองฝ่ามือตัวเองที่ว่างเปล่า ความรู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ แล่นเข้ามากุมหัวใจ ชายหนุ่มกำมือแน่น ก่อนจะก้าวตามร่างโปร่งไปในความมืดของค่ำคืนที่รสชาติขมปร่าเกินกว่าจะลืมเลือนตอนที่ 9: คลื่นใต้น้ำและกองถ่ายพรีเซนเตอร์แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ในห้องแต่งตัวของ บลู ริเวอร์ สตูดิโอ ส่องสว่างจนเห็นละอองแป้งที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เสียงไดร์เป่าผมทำงานสลับกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบของทีมงานด้านนอก ทว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ บรรยากาศกลับอึดอัดจนชวนให้หายใจไม่ทั่วท้องภีมภัทรนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจกบานใหญ่ ดวงตากลมโตจ้องมองเงาของตัวเองที่กำลังถูกช่างแต่งหน้าเติมแต่ง ไหล่บางเหยียดตรง แม้ในใจจะเริ่มสั่นคลอนจากสายตาของคนรอบข้างที่มองมาอย่างมีเลศนัยตั้งแต่เขาเดินก้าวเข้ามาในสตูดิโอแห่งนี้“พี่พิมครับ ขอรองพื้นตรงโหนกแก้มเพิ่มอีกนิดได้ไหมครับ วันนี้ฟิตติ้งเสื้อผ้าโทนเข้ม ผมกลัวหน้าจะลอย” ภีมภัทรเอ่ยเสียงนุ่ม พยายามทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด“ได้จ้ะน้องภีม” พิม ช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายยิ้มรับ มือที่ถือพู่กันชะงักไปเล็กน้อย สายตาหล่อนเหลือบมองไปทางมุมห้องชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตั้งใจทำงานต่อที่มุมห้องนั้น ลลิน นักแสดงสาวชื่อดังที่เป็นพรีเซนเตอร์ร่วมในแคมเปญนี้กำลังนั่งไขว้ห้างอยู่บนโซฟายาว หล่อนจิบชาคาโมมายล์พลางใช้นิ้วเรียวยาวเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะแสร้งทำเป็นถอน
ตอนที่ 8: อาหารค่ำรสขมที่ เมซง ลูมิแยร์เสียงสัญญาณเตือนของเครื่องวัดคลื่นหัวใจดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกหนักอึ้งอยู่ลึก ๆ ภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเซนต์เกรซ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ คละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่ากลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมอ่อนของดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ที่วางอยู่ตรงมุมห้องคุณหญิงวารุณี อัครเดช ในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนเอนหลังพิงหมอนใบโต ดวงตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานทอดมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือ แม้ร่างกายจะซูบผอมลงไปบ้างตามวัยและอาการป่วย แต่สายตาและน้ำเสียงที่เปล่งออกมายังคงเปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาดอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ก่อตั้ง ออโรร่า มีเดีย กรุ๊ป"คิรา... แกจำได้ไหมว่าวันนี้วันอะไร"ปลายสายเงียบไปอึดใจใหญ่ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคิรากรดังรอดมาตามสัญญาณ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำตงฉินจะตอบกลับอย่างสุภาพ "จำได้ครับคุณย่า วันนี้ครบรอบหนึ่งเดือน... ที่ผมกับภีมหมั้นกัน""จำได้ก็ดี" คุณหญิงวารุณีปรับท่านั่งเล็กน้อย ขยับปลายนิ้วเคาะลงบนขอบเตียงเป็นจังหวะ "ตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์ ย่าไม่เห็นแกจะพาภีมออกไปไหนมาไหนบ้างเลย วัน ๆ เอาแต่จมอยู่กับกองเอกสารชั้นแ
ตอนที่ 7: กฎบัตรนิตยสารเล่มใหม่ และ "ทิ้งมันไปซะ"แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟระย้าเหนือโถงทางเดินของ ออโรร่า สกาย เรสซิเดนซ์ (Aurora Sky Residence) ทอดเงายาวลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงา ภีมภัทรก้าวเข้ามาในเพนต์เฮาส์พร้อมกับอ้อมแขนที่โอบกอดช่อดอกยิปโซและคัตเตอร์สีขาวบริสุทธิ์เอาไว้ ใบไม้สีเขียวสดแซมอยู่ระบายรอบขอบกระดาษคราฟต์ที่ห่อหุ้มอย่างประณีต กลิ่นหอมจาง ๆ ของมันชวนให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าหลังจากการถ่ายแบบตลอดทั้งวันภีมภัทรเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว วางช่อดอกไม้ลงอย่างเบามือ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดตู้ด้านบนเพื่อหาแจกันแก้วใสใบใหญ่ เขาหยิบแจกันออกมา ล้างฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ออกด้วยน้ำสะอาด เปิดก๊อกรองน้ำจนได้ระดับที่พอดี จากนั้นจึงหันกลับมาหยิบกรรไกรเตรียมจะเล็มปลายก้านดอกไม้เสียงปลดล็อกประตูระบบดิจิตอลดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยเสียงบานประตูหนาหนักที่เปิดออกและปิดลง คิรากรเดินเข้ามาในห้อง เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้ที่แขนซ้าย กระดุมคอเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกปลดออกสองเม็ด เนกไทสีเข้มคลายออกเล็กน้อย คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดมเข้าหากันทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับช่อดอกไม้สีขาวบนเคาน์เตอร์ภีมภัทรหันไปมองตาม
ตอนที่ 6: ดอกไม้ปริศนาที่ล็อบบี้หรูแสงแดดยามบ่ายส่องทะลุกระจกใสบานสูงของล็อบบี้ตึกออโรร่า ทาวเวอร์ สะท้อนกับพื้นหินอ่อนขัดเงาจนเกิดเป็นแสงระยิบระยับ เสียงฝีเท้าของพนักงานและผู้มาติดต่อดังสลับกับเสียงพูดคุยเบา ๆ เป็นจังหวะปกติของตึกระฟ้าใจกลางนครอัศวิน จนกระทั่งร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับออร่าที่ดึงดูดสายตาคนทั้งบริเวณนที วรเวช พระเอกซีรีส์อันดับหนึ่งของวงการบันเทิงยุคนี้ เดินถือช่อดอกกุหลาบสีขาวขนาดใหญ่ก้าวเข้ามาในโถงกว้าง เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนลุกสบาย ๆ คู่กับกางเกงสแลกสีครีมส่งให้บุคลิกของเขาดูอบอุ่นและเข้าถึงง่าย รอยยิ้มละมุนที่มักจะปรากฏอยู่บนหน้าจอทีวีบ่อย ๆ ตอนนี้กำลังจุดประกายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ขณะที่สายตามุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่เพิ่งเดินออกมาจากลิฟต์โดยสารโซนออฟฟิศ"คุณภีมครับ" เสียงนุ่มทักทายขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปถึงภีมภัทร วัฒนกุล ชะงักเท้า ดวงตากลมโตหันไปตามเสียงเรียก ใบหน้าหวานที่เพิ่งผ่านการซับหน้าหลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายแบบเซตล่าสุดดูประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครเดินเข้ามาหา"คุณนที? ยังไม่กลับอีกเหรอครับ เห็นพี่มิ้นท์บอกว่าถ่ายพาร์ทของต
ตอนที่ 5: โหมดกลางวันและกลางคืนแสงแดดยามบ่ายส่องทะลุกระจกนิรภัยบานยักษ์ของห้องประชุม Diamond Hall บนชั้น 80 ของอาคารออโรร่า ทาวเวอร์ บรรยากาศด้านในเย็นเยียบด้วยเครื่องปรับอากาศที่ถูกตั้งอุณหภูมิไว้คงที่ แต่สิ่งที่ทำให้คนในห้องรู้สึกหนาวสะท้านยิ่งกว่าคือบรรยากาศการประชุมสรุปแผนงานประจำไตรมาสภีมภัทรนั่งตัวตรงอยู่ฝั่งซ้ายของโต๊ะประชุมยาว ด้านข้างมีมิรินทร์ หรือพี่มิ้น ผู้จัดการส่วนตัวคอยส่งเอกสารให้อยู่ไม่ห่าง ฝั่งตรงข้ามคือทีมบริหารฝ่ายศิลปินและฝ่ายประชาสัมพันธ์ ส่วนหัวโต๊ะ...คือตำแหน่งของประธานบริหารสูงสุดคิรากร อัครเดช ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกดย้ำปลายนิ้วลงบนหน้าจอไอแพด สายตาคมกริบไล่อ่านตารางงานของนายแบบในสังกัดออโรร่า โมเดลส์ ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบ ทว่ามีรังสีความกดดันแผ่ออกมาจนไม่มีใครกล้าประสานสายตาตรง ๆ"ตารางงานเดือนนี้ของภีมภัทร ใครเป็นคนจัด" เสียงทุ้มเรียบหักมุมความเงียบในห้องรัญชิดา ผู้จัดการฝ่ายนายแบบรีบยืดตัวขึ้น "ดิฉันร่วมกับคุณมิรินทร์จัดค่ะ มีทั้งงานถ่ายแบบพรีเซนเตอร์เครื่องสำอางแบรนด์นอก แล้วก็งานเดินแบบปิดท้ายฟินาเล่ช่วงปลายเดือนค่ะ"คิรากรไม่ได้เงยหน้าขึ
ตอนที่ 4: แฟลชส่องสว่าง...แผ่รังสีทมิฬเครื่องปรับอากาศภายใน ออโรร่า สตูดิโอ วัน (Aurora Studio One) ทำงานอย่างเต็มกำลัง ทว่าบรรยากาศใจกลางสตูดิโอขนาดใหญ่กลับร้อนระอุสวนทางกับอุณหภูมิรอบข้าง แสงไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่หลายสิบดวงถูกจัดวางและปรับมุมองศาเพื่อจำลองแสงแดดอันจัดจ้าของฤดูร้อน ผืนทรายจำลองสีขาวละเอียดถูกปูลาดเต็มพื้นที่ถ่ายภาพ ฉากหลังเป็นผ้าแคนวาสเพนต์ลวดลายเกลียวคลื่นและผืนฟ้าสีครามจาง"เซ็ตนี้ขอแบบเซ็กซี่แต่ยังมีคลาสอยู่นะครับน้องภีม ธันวา"‘ปอนด์’ ปกรณ์ ช่างภาพมือหนึ่งของบริษัทในเครือ Aurora Models ละสายตาจากช่องมองภาพของกล้องโปรเฟสชันนัลราคาเหยียบแสน เขาโบกมือส่งสัญญาณให้สไตลิสต์เข้าไปตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายเป็นครั้งสุดท้าย‘ภีมภัทร’ ยืนนิ่งอยู่กลางฉากจำลอง ผิวเนียนละเอียดของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามปีสะท้อนแสงไฟจนดูราวกับเนื้อแก้ว เสื้อผ้าในคอนเซปต์ "Sensual Summer" ของเขาคือเสื้อเชิ้ตผ้าลินินเนื้อบางเบาสีขาวสะอาดตา ตัวเสื้อถูกปลดกระดุมออกจนถึงเม็ดบนสุดของกางเกง เผยให้เห็นแผ่นอกบางและแนวไหปลาร้าที่เด่นชัด ชายเสื้อฝั่งหนึ่งถูกปล่อยให้หลุดลุ่ยออกจากขอบกางเกงขาสั้นสีเบจ โชว




![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

