تسجيل الدخول"ผู้กำกับฯ ครับ..."
"ผู้กำกับฯ ครับ..." สารวัตรดอนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "ผม..." "ไปได้แล้ว สารวัตรดอน" ผู้กำกับฯ พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ไปคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปให้ดี" สารวัตรดอนได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง เขาเดินออกจากห้องของผู้กำกับฯ ด้วยความรู้สึกที่พังทลาย เขาเคยคิดว่าการล้มเศรษฐีไกรสรจะทำให้เขาเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ที่คฤหาสน์ของไกรสร บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ปาริชาติที่หลับไปแล้วในอ้อมแขนของไกรสร ได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากเขา เขานำเธอขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วจัดหมอนและผ้าห่มให้เธออย่างเบามือ ไกรสรนั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้าใสซื่อของเด็กหญิงที่กำลังหลับใหล "หนูไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลย" เขาพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาเผชิญหน้ากับความอันตราย เขาไม่เคยคิดว่าความบาดหมางในอดีตของเขาจะส่งผลกระทบต่อคนที่เขารักและห่วงใย ตอนนี้ปาริชาติเปรียบเสมือนลมหายใจและดวงใจของเขา เขาไม่สามารถขาดทั้งลมหายใจและดวงใจได้ เขาเห็นทุกการกระทำของปาริชาติตั้งแต่เรื่องที่เธอใช้ตัวกระโดดบังคนร้าย และแม้กระทั่งตำรวจพยายามนำตัวเขาออกจากคฤหาสน์ แต่ปาริชาติเลือกที่จะยืนกอดเอวของเขาไว้แน่น ไม่แม้แต่จะก้าวขาเล็กๆ ไปหาเข้มตามคำสั่งของเขา คืนนี้เขาพาปาริชาติเข้านอนเหมือนทุกวัน และเขาก็ได้ปีนป่ายขึ้นไปนอนบนเตียงกว้างกับปาริชาติ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของปาริชาติทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ในขณะนั้นเขารู้สึกว่าปาริชาติทำให้เขาหลับสนิทในรอบหลายปี ณ ปัจจุบันนี้เขาอายุ 32 ปี ส่วนปาริชาติอายุ 12 ปี แต่เขารู้สึกแค่ว่าอยากจะดูแลปกป้องเด็กคนนี้ให้มีความสุขที่สุด ในห้วงเวลานี้ เขาไม่มีความคิดเกินเลยกับปาริชาติเลย แต่ใครจะรู้อนาคตข้างหน้าว่าสถานะของปาริชาติอาจจะเปลี่ยนเป็นว่าที่นายหญิงก็เป็นได้ "ท่านเศรษฐีจ๊ะ ท่านเศรษฐีเจ็บตรงไหนหรือเปล่า" ขณะที่เศรษฐีไกรสรกำลังปีนขึ้นมาบนเตียงเพื่อจะกอดปาริชาติให้หลับ เธอก็ยิงคำถามขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟสลัวที่หัวเตียง "ทำไม ฉันทำให้เธอเป็นห่วงอีกแล้วเหรอ" เศรษฐีไกรสรกระซิบถาม "เป็นห่วงมากจ้ะ ปาริชาติเป็นห่วงท่านเศรษฐี แล้วก็รักท่านเศรษฐีที่สุดในโลกเลย" ปาริชาติพูดจบก็กระชับอ้อมกอดเล็กๆ ของเธอเข้ากับร่างหนาเหมือนกลัวว่าเศรษฐีไกรสรจะหายไปจากตรงนี้ เธอที่สูญเสียพ่อและแม่และไม่ได้รับความรักจากใครเป็นเวลานาน ตลอดหนึ่งปีนอกจากป้าแม้นที่ก็ไม่ค่อยมีเงินเลี้ยงดูเธอตามมีตามเกิดให้อยู่ในโรงเลื่อย "ขอบใจมากที่เป็นห่วงฉัน แต่อย่าทำอะไรเพื่อฉันหรือต้องเสี่ยงเพื่อฉันอีก นี่เป็นคำสั่ง เข้าใจหรือเปล่า" เศรษฐีไกรสรไม่รู้หรอกว่าเด็กสาวอายุสิบสอง จะเข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามสื่อสารในขณะนั้นหรือไม่ แต่นั่นมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้ว่าอยากให้เธอเข้าใจว่าเขาพยายามปกป้องเธอทุกวิถีทาง คนทั้งสองที่พากันพูดคุยแลกเปลี่ยนเหมือนเป็นเพื่อนต่างวัยก็พากันผล็อยหลับไปในที่สุด จวบจนเวลาเช้ามาถึง ในตอนเช้า ไกรสรตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่น เขาเดินลงมาที่ห้องอาหาร พบว่าปาริชาติกำลังนั่งรอทานอาคารเช้าอยู่กับป้าหน่อยแม่บ้านอาวุโสประจำบ้าน "อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านเศรษฐี" ปาริชาติทักทายด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มาทานข้าวกันเถอะค่ะ" ไกรสรยิ้มบางๆ เขาเดินไปนั่งลงข้างปาริชาติ แล้วเริ่มกินอาหารเช้าอย่างเงียบๆ เขารู้สึกประหลาดใจกับความเข้มแข็งของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่สามารถลืมเรื่องร้ายๆ ได้อย่างรวดเร็วและกลับมาเป็นปาริชาติคนเดิม หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ไกรสรก็เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานในห้องสมุด ปาริชาติเดินตามเข้ามาหาเขาพร้อมหนังสือในมือ "ท่านเศรษฐี..." เธอเอ่ย "วันนี้มีนิทานเรื่องใหม่มาเล่าให้ฟังด้วยนะคะ" ไกรสรยิ้ม "เอาสิ" ปาริชาติเริ่มเล่านิทานเรื่อง "ราชินีผู้เข้มแข็ง" ซึ่งเป็นเรื่องราวของราชินีที่ต้องปกป้องอาณาจักรจากศัตรูที่มาคุกคาม ถึงแม้จะหวาดกลัวแต่เธอก็สามารถเอาชนะศัตรูได้ด้วยความกล้าหาญและสติปัญญา ไกรสรนั่งฟังอย่างตั้งใจ เขารู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เหมือนกำลังพูดถึงตัวเขาเอง การที่เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่คอยจ้องจะทำร้ายเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องดูแลและปกป้องคนที่เขารัก นั่นก็คือปาริชาตินั่นเอง เมื่อเล่านิทานจบ ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมามองไกรสร "ท่านเศรษฐีคะ" เธอเอ่ย "หนูว่าท่านเศรษฐีเหมือนราชินีในนิทานเลยค่ะ" ไกรสรหัวเราะเบาๆ "ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ" "ก็ท่านเศรษฐีปกป้องหนูจากคนไม่ดี" เธอตอบ "และท่านเศรษฐีก็เข้มแข็งมากเลยค่ะ" คำพูดของปาริชาติทำให้ไกรสรยิ้มออกมาจากใจ เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครเข้าใจความรู้สึกของเขาได้มากขนาดนี้ ในตอนเย็น ไกรสรได้รับโทรศัพท์จากทนายศักดา "คุณไกรสรครับ" ทนายศักดาเอ่ย "ผมมีเรื่องด่วนจะเรียนให้ทราบครับ" "ว่ามาสิ" ไกรสรตอบ "เกิดอะไรขึ้น" "ทางกรมตำรวจมีคำสั่งให้สารวัตรดอนถูกพักงานและให้ไปบำเพ็ญประโยชน์สามเดือนครับ" ทนายศักดาแจ้งข่าว "และเรื่องคดีของคุณไกรสร... ได้ถูกยกฟ้องแล้วครับ" ไกรสรยิ้มอย่างพอใจ "ดีมาก" "แต่..." ทนายศักดาพูดต่อ "ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบครับ" "ทำไมถึงคิดแบบนั้น" "เพราะว่าผมยังหาตัวคนแจ้งความไม่ได้ครับ" ทนายศักดาอธิบาย "ถ้าเราหาตัวคนแจ้งความได้ ผมก็สามารถฟ้องกลับได้ครับ แต่ถ้าเราหาตัวคนแจ้งความไม่ได้ เรื่องนี้ก็อาจจะยังไม่จบ" ไกรสรเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าคนที่แจ้งความคือพิมพ์ภัทรา แต่เขาก็ไม่อยากจะให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้ "ไม่ต้องหรอกศักดา" เขาตอบ "ปล่อยให้เรื่องนี้มันจบไปเถอะ" ทนายศักดาแปลกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ทำตามคำสั่งของลูกความ "ครับ คุณไกรสร" หลังจากวางสาย ไกรสรก็เดินเข้าไปในห้องสมุดอีกครั้ง เขามองดูปาริชาติที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา เขารู้ดีว่าเขามีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเธอจากเรื่องร้ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตหรือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ตาม...ไกรสรนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของเขา มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของปาริชาติที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือภาพเล่มหนา เขาไม่อยากจะให้เธอต้องมาเจอกับเรื่องวุ่นวายที่เขาก่อขึ้นในอดีตอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะควบคุมได้ เมื่อคนบางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในความแค้น ไม่ยอมปล่อยวางเขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาปาริชาติและนั่งลงข้างๆ เธอ ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วยิ้มกว้าง "ท่านเศรษฐีคะ ท่านเศรษฐีจะมาอ่านหนังสือกับหนูเหรอคะ"เปล่าหรอก" ไกรสรพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน "ฉันแค่อยากจะมานั่งอยู่ข้างๆ เธอ"ปาริชาติวางหนังสือลงบนตัก แล้วหันมามองเขาด้วยสายตาที่สงสัย "ท่านเศรษฐีมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ"ปาริชาติเธอลุกขึ้นยืนแล้วนั่งไปบนตักของเศรษฐีไกรสรอย่างคุ้นชินแล้วใช้สองมือเล็กๆคล้องคอของเศรษฐีไกรษรเธอจุ๊บลงบนแก้มสากๆของเขาไปมาซ้ายขวาสลับกันเพราะเธอคิดว่าเศรษฐีน่าจะอารมณ์ดีขึ้นไกรสรที่โดนทำแบบนี้เป็นประจำเขาก็คุ้นชินกับการที่โดนยัยหนูปาริชาติหอมแก้มเขาทั้งก่อนนอนไปโรงเรียนก็เป็นแบบนี้จนทุกคนในบ้านพากันชินตากับภาพที่เห็นยกเว้นนางน้ำตาลเห็นทีไรก็ปรี๊ดแตกต้องไประบายอารมณ์กับห้องครัวหลังคฤหาสน์เป็นประจำจนทุกคนหัวเราะมันว
"ผู้กำกับฯ ครับ...""ผู้กำกับฯ ครับ..." สารวัตรดอนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "ผม...""ไปได้แล้ว สารวัตรดอน" ผู้กำกับฯ พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ไปคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปให้ดี"สารวัตรดอนได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง เขาเดินออกจากห้องของผู้กำกับฯ ด้วยความรู้สึกที่พังทลาย เขาเคยคิดว่าการล้มเศรษฐีไกรสรจะทำให้เขาเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจที่คฤหาสน์ของไกรสร บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ปาริชาติที่หลับไปแล้วในอ้อมแขนของไกรสร ได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากเขา เขานำเธอขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วจัดหมอนและผ้าห่มให้เธออย่างเบามือ ไกรสรนั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้าใสซื่อของเด็กหญิงที่กำลังหลับใหล"หนูไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลย" เขาพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาเผชิญหน้ากับความอันตราย เขาไม่เคยคิดว่าความบาดหมางในอดีตของเขาจะส่งผลกระทบต่อคนที่เขารักและห่วงใย ตอนนี้ปาริชาติเปรียบเสมือนลมหายใจและดวงใจของเขาเขาไม่สามารถขาดทั้งลมหายใจและดวงใจได้ เขาเห็นทุกการกระทำของปาริชาติตั้งแต่เรื่องที่เธอใช้ตัวกระโดดบังคนร้า
“ท่านผู้กำกับฯ” ทนายความของไกรสรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงจัง “การกระทำของสารวัตรดอนนี่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ครับ”ผู้กำกับฯ หน้าถอดสี เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “คุณไกรสร... เรื่องนี้ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ ผมไม่ทราบเรื่องนี้เลย” เขาหันไปตวาดใส่สารวัตรดอนอย่างเหลืออด “ไอ้ดอน! แกไปทำอะไรไว้ แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“คุณผู้กำกับฯ! ผมแค่ทำตามหน้าที่ ผมได้รับแจ้งว่าไกรสรมีไม้พยุงหมายและพรากผู้เยาว์!” สารวัตรดอนโต้เถียงอย่างร้อนรนไกรสรหัวเราะในลำคอ ไม้พยุงเหรอ? คุณสารวัตรเห็นมันแล้วหรือยัง” เขาชี้ไปที่เด็กหญิงปาริชาติที่ยังคงหลบอยู่หลังเขา “ส่วนพรากผู้เยาว์... ผมรับเธอมาอุปการะเลี้ยงดูเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า มีเอกสารรับรองถูกต้องทุกอย่าง แล้วที่สำคัญ...ใครเป็นคนแจ้งคุณว่าผมทำแบบนั้น”สารวัตรดอนหันไปมองพิมพ์ภัทราด้วยสายตาตำหนิ พิมพ์ภัทราหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าเธอเป็นคนให้ข้อมูล แต่เธอไม่ได้คิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้“ไม่มีใครแจ้งหรอกครับ” ไกรสรพูดตัดบทพร้อมรอยยิ้มเย็นชา “คุณแค่ต้องการจัดการผม...เพราะคุณคิดว่าผมเป็นคนที่คุณจัดการได้ง่าย ๆ สินะ”“ค
ภาพของเด็กหญิงที่กำลังถูกกระทำเหมือนกับถูกไฟช็อตเข้าที่กลางใจของไกรสร เขารู้สึกเหมือนมีคลื่นความโกรธแล่นผ่านทุกอณูของร่างกาย ความสุขุมที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เขาก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว“ไอ้สารวัตรชั่ว!”ไกรสรยกขาขึ้นเตะเข้าที่หน้าอกของสารวัตรดอนเต็มแรงจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะรีบคว้าตัวปาริชาติเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน“ปาริชาติ ไม่เป็นไรแล้วนะ”ไกรสรพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เขาลูบหัวของปาริชาติที่ยังคงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่ไม่ขาดปาก สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความโกรธที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางทางให้มอดไหม้จนหมดสิ้น ไกรสรปล่อยออร่าสังหารออกมาจากร่างกาย เขาต้องการสังหารคนที่บังอาจแตะต้องเด็กน้อยคนนี้!ไกรสรกอดปาริชาติไว้แน่น เขาลูบผมเธอปลอบโยนความหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมจิตใจของเด็กน้อยอยู่ น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน “หนูปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”สารวัตรดอนที่ถูกเตะกระเด็นไปกองกับพื้น ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เขามองไกรสรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น “แก...ไอ้ไกรสร!”เขาเห็นไกรสรหันหลังให้ เขารู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะจัดการกั
"ไม่น่าเลยจริง ๆ” เศรษฐีไกรสรพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาของเขากลับฉายชัดถึงความผิดหวัง“ไกรสร!” พิมพ์ภัทราตะโกน “คุณไม่น่ามาทำแบบนี้กับฉันเลย!”เธอก้าวเข้ามาข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ พร้อมกับจ้องมองเศรษฐีไกรสรด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “คุณทิ้งฉันไปเพราะอะไรละค่ะ!”พิมพ์ภัทราที่เพิ่งเลิกกับเศรษฐีไกรสรไปได้ไม่นานก็เริ่มมีน้ำเสียงที่แผ่วลง แล้วเธอก็ชี้ไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังยืนหลบอยู่ด้านหลังของเขา"เพราะเหตุผลเดียวคือฉันไม่ได้รักเธอมันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันพิมพ์เลย คุณก็รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้รักกัน”คำพูดราบเรียบแต่กรีดแทงหัวใจของพิมพ์หญิงสาวตรงหน้าแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือดเธอรู้สึกโกรธเคืองแค้นและเสียหน้าไปทั้งเมืองระยองเมื่อถูกปฏิเสธการแต่งงานเศรษฐีไกรสรไม่ได้ต้องการเธอเป็นเจ้าสาวเพียงเพราะพ่อของทั้งสองสนิทกันทำให้พิมพ์คิดไปเองว่าเธอจะได้ไกลสรมาเป็นสามีในอนาคต“ไม่จริง! ถ้าไม่รักกันแล้วทำไมถึงมาหมั้นกับฉันตั้งแต่แรก” พิมพ์ภัทราสวนกลับทันทีทั้งที่เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าเหตุผลมันเกิดจากอะไรพิมพ์ภัทราเริ่มพรั่งพรูความในใจออกมา “เพราะคุณพ่อของคุณกับคุณพ่อของฉันเป็นเพื่อนกันใช่ไหมล่ะ”พิมพ
ไอ้กรที่เดินโซซัดโซเซออกมาจากโรงเลื่อย พลางสบถคำหยาบออกมาไม่หยุด เขานึกโกรธแค้นเศรษฐีไกรสรที่มาขัดขวางไม่ให้เขาได้เงินจากป้าแม้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวดวงตาที่ราวกับพญาเหยี่ยวของชายคนนั้นที่จ้องมองมายังเขาเพราะสายตายิ่งมองลุ่มเล็กลงไปยิ่งเผยถึงความเยือกเย็น ไอ้กรนักเลงขี้คลอกถึงกลับไม่กล้าที่จะแตะต้องเศรษฐีไกรสรเลย“มึงเป็นใครวะ…” ไอ้กรพึมพำกับตัวเอง “กูจะไม่มีวันลืมเลย”เขาเดินเตลิดไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ในหัวคิดแต่เรื่องการหาเงินไปใช้หนี้พนันที่ติดไว้กับเจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่ ยิ่งนึกถึงเรื่องหนี้สินก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนเหมือนถูกไฟสุม“เหลือบ่ากว่าแรง” เขาถอนหายใจ “จะทำยังไงดีวะ”ในเมื่อป้าแม้นก็ไม่ยอมให้เงินส่วนพ่อก็ไม่รู้หายไปไหนทันใดนั้นเองก็มีเสียงเรียกจากข้างหลัง ไอ้กรหันไปมองเห็นชายร่างใหญ่สองคนกำลังเดินเข้ามาหาเขา พวกเขาคือลูกน้องของเจ้าพ่อเงินกู้ที่เขาติดหนี้อยู่“ไงไอ้กร นึกว่าจะหนีรอด” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น “เงินที่ติดไว้เมื่อไหร่จะเอามาคืน”ชายร่างใหญ่ที่เห็นไอ้กรก็รีบมาดักหน้าดักหลังแล้วตะโกนถามเพราะกลัวไอ้กรจะหนีไปอีก“เดี๋ยว… เดี๋ยวนี้ยังไม่มีจริงๆ” ไอ้กรพูดเสียงสั่

![เจ้าเวหา [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





