로그인“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
หงป้ายส่วนลืมตาตื่นในตอนสาย ร่างกายของเขาอ่อนล้าเมื่อยไปทั้งตัว แต่กลับไร้เงาของสตรีที่เมื่อคืนพาเขาสู่จุดสูงสุดจนนับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าในรอบหนึ่งเดือนนี้รวมกันยังไม่เท่าเมื่อคืนที่นางปรนเปรอเขาเพียงคืนเดียวเมื่อแต่งกายเสร็จหงป้ายส่วนก็เดินออกมายังห้องอาหาร ร่างเล็กที่เขาโอบกอดมาทั้งคืนคอยยืนกำกับสาวใช้จัดเตรียมอาหาร เขายกยิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยรักมากมายบนลำคอขาวตลอดจนไหล่ขาวที่โผล่มาในยามที่นางโน้มตัวไปมา ฝีมือของเขาไม่แพ้ตอนยี่สิบปีที่แล้วเลยทีเดียว“อี้เอ๋อร์”“นายท่าน”ใบหน้าแดงก่ำท่าทางเอียงอายนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อคืนนัก เพียงแต่พอนางก้าวเดินไม่เท่าไรก็ทำท่าจะเป็นลมไปเสียก่อน ดีที่สาวใช้คนสนิทของนางรับนางเอาไว้ได้ทัน“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอีกแล้วหรือ”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อคืน...”ม่อฉ่ายอี้ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปทั้งตัว หงป้ายส่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ นี่เขาแข็งแรงจนทำให้สาวน้อยอย่างนางหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัวเลยหรือนี่“นายท่าน!”น้ำเสียงตวาดไม่จริงจังของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาจึงจำใจต้องหยุดหัวเราะหยิบพัดในมือสาวใช้ของนางมาพัดวีให้นา
สองร่างชายหญิงที่ปะทะกันในบ่อน้ำพุร้อน คนหนึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีฟ้าส่วนอีกคนนั้นอาบไล้ด้วยแสงสีเขียว ม่อฉ่ายอี้ที่พยายามปัดป่ายขณะที่หลิวหนิงเฉินนั้นพยายามเข้าจับกุมนาง ทำให้สองร่างพลิ้วไหวไปมาแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ด้อยกว่าทั้งด้านพลังปราณและวรยุทธ์ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกหลิวหนิงเฉินโอบรัดด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพียงแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ดื้อรั้นนั้นกลับมิยอมสยบลงโดยง่าย นางหมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งในช่วงที่หลิวหนิงเฉินเก็บพลังปราณของตน แม้พยายามไขว่คว้านางแต่ทว่าเขากลับจับได้เพียงเสื้อตัวนอกบางเบาสีแดงสดของนางเท่านั้น หลิวหนิงเฉินส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีดื้อรั้นเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่ปรากฏพลันทำให้เขาลืมถ้อยคำที่จะเอ่ยตำหนินางไปจนหมดสิ้นม่อฉ่ายอี้เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างที่เย้ายวน แม้ในยามที่นางแต่งกายมิดชิด บุรุษยังยากที่จะละสายตา แต่ในยามนี้นางเหลือเพียงชุดด้านในสีแดงบางเบาที่เปียกชุ่มเช่นนี้มิต้องเปลื้องผ้าก็คล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ม่อฉ่ายอี้มองสายตาคมที่จดจ้องมาที่หน้าอกของนางแล้วรีบยกมือปิดหมุนตัวหันหลังหนีในทันทีคนผู้นี้มิใช่เคยกล่าวว่าหน้าอกนา
“เยว่เอ๋อร์เจ้าเป็นคนของข้ามิต้องไปที่ใด”เยว่เอ๋อร์ยิ้มหวานส่ายหน้า ดวงตาหวานเปล่งประกาย“หม่อมฉันจะไปเพคะ”“เยว่เอ๋อร์!”“มีเจ้าบ่าวที่ไหนเอาเกี้ยวมารับเจ้าสาวในบ้านตนเองกันเพคะ”หยวนหรงหย่งหมิงถอนหายใจยาว นางกล่าวก็ถูกต้อง เขาอาจเห็นแก่ตัวมากเกินไปจึงมิได้คำนึงถึงเรื่องนี้ หากแต่จะให้ต้องแยกจากน
“ฮองเฮา เมื่อสามปีก่อนเราหมั้นหมายบุตรีขององครักษ์เฉินกับหย่งหมิงไว้ แล้วจะให้เราประทานสมรสเขากับองค์หญิงได้อย่างไร”“มิเห็นเป็นไรนี่เพคะ เฉินเยว่เอ๋อร์นั้นไร้พรสวรรค์ด้านพลังปราณ อย่างไรเสียก็มิอาจดำรงตำแหน่งพระชายาเอกของชินอ๋องได้ เรื่องนี้บิดาของหม่อมฉันเองก็รู้สึกผิดมิน้อยที่เคยสนับสนุนนาง”สีพ
ยามเช้าวันถัดมาเยว่เอ๋อร์ให้คนไปเชิญหยวนหรงหย่งหมิงมาที่ศาลากลางสวน คล้ายที่นี่จะเป็นที่ประจำของนางไปเสียแล้ว ไม่นานหยวนหรงหย่งหมิงก็มาถึง ภาพเมื่อคืนซ้อนทับร่างบางตรงหน้าจนเขาหายใจติดขัด แม้พยายามควบคุมตนเองแต่ก็ยากยิ่งนัก วันนี้นางมิได้ผูกผ้าปกปิดใบหน้า ยามนางส่งยิ้มหวานมาให้เขาแทบอยากจะฆ่าตัวตาย
“แม่นางเยว่เอ๋อร์ คุณชายต้าและคุณหนูหม่า มาขอพบเจ้าค่ะ”เยว่เอ๋อร์ยกยิ้มกว้างพยักหน้าอนุญาตให้สาวใช้เชิญสหายทั้งสองมาพบที่ศาลาเช่นเดิม“เยว่เอ๋อร์”เสียงหวานมาก่อนตัวพร้อมร่างบางที่พุ่งเข้ามากอดเยว่เอ๋อร์จนนางเซเพราะมิทันตั้งตัว“เจ้าหายหน้าหายตาไปหลายวัน รู้หรือไม่ข้าเป็นห่วงเจ้ามาก”ใบหน้างามงอง้







