Share

จันทราซ่อนแค้น
จันทราซ่อนแค้น
Author: ฟางหยวน

บทที่ 1

Author: ฟางหยวน
ข้ายกสุราพิษออกมาอีกครา มุ่งหน้าไปคิดบัญชีกับเขาราวกับคนเสียสติ

ทว่ากลับได้ยินอนุภรรยาของเขาหัวเราะต่อกระซิกออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกว่า

“พี่อาจิ่ง ท่านว่าหากนางรู้เข้าว่าบุตรที่ตัวเองยอมแลกชีวิตคลอดออกมา ถูกท่านอุดปากอุดจมูกจนตายด้วยน้ำมือของตนเอง

ซ้ำยังต้องมาช่วยเลี้ยงดูบุตรของพวกเราสองคนแทนมาตลอดหกปี นางจะไม่เสียสติจนบ้าคลั่งไปเลยหรือเจ้าคะ?”

วาจาเย้ยหยันหลังบานประตูสิ้นสุดลง แต่สิ่งที่ดังแว่วตามมากลับเป็นเสียงครวญครางระเริงรักอันเย้ายวนใจ

ข้าตัวแข็งทื่อก้าวขาไม่ออก ได้แต่จ้องมองสุราพิษในมือตาค้างด้วยความโง่งม

รับรู้ได้เพียงความหนาวเหน็บที่กัดกินไปทั่วทั้งร่าง

ตลอดระยะเวลาหกปี ข้าเคยคิดที่จะสังหารถูจิ่งแล้วพาเด็กคนนั้นหนีไปนับครั้งไม่ถ้วน

ทว่าที่แท้แล้ว ทั้งความพยายาม ทั้งความแค้นของข้า กลับเป็นเพียงเรื่องตลกสิ้นดีเรื่องหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ

บุตรของข้า ความหวังทั้งหมดในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของข้า แท้จริงแล้วถูกบิดาบังเกิดเกล้าของเขาเข่นฆ่าจนตายไปตั้งแต่เมื่อหกปีก่อนแล้ว...

เสียงครางกระเส่าและถ้อยคำหยาบโลนสารพัดรูปแบบ ลอดผ่านประตูหน้าต่างแว่วเข้ามาในโสตประสาทของข้าจนหมดสิ้น

มือที่ประคองกาสุราของข้าสั่นเทาอย่างรุนแรง จนสุดท้ายก็ไม่อาจควบคุมมันได้อีกต่อไป

เคร้ง

กาสุราแตกกระจายอยู่หน้าธรณีประตูห้อง

พลันเสียงอื้ออึงภายในห้องก็เงียบกริบลงในทันดล

ยามที่พวกเขาสองคนก้าวเดินออกมาจากห้อง ล้วนอยู่ในสภาพที่เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยด้วยกันทั้งคู่

เมื่อฉีซวี่เหลือบมาเห็นข้า สีหน้าและสายตาก็ฉายแววหยิ่งผยองและดูแคลนอย่างบอกไม่ถูก

“พี่หญิงมาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”

“หรือว่าจะมาประจบเอาใจท่านพี่เพื่อขอความรักด้วยอีกคน?”

สายตาของข้าทอดข้ามผ่านร่างของนาง ไปหยุดนิ่งอยู่บนตัวของถูจิ่งที่เพิ่งจะก้าวพ้นประตูห้องออกมา

ไม่ว่าเมื่อใด เขาก็ยังคงสวมหน้ากากเป็นคนดีผู้ทรงศีลธรรมได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้เสมอ

ยามที่เขาเหลือบมาเห็นข้า ในส่วนลึกของดวงตาพลันฉายแววเย้ยหยันหยามเหยียดอย่างปิดไม่มิด

เพลิงแค้นที่อัดแน่นเต็มอกสุดจะซ่อนเร้นไว้ได้อีก ข้าชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ แทงทะลวงเข้าใส่เขาอย่างสุดแรงเกิด

แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว เขากลับแย่งชิงมีดสั้นในมือของข้าไปได้สำเร็จ ซ้ำยังจ่อคมมีดนั้นเข้าที่ลำคอของข้าทันที

เป็นเช่นนี้อีกแล้ว ไม่ต่างจากคราวก่อนๆ เลยแม้แต่น้อย ข้าเคยคิดจะสังหารเขา หมายจะทวงแค้น

ทว่าไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สุดท้ายก็จบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ

เป็นจริงดังที่ถูจิ่งเคยลั่นวาจาไว้ ข้าอยู่มิสู้ตาย แม้นอยากจะตายก็มิอาจตายได้

ยามที่สายตาประสานกันอีกครา เราทั้งสองต่างก็เบือนหน้าหนีไปคนละทางโดยไม่รู้ตัว

ราวกับว่าต่างฝ่ายต่างเป็นสิ่งอัปมงคลที่ระคายสายตาและโสตประสาท

ทั้งสะบักสะบอมและอัปยศอดสูถึงขีดสุด

เขาออกแรงผลักข้าไปด้านหลังคราหนึ่ง ก่อนจะวาดแขนโอบเอวของฉีซวี่เอาไว้ แล้วแค่นยิ้มเย็นชาออกมา

“แม้แต่เด็กเพียงคนเดียวก็ยังอบรมเลี้ยงดูได้ไม่ดี ยังจะมีหน้ามาก่อเรื่องวุ่นวายถึงที่นี่อีก”

พอกล่าวจบ สายตาของเขาก็กวาดมองผ่านเศษซากกาสุราที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นอย่างเย็นชา ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง

“ถ่อมาถึงที่นี่เพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาให้เด็กนั่นงั้นหรือ?”

“เสิ่นชิงอวิ๋น ไม่มีใครเคยสั่งสอนเจ้าหรือไรว่าการจะอ้อนวอนขอร้องผู้อื่นน่ะ มันควรต้องมีท่าทีอย่างไร?”

ท่าทีแบบไหนกัน? ต้องให้ข้าอ้อนวอนขอชีวิตเหมือนทุกครั้งที่ลอบสังหารล้มเหลว แล้วถูกเขาทรมานเจียนตาย

เหมือนอย่างที่เขาอยากจะเห็นงั้นหรือ?

ข้าแค้นยิ้มหยันคราหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใดอีก

ตลอดระยะเวลาหกปีหนึ่งเดือนกับอีกสิบหกวันที่ผ่านมา ข้าเคยลงมือสังหารถูจิ่งมาแล้วถึงหนึ่งร้อยสามสิบสองครั้ง

แต่ในทุกๆ ครั้ง เขากลับยังคงมายืนอยู่ตรงหน้าข้าด้วยร่างกายที่ไร้รอยขีดข่วน ซ้ำยังหัวร่อเยาะความไร้สามารถของข้าอย่างย่ามใจ

หลังจากนั้น เขาก็จะลากข้าเข้าไปในห้องมืด ทรมานทรกรรมจนร่างกายของข้าบอบช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผล

ทว่ากลับสั่งให้คนไปนำยาสมานแผลชั้นเลิศมา แล้วอาศัยช่วงเวลาที่ข้าหมดสติไป ค่อยๆ ใส่ยาให้ข้าทีละนิด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 11

    เมื่อไม่กี่วันก่อน ถูซูหยางเพียงแค่ทำมันตกพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ถูกส่งตัวไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนแล้วในตอนนั้นข้าทั้งโกรธแค้นฟ้าดิน กระทั่งพาลเกลียดชังมันไปด้วยทว่าข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ข้าต้องกอดมันไว้แล้วร้องไห้ฟูมฟายจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้ภายในกล่องมีไหดินเผาสีดำใบหนึ่งวางอยู่ มันคืออัฐิของบุตรข้าข้าใช้สองมือที่สั่นเทาประคองมันขึ้นมา หมายจะเอ่ยเรียกเขาดูสักคำทว่าครุ่นคิดวนเวียนไปมาอยู่นาน ข้ากลับไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดกันแน่เขาไม่มีชื่อ...ชื่อหยางเอ๋อร์ที่ข้าเรียกขานมาตลอดหกปีนั้น หาใช่ชื่อของเขาไม่แม้แต่หน้าของเขา ข้ายังไม่เคยได้เห็น แม้แต่ชื่อของเขา ข้ก็ายังไม่เคยได้ตั้งให้“อันอัน...”“แม่เรียกเจ้าว่าอันอันดีหรือไม่?”“แม่เพียงหวังให้เจ้าที่อยู่ที่นั่น ได้อยู่อย่างราบรื่นและปลอดภัย...”ข้ากอดเขาไว้แน่นแม่ขอโทษนะชีวิตแม่นี้ช่างอาภัพนัก หวังว่าในชาติหน้า อันอันจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานร่วมกับแม่เช่นนี้อีกไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีกว่านี้นะลูกนะ......“ฮูหยิน”ไม่รู้ว่าองครักษ์ข้างกายของถูจิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใดเขาถอนหายใ

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 10

    “ทำไมกัน…”หยาดน้ำตาเค็มปร่าร่วงหล่นลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เป็นเม็ดโตหยดแล้วหยดเล่าทว่าก็ไม่อาจกลบฝังความเจ็บปวดล้ำลึกภายในใจข้าได้เลย“เพราะเขาสมควรตาย คนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ล้วนสมควรตาย...”“พวกมีชะตาต่ำต้อยมาแต่กำเนิด!”“จริงสิ ยังมีบุตรชายของเจ้าอีกคน”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาแดงก่ำจนสั่นระริก ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นขาดห้วงและติดขัดทว่ามันกลับชัดเจน และเข้าสู่โสตประสาทของข้าจนครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว“เขาเอง ก็...ถูกข้าใช้มือปิดปากจมูกจนขาดใจตาย”“ตอนที่เขาตาย ทั่วทั้งร่าง…ล้วนเขียวช้ำไปหมด”“เจ้ารู้หรือไม่...”“ถูจิ่ง ท่านมันเดรัจฉาน!”ยามนี้ความแค้นได้ทำให้ข้าสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นข้าแทบไม่ได้ยินแล้วว่าเขากำลังพูดสิ่งใด เห็นเพียงปากของเขาที่ขยับขึ้นลงไม่หยุดเปรียบเสมือนปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังมาทวงคืนวิญญาณหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนักความแค้นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านขึ้นในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของข้าสังหารเขาเสีย…แก้แค้น…แก้แค้นให้ทุกคน!ดังนั้น ข้าจึงชักมีดสั้นที่พกซ่อนไว้ในแขนเสื้อม

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 9

    “ท่านแม่ หยางเอ๋อร์จะไม่ดื้อรั้นกับท่านแล้ว”“ท่านแม่ ท่านอย่าตายเลยได้หรือไม่…”“ทั้งหมดเป็นความผิดของหยางเอ๋อร์เอง...”เขาพูดไปสะอื้นไป พลางแจกแจงความผิดที่เคยทำไว้ในอดีตออกมาทีละข้อเขาสารภาพว่าเมื่อก่อนตนไร้เดียงสาเกินไป จึงเอาแต่ชอบท่านน้าซวี่ โดยที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ข้าจะต้องจากเขาไปจริงๆดวงตาดำขลับกระจ่างใสของถูซูหยางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขามองตรงมาที่ข้าราวกับต้องการคำมั่นสัญญาข้ามองดูเขา ความรู้สึกในใจวูบไหวไปชั่วขณะหากตอนนั้นบุตรของข้าไม่ตายจากไป ยามที่เขาดื้อรั้นแล้วกลับมาสำนึกผิดเช่นนี้ จะมีหน้าตาไม่ต่างไปจากถูซูหยางที่อยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่?หรือว่า เขาจะรู้จักความมากกว่านี้กันนะ?หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรงวูบหนึ่ง แล้วเริ่มปวดแปลบขึ้นมาข้าไอออกมาอย่างหนักสองสามครั้ง“รู้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด”“ท่านแม่...”“ออกไปเถิด”สำหรับถูซูหยาง ข้ายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรู้สึกเช่นไรเขาวิ่งสะอื้นไห้ออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเบื้องหลังนั้น ข้าไม่สามารถประคองตัวไหวอีกต่อไป จึงไอออกมาเป็นเลือดคำโต......วันถัด

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 8

    บรรยากาศเงียบงันชวนให้อึดอัด“ในเมื่อฟื้นแล้ว...เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”ในที่สุดเขาก็ทนรับมือกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ไหว จึงขอตัวจากไปก่อนทว่าในวินาทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมา“เสิ่นชิงอวิ๋น ต่อไปนี้ห้ามตายอีกนะ”ข้าพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขาในมุมมืดที่เขาไม่อาจมองเห็น หยาดน้ำตาอันไร้สุ้มเสียงก็ร่วงหล่นลงมาในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าได้ย้อนมองสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประหนึ่งภาพฉายที่แล่นผ่านตาอย่างรวดเร็วอีกครั้งตั้งแต่ความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลในวัยเยาว์ ไปจนถึงวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย และเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ความสุขสมในรักแรกเริ่ม ไปจนถึงความทรมานที่อยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปตามกันจากวันวานที่ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สู่ยามที่เส้นผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ...ความรู้สึกนับพันประการนั้น ราวกับมดนับหมื่นที่กัดกินหัวใจ กัดกินเนื้อสดๆ ออกจากอกถูจิ่งคิดมาโดยตลอดว่า ตระกูลเสิ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกและสูญเสียทว่าแท้จริงแล้ว บิดาของข้าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เป็นเพียงผู้รับราชโองก

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 7

    ผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอ๋องจิ้ง ให้ประหารชีวิตโดยไม่ต้องไต่สวนตอนที่เขาจากไป เขาหันมามองข้าอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ข้าไม่อาจเข้าใจหลังจากข้ากลับถึงบ้าน ก็เห็นท่านพ่อยืนรออยู่ที่หน้าห้องของข้า ราวกับว่าท่านดูแก่ชราลงไปถึงสิบปีในชั่วพริบตา“เขาไปแล้วหรือ?”“เจ้าค่ะ”เวลาล่วงเลยไปหลายปีอย่างรวดเร็ว หลังพิธีปักปิ่นข้าจบลง ทางบ้านก็เริ่มมองหาคู่ครองให้ข้าทว่าเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ควบม้าผ่านไปในปีนั้น กลับไม่อาจเลือนหายไปจากใจข้าได้เลยกลับกัน มันยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆในวันที่การแต่งงานกับคุณชายตระกูลหลี่ถูกกำหนดขึ้น ข้าจึงขุดไหสุรานารีแดงที่ฝังไว้ใต้ต้นหลีฮวานั่นขึ้นมาข้าดื่มเพียงลำพังจนเมามายไม่ได้สติข้าอาศัยความเมามาย บุกไปถึงหน้าจวนตระกูลหลี่แล้วทำลายงานมงคลของตนเองลงกับมือนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ากระทำตัวนอกรีตและแหกกฎจารีตท่านพ่อท่านแม่มองดูข้าพลางถอนหายใจด้วยความจนใจ ทว่ากลับไม่กล่าววาจาใดๆ ออกมาเลยในวันที่ได้พบถูจิ่งอีกครั้ง ข้าถูกบีบให้มองดูญาติพี่น้องถูกตัดศีรษะทีละคนๆ จนร้องไห้ออกมาสุดเสียงสุดท้ายเหลือเพียงข้ากับท่านพ่อท

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 6

    ถูจิ่งรีบยัดเม็ดยาถอนพิษเข้าปากข้าด้วยความลนลาน ทว่ากลับไม่อาจต้านทานเลือดพิษที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสายได้“ชิงชิง…”“ชิงชิง อย่าเพิ่งหลับนะ...”“เสิ่นอชิงวิ๋น ข้าขอร้องเจ้าล่ะ อย่าเพิ่งหลับนะ”หยาดน้ำตาของเขาหยดลงบนแก้มข้า พร้อมกับความร้อนระอุที่แผดเผาทว่าสติสัมปชัญญะของข้ากลับยิ่งพร่าเลือนลงเรื่อยๆข้ายังพอจดจำได้เลือนรางว่า ปีนั้นดอกหลีฮวาร่วงหล่นเต็มพื้น ทั้งเมืองฉางอันเต็มไปด้วยสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามรวบผมหางม้าสูง ควบม้าทะยานผ่านถนนหินศิลา มือถือกระบี่ตวัดเกี่ยวไหสุราอันเป็นรางวัลจากหอวั่งเยว่ลงมาท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน เขาก็ควบม้าทะยานจากไปควบอาชาอิงสะพานโค้ง หญิงงามบนหอส่งสายตาเย้ายวนถูจิ่งในวัยเยาว์เรียกได้ว่าเป็น “ชายหนุ่มผู้สง่างามไร้ที่ติ” โดยแท้ยามเขาทะยานลงมาหยุดเบื้องหน้าข้า รอยยิ้มนั้นช่างดูรื่นเริงและเปี่ยมด้วยอิสระ“รับไว้เสีย! เสี่ยวชิงอวิ๋น นี่คือสุราที่พี่ชายไปแย่งชิงกลับมาให้เจ้า!”ยืนสง่างามดั่งไม้งามล้ำค่า รอยยิ้มเจิดจ้าประหนึ่งแสงจันทร์กระจ่างใจนั่นคือความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของข้า ณ ชั่วขณะนั้นและเป็นครั้ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status