مشاركة

บทที่ 3

مؤلف: ฟางหยวน
ถูจิ่งยื่นมือออกมาหมายจะขวางข้าไว้ แต่ถูกฉีซวี่ที่อยู่ด้านหลังร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน

“พี่อาจิ่ง…”

“ออกไป”

ทันทีที่เขาตวาดขึ้นมา ข้าก็เดินออกจากห้องไปแล้ว

สีหน้าของถูจิ่งดูย่ำแย่กว่าเดิม ฉีซวี่มองดูสีหน้าของเขาในตอนนี้ แล้วไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรเลยสักคำ จึงได้แต่พาถูซูหยางเดินออกไปอย่างเจียมตน

บุรุษหนุ่มผู้มีสีหน้าเย็นชาทอดสายตามองเศษหยกที่เกลื่อนพื้น เขาค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง เก็บชิ้นส่วนขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วกำไว้ในอุ้งมือแน่น

องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ใต้เท้า ไฉนท่านจึงไม่บอกฮูหยินไปเล่าว่า ในตอนนั้น...”

“พอได้แล้ว!”

ถูจิ่งหลุบตาลง เพื่อซ่อนหางตาที่แดงก่ำ

“หุบปากของเจ้าซะ”

ตอนที่ข้าเดินย้อนกลับมา ก็ได้ยินประโยคนั้นเข้าพอดี

เมื่อเขาเห็นข้า สีหน้าก็ดูทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่เพียงพริบตาก็กลับไปร้ายกาจเหมือนทุกวันที่เผชิญหน้ากับข้าดังเดิม

“กลับมาทำไมอีก?”

ข้ามิได้ตอบคำถามเขา เพียงแต่ก้มลงเก็บเศษหยกที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาจนหมดสิ้น

ทว่าตอนที่ข้ากำลังจะเก็บชิ้นสุดท้าย ถูจิ่งกลับไวทีกว่าข้าก้าวหนึ่ง เขาใช้เท้าเหยียบลงไปบนนั้น

มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน สายตากวาดมองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า

“อะไรกัน ไม่ชอบบุตรคนนี้แล้วหรือ อยากจะกลับมาหาข้าเพื่อผลิตใหม่อีกสักคนหรือไรกัน?”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประชดประชัน หลังจากนั้นเขาก็เหยียบลงบนเศษหยกที่แตกละเอียด แล้วขยี้มันแรงๆ ทีหนึ่ง

“แต่ดูสภาพเจ้าในตอนนี้สิ...”

“ที่หยางเอ๋อร์พูดมาก็ไม่ผิดเลย”

“น่าเกลียดจริงๆ นั่นแหละ...”

ท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่ ข้าเห็นเขายืนประสานมือไว้เบื้องหลัง แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาจนถึงขีดสุด

หยาดเลือดสีแดงเข้มหลายหยดร่วงหล่นจากอุ้งมือที่เขากำไว้แน่นอยู่เบื้องหลัง หยดลงบนแผ่นหินเย็นเยียบจนแตกกระจายกลายเป็นบุปผาสีชาดอันงดงาม

ข้าขมวดคิ้วจ้องมองรอยเลือดที่นองอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นแล้วนิ่งงันไปชั่วขณะ ทว่าภายในใจกลับเหนื่อยล้าเกินกว่าจะใส่ใจหาเหตุผลถึงพฤติกรรมอันผิดแปลกของเขา

เพราะเหลือเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้น ข้าก็จะเป็นอิสระจากที่นี่ และจากเขาไปตลอดกาล

ข้ามองถูจิ่งที่ยังคงเหยียบเศษหยกชิ้นเล็กๆ นั้นไว้โดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับเท้าออก

ข้าจึงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “ท่านยังไม่ไปอีกหรือ?”

ข้าหาได้มีความปรารถนาที่จะมีบุตรกับเขาอีกไม่

แต่ที่นี่คือห้องนอนของข้า หากเขายังไม่จากไป ข้าก็คงไม่อาจพักผ่อนได้

เมื่อได้ยินถ้อยคำราบเรียบไร้ความรู้สึกของข้า ถูจิ่งก็ชะงักไปเล็กน้อย

“เสิ่นชิงอวิ๋น ความดื้อรั้นเอาชนะที่เจ้าเคยใช้รับมือกับข้านั้นหายไปไหนเสียเล่า?”

“ไฉนเลยถึงได้ยอมจำนนง่ายดายเช่นนี้ ช่างดูไม่เหมือนเจ้าเอาเสียเลย”

แววตาของเขายังคงเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน ก่อนจะกระชากข้อมือข้าอย่างแรง บีบบังคับให้ข้าต้องจ้องมองเขาตรงๆ

ข้าเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ แกะนิ้วมือของเขาออกทีละนิ้วจากข้อมือของข้า

“ใต้เท้า ท่านคงมิได้นึกอยากจะมีบุตรกับข้าอีกสักคนจริงๆ หรอกกระมัง?”

ข้าแสร้งทำท่าทางออดอ้อนเย้ายวนเลียนแบบฉีซวี่ในยามปกติ แล้วลูบไล้ไปตามแขนของเขา

เขารีบผละตัวออกทันที ราวกับถูกสิ่งสกปรกโสมม พร้อมตวาดเสียงกร้าว

“เสิ่นชิงอวิ๋น จนกว่าเจ้าจะสำนึกผิดอย่างแท้จริง อย่าได้หวังเลยว่าข้าจะแตะต้องร่างกายอันเน่าเฟะของเจ้า!”

เขาเร่งรีบจากไปอย่างลนลาน

ท่าทางนั้นดูราวกับเด็กหนุ่มผู้เขินอาย ในคราที่สารภาพรักกับข้าเมื่อปีนั้นไม่มีผิด

เพียงแต่ เราไม่มีวันหวนคืนกลับไปจุดเดิมได้อีกแล้ว

ครั้นได้สติว่าตนเพิ่งกระทำสิ่งใดลงไป ข้าก็พะอืดพะอมจนขย้อนไม่หยุดอยู่เนิ่นนานถึงกลางดึก

รุ่งเช้า ข้าเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ไว้แต่เนิ่นๆ

บัดนี้ตระกูลเสิ่นยังคงแบกรับมลทินโทษฐานกบฏ จึงไม่อาจฝังร่างในสุสานหลวง

ข้ายังคงจดจำวันประหารในครานั้นได้ขึ้นใจ ข้าแบกศพของบรรดาญาติสนิทมิตรสหายเดินผ่านถนนสายยาวสิบหลี่ ข้ามผ่านภูเขารกร้างแถบชานเมืองมาด้วยตัวเอง

สุดท้ายข้าก็เป็นผู้ฝังร่างพวกเขาด้วยมือตนเองไว้ใต้ต้นท้อที่งดงามยิ่งต้นหนึ่ง

หวังเพียงว่าเมื่อถึงเดือนสามปีหน้า ยามที่กลีบดอกสีแดงร่วงหล่น พวกเขาจะได้มีโอกาสมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของโลกมนุษย์นี้อีกครั้ง

ขณะที่ข้ากำลังเก็บเครื่องเซ่นไหว้ชิ้นสุดท้ายลงในห่อผ้า ถูจิ่งก็ผลุนผลันบุกเข้ามาจากด้านนอก

โดยมีถูซูหยางที่ส่งเสียงโวยวายเดินตามหลังมาติดๆ

ทันทีที่เห็นเครื่องเซ่นไหว้วางระเกะระกะเต็มห้อง เขาก็ดูเหมือนจะเกิดความสนใจขึ้นมาในทันที

เขาชี้ไปที่รองเท้าหัวเสือคู่หนึ่งที่วางอยู่ด้านบนสุด

“ข้าอยากได้เจ้าสิ่งนี้”

นั่นเป็นรองเท้าที่ข้าปักให้หลานชายที่สิ้นใจตั้งแต่ยังเด็ก ตอนที่เขาจากไปนั้นอายุยังไม่ถึงสองขวบด้วยซ้ำ

เขายังไม่ทันได้มีโอกาสมองดูโลกใบนี้ให้มากกว่านี้เลย

ข้ามองดูเด็กคนที่ข้าเลี้ยงดูมาด้วยมือตัวเองถึงหกปี ความรู้สึกภายในใจนั้นซับซ้อนจนยากจะบรรยายออกมาได้

“ไม่ได้หรอก”

ข้าปฏิเสธออกไปอย่างแข็งกระด้าง

แต่เขายังคงฉวยโอกาสตอนที่ข้าเผลอ หยิบมันออกมาเองโดยพลการ

แถมยังเหยียบย่ำเครื่องเซ่นไหว้จนพังเสียหายไปเป็นแถบ

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 11

    เมื่อไม่กี่วันก่อน ถูซูหยางเพียงแค่ทำมันตกพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ถูกส่งตัวไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนแล้วในตอนนั้นข้าทั้งโกรธแค้นฟ้าดิน กระทั่งพาลเกลียดชังมันไปด้วยทว่าข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ข้าต้องกอดมันไว้แล้วร้องไห้ฟูมฟายจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้ภายในกล่องมีไหดินเผาสีดำใบหนึ่งวางอยู่ มันคืออัฐิของบุตรข้าข้าใช้สองมือที่สั่นเทาประคองมันขึ้นมา หมายจะเอ่ยเรียกเขาดูสักคำทว่าครุ่นคิดวนเวียนไปมาอยู่นาน ข้ากลับไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดกันแน่เขาไม่มีชื่อ...ชื่อหยางเอ๋อร์ที่ข้าเรียกขานมาตลอดหกปีนั้น หาใช่ชื่อของเขาไม่แม้แต่หน้าของเขา ข้ายังไม่เคยได้เห็น แม้แต่ชื่อของเขา ข้ก็ายังไม่เคยได้ตั้งให้“อันอัน...”“แม่เรียกเจ้าว่าอันอันดีหรือไม่?”“แม่เพียงหวังให้เจ้าที่อยู่ที่นั่น ได้อยู่อย่างราบรื่นและปลอดภัย...”ข้ากอดเขาไว้แน่นแม่ขอโทษนะชีวิตแม่นี้ช่างอาภัพนัก หวังว่าในชาติหน้า อันอันจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานร่วมกับแม่เช่นนี้อีกไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีกว่านี้นะลูกนะ......“ฮูหยิน”ไม่รู้ว่าองครักษ์ข้างกายของถูจิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใดเขาถอนหายใ

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 10

    “ทำไมกัน…”หยาดน้ำตาเค็มปร่าร่วงหล่นลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เป็นเม็ดโตหยดแล้วหยดเล่าทว่าก็ไม่อาจกลบฝังความเจ็บปวดล้ำลึกภายในใจข้าได้เลย“เพราะเขาสมควรตาย คนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ล้วนสมควรตาย...”“พวกมีชะตาต่ำต้อยมาแต่กำเนิด!”“จริงสิ ยังมีบุตรชายของเจ้าอีกคน”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาแดงก่ำจนสั่นระริก ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นขาดห้วงและติดขัดทว่ามันกลับชัดเจน และเข้าสู่โสตประสาทของข้าจนครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว“เขาเอง ก็...ถูกข้าใช้มือปิดปากจมูกจนขาดใจตาย”“ตอนที่เขาตาย ทั่วทั้งร่าง…ล้วนเขียวช้ำไปหมด”“เจ้ารู้หรือไม่...”“ถูจิ่ง ท่านมันเดรัจฉาน!”ยามนี้ความแค้นได้ทำให้ข้าสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นข้าแทบไม่ได้ยินแล้วว่าเขากำลังพูดสิ่งใด เห็นเพียงปากของเขาที่ขยับขึ้นลงไม่หยุดเปรียบเสมือนปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังมาทวงคืนวิญญาณหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนักความแค้นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านขึ้นในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของข้าสังหารเขาเสีย…แก้แค้น…แก้แค้นให้ทุกคน!ดังนั้น ข้าจึงชักมีดสั้นที่พกซ่อนไว้ในแขนเสื้อม

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 9

    “ท่านแม่ หยางเอ๋อร์จะไม่ดื้อรั้นกับท่านแล้ว”“ท่านแม่ ท่านอย่าตายเลยได้หรือไม่…”“ทั้งหมดเป็นความผิดของหยางเอ๋อร์เอง...”เขาพูดไปสะอื้นไป พลางแจกแจงความผิดที่เคยทำไว้ในอดีตออกมาทีละข้อเขาสารภาพว่าเมื่อก่อนตนไร้เดียงสาเกินไป จึงเอาแต่ชอบท่านน้าซวี่ โดยที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ข้าจะต้องจากเขาไปจริงๆดวงตาดำขลับกระจ่างใสของถูซูหยางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขามองตรงมาที่ข้าราวกับต้องการคำมั่นสัญญาข้ามองดูเขา ความรู้สึกในใจวูบไหวไปชั่วขณะหากตอนนั้นบุตรของข้าไม่ตายจากไป ยามที่เขาดื้อรั้นแล้วกลับมาสำนึกผิดเช่นนี้ จะมีหน้าตาไม่ต่างไปจากถูซูหยางที่อยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่?หรือว่า เขาจะรู้จักความมากกว่านี้กันนะ?หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรงวูบหนึ่ง แล้วเริ่มปวดแปลบขึ้นมาข้าไอออกมาอย่างหนักสองสามครั้ง“รู้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด”“ท่านแม่...”“ออกไปเถิด”สำหรับถูซูหยาง ข้ายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรู้สึกเช่นไรเขาวิ่งสะอื้นไห้ออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเบื้องหลังนั้น ข้าไม่สามารถประคองตัวไหวอีกต่อไป จึงไอออกมาเป็นเลือดคำโต......วันถัด

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 8

    บรรยากาศเงียบงันชวนให้อึดอัด“ในเมื่อฟื้นแล้ว...เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”ในที่สุดเขาก็ทนรับมือกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ไหว จึงขอตัวจากไปก่อนทว่าในวินาทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมา“เสิ่นชิงอวิ๋น ต่อไปนี้ห้ามตายอีกนะ”ข้าพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขาในมุมมืดที่เขาไม่อาจมองเห็น หยาดน้ำตาอันไร้สุ้มเสียงก็ร่วงหล่นลงมาในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าได้ย้อนมองสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประหนึ่งภาพฉายที่แล่นผ่านตาอย่างรวดเร็วอีกครั้งตั้งแต่ความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลในวัยเยาว์ ไปจนถึงวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย และเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ความสุขสมในรักแรกเริ่ม ไปจนถึงความทรมานที่อยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปตามกันจากวันวานที่ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สู่ยามที่เส้นผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ...ความรู้สึกนับพันประการนั้น ราวกับมดนับหมื่นที่กัดกินหัวใจ กัดกินเนื้อสดๆ ออกจากอกถูจิ่งคิดมาโดยตลอดว่า ตระกูลเสิ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกและสูญเสียทว่าแท้จริงแล้ว บิดาของข้าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เป็นเพียงผู้รับราชโองก

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 7

    ผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอ๋องจิ้ง ให้ประหารชีวิตโดยไม่ต้องไต่สวนตอนที่เขาจากไป เขาหันมามองข้าอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ข้าไม่อาจเข้าใจหลังจากข้ากลับถึงบ้าน ก็เห็นท่านพ่อยืนรออยู่ที่หน้าห้องของข้า ราวกับว่าท่านดูแก่ชราลงไปถึงสิบปีในชั่วพริบตา“เขาไปแล้วหรือ?”“เจ้าค่ะ”เวลาล่วงเลยไปหลายปีอย่างรวดเร็ว หลังพิธีปักปิ่นข้าจบลง ทางบ้านก็เริ่มมองหาคู่ครองให้ข้าทว่าเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ควบม้าผ่านไปในปีนั้น กลับไม่อาจเลือนหายไปจากใจข้าได้เลยกลับกัน มันยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆในวันที่การแต่งงานกับคุณชายตระกูลหลี่ถูกกำหนดขึ้น ข้าจึงขุดไหสุรานารีแดงที่ฝังไว้ใต้ต้นหลีฮวานั่นขึ้นมาข้าดื่มเพียงลำพังจนเมามายไม่ได้สติข้าอาศัยความเมามาย บุกไปถึงหน้าจวนตระกูลหลี่แล้วทำลายงานมงคลของตนเองลงกับมือนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ากระทำตัวนอกรีตและแหกกฎจารีตท่านพ่อท่านแม่มองดูข้าพลางถอนหายใจด้วยความจนใจ ทว่ากลับไม่กล่าววาจาใดๆ ออกมาเลยในวันที่ได้พบถูจิ่งอีกครั้ง ข้าถูกบีบให้มองดูญาติพี่น้องถูกตัดศีรษะทีละคนๆ จนร้องไห้ออกมาสุดเสียงสุดท้ายเหลือเพียงข้ากับท่านพ่อท

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 6

    ถูจิ่งรีบยัดเม็ดยาถอนพิษเข้าปากข้าด้วยความลนลาน ทว่ากลับไม่อาจต้านทานเลือดพิษที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสายได้“ชิงชิง…”“ชิงชิง อย่าเพิ่งหลับนะ...”“เสิ่นอชิงวิ๋น ข้าขอร้องเจ้าล่ะ อย่าเพิ่งหลับนะ”หยาดน้ำตาของเขาหยดลงบนแก้มข้า พร้อมกับความร้อนระอุที่แผดเผาทว่าสติสัมปชัญญะของข้ากลับยิ่งพร่าเลือนลงเรื่อยๆข้ายังพอจดจำได้เลือนรางว่า ปีนั้นดอกหลีฮวาร่วงหล่นเต็มพื้น ทั้งเมืองฉางอันเต็มไปด้วยสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามรวบผมหางม้าสูง ควบม้าทะยานผ่านถนนหินศิลา มือถือกระบี่ตวัดเกี่ยวไหสุราอันเป็นรางวัลจากหอวั่งเยว่ลงมาท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน เขาก็ควบม้าทะยานจากไปควบอาชาอิงสะพานโค้ง หญิงงามบนหอส่งสายตาเย้ายวนถูจิ่งในวัยเยาว์เรียกได้ว่าเป็น “ชายหนุ่มผู้สง่างามไร้ที่ติ” โดยแท้ยามเขาทะยานลงมาหยุดเบื้องหน้าข้า รอยยิ้มนั้นช่างดูรื่นเริงและเปี่ยมด้วยอิสระ“รับไว้เสีย! เสี่ยวชิงอวิ๋น นี่คือสุราที่พี่ชายไปแย่งชิงกลับมาให้เจ้า!”ยืนสง่างามดั่งไม้งามล้ำค่า รอยยิ้มเจิดจ้าประหนึ่งแสงจันทร์กระจ่างใจนั่นคือความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของข้า ณ ชั่วขณะนั้นและเป็นครั้ง

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 5

    เมื่อนานมามากแล้ว เขามักจะกระซิบเรียกข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนข้างหูเช่นนี้จริงๆเขากล่าวว่าชาตินี้ คำเรียกขานนี้จะเป็นของข้าเพียงผู้เดียวแต่ทว่าในเวลาต่อมา เขากลับโอบกอดฉีซวี่ พร้อมกับพร่ำเรียกนางว่า “ชิงชิง”ข้าแค่นยิ้มเยาะตนเองยิ้มให้กับคำเรียกขานที่ไม่ได้ยินมานาน เมื่อมันถูกพึมพำออกมาจากปากขอ

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 4

    “พอที!”โทสะพลันปะทุขึ้นในใจ ข้าจึงแย่งรองเท้าหัวเสือจากมือเขากลับมาอย่างแข็งกร้าว“จะตะคอกไปทำไมกัน?”ถูจิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มหน้ามองต่ำลงพลางเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า“เขาก็เป็นบุตรของเจ้า หากร้องไห้ขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า?”“บุตรของข้าหรือ?”ข้าหัวเราะเยาะเย้ยหยัน“บุตรของข้าตายไปตั้งแต่หกปีก่

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 2

    แรกเริ่มเดิมที ข้ามักจะกัดฟันกรอดพลางจ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น“ถูจิ่ง สักวันหนึ่ง ข้าจะเด็ดศีรษะท่านด้วยมือของข้าเอง”แล้วเขาก็จะใช้มือบีบคางของข้าเอาไว้ บังคับให้ข้าต้องสบตาเขา“เช่นนั้นก็มาลองดูว่า เจ้าจะสังหารข้าได้ก่อน หรือข้าจะบีบให้เจ้าเป็นบ้าไปเสียก่อน”พวกเราต่างทรมานกันและกันเช่นนี้มาน

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 1

    ข้ายกสุราพิษออกมาอีกครา มุ่งหน้าไปคิดบัญชีกับเขาราวกับคนเสียสติทว่ากลับได้ยินอนุภรรยาของเขาหัวเราะต่อกระซิกออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกว่า“พี่อาจิ่ง ท่านว่าหากนางรู้เข้าว่าบุตรที่ตัวเองยอมแลกชีวิตคลอดออกมา ถูกท่านอุดปากอุดจมูกจนตายด้วยน้ำมือของตนเองซ้ำยังต้องมาช่วยเลี้ยงดูบุตรของพวกเราสองคนแทนมาตลอดหกป

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status