Share

บทที่ 5

Author: ฟางหยวน
เมื่อนานมามากแล้ว เขามักจะกระซิบเรียกข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนข้างหูเช่นนี้จริงๆ

เขากล่าวว่าชาตินี้ คำเรียกขานนี้จะเป็นของข้าเพียงผู้เดียว

แต่ทว่าในเวลาต่อมา เขากลับโอบกอดฉีซวี่ พร้อมกับพร่ำเรียกนางว่า “ชิงชิง”

ข้าแค่นยิ้มเยาะตนเอง

ยิ้มให้กับคำเรียกขานที่ไม่ได้ยินมานาน เมื่อมันถูกพึมพำออกมาจากปากของถูจิ่ง กลับยังคงทำให้หัวใจที่แห้งเหือดของข้าเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาได้เล็กน้อย

ในชั่วพริบตานั้น ความทรงจำบางอย่างที่ข้าเคยจงใจปิดตายเอาไว้ ก็หวนกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง

ข้าจำได้ถึงคืนฝนตกในวัยเยาว์ ข้าเล่นเพลินจนหลงทางในหุบเขา เขาถอดเสื้อของตนออกมาคลุมให้ข้า

แล้วแบกข้าเดินทีละก้าวออกจากหุบเขาลึก

ยามนั้นข้าแนบหน้าลงบนแผ่นหลังของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนผิดจังหวะ

ไม่รู้ว่าเป็นของเขา หรือเป็นของข้ากันแน่

แม้แต่ในยามที่แต่งงานกันแล้ว เราก็เคยมีช่วงเวลาที่มีความสุขอยู่ช่วงหนึ่ง

เขาเคยวิ่งผ่านถนนสามสายอยู่ทุกวี่วัน เพื่อไปหาพ่อครัวที่เหลาอาหาร ฝึกทำขนมที่ข้าชอบที่สุด

และเคยมีวันที่เขารู้ว่าข้าตั้งครรภ์ แววตาของเขานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีที่ไม่อาจเสแสร้งได้

เขาเด็ดดอกกุ้ยฮวาในฤดูใบไม้ร่วงทัดไว้หลังใบหูของข้า พร้อมให้คำมั่นสัญญาต่อข้าหนักแน่นดั่งภูผามหาสมุทร

ภายใต้แสงรำไรของยามเช้า ข้าเห็นหยาดน้ำตาที่หางตาของถูจิ่งไหลร่วงลงมาในที่สุด

จู่ๆ เขาก็โอบกอดข้าไว้แน่น ราวกับอยากจะหลอมรวมตัวข้าให้เป็นหนึ่งเดียวกับกระดูกและเลือดเนื้อของเขา

“ชิงชิง อย่าทิ้งข้าไปเลยนะ...”

ด้วยฤทธิ์สุรา เขาหลั่งน้ำตาให้กับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้ดื้อรั้นคนนั้นอยู่นานโข

จนกระทั่งแสงแรกของวันปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก เขาถึงค่อยๆ สร่างเมา

เมื่อสติกลับคืนมา เขามองมาที่ข้าอย่างเงียบงัน ในแววตานอกจากความซับซ้อนเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีความผิดปกติใดหลงเหลืออยู่อีก

กลับมาเย็นชาเหมือนดั่งเช่นทุกวันอีกครั้ง

ราวกับว่าคนที่โอบกอดข้าแล้วร้องไห้คร่ำครวญเมื่อครู่นี้ หาใช่เขาไม่

ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงความฝันที่ข้าคิดไปเองฝ่ายเดียว

ข้ากลัวเหลือเกินว่าประโยคถัดไปที่เขาเอ่ยออกมาจะเป็นคำถากถาง

ข้าจึงชิงเอ่ยขึ้นตัดหน้าเขาก่อน

“สร่างเมาแล้ว ก็รีบไสหัวไปเสีย”

“ที่นี่ไม่ต้อนรับท่าน”

ในเวลานั้น คราบน้ำตาบนใบหน้าของถูจิ่งยังไม่แห้งสนิทดี พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ สีหน้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

แต่แล้วเขาก็เค้นหัวเราะออกมาอย่างรวดเร็ว “ไสหัวไปงั้นหรือ?”

“เสิ่นชิงอวิ๋น เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าจวนแห่งนี้ล้วนเป็นของตระกูลถู”

เขาหลุบตาลงต่ำเล็กน้อย คำพูดที่เอ่ยออกมาแฝงความดูแคลนอยู่หลายส่วน

“ดังนั้น ข้าอยากไปที่ไหนก็จะไป”

“ต่อให้มีคนคนหนึ่งที่ต้องไสหัวไป คนคนนั้นก็ควรเป็นเจ้า”

ข้ายิ้มบางๆ ทั้งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ

“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเอง”

“เสิ่นชิงอวิ๋น!”

จู่ๆ นัยน์ตาเขาก็แดงก่ำ พลางคว้าข้อมือข้าไว้แน่น เหมือนกับทุกครั้งนับครั้งไม่ถ้วนที่เคยพันธนาการข้าไว้

แรงบีบนั้นมหาศาลจนข้าไม่อาจดิ้นให้หลุด

แต่สุดท้าย เมื่อเขาเห็นใบหน้าที่ไร้ชีวิตชีวาของข้าเช่นนี้ เขากลับสะบัดข้าออกไปอย่างแรง

“เจ้ามันเก่งนักนะ”

เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เขาจากไปตลอดหกปีนี้ หลังจากเขาพูดจบประโยค ก็ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่เย็นชาและตัดเยื่อขาดใยให้ข้า

สิ่งที่ต่างออกไปคือ เขาจะไม่มีวันได้พบข้าอีกแล้ว

บนภูเขาร้างชานเมือง มีเพียงข้าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง แม้แต่รถม้าสักคันก็ไม่มี

เป็นเช่นนี้มาทุกปี

ข้าดึงดันที่จะเชื่อว่ารถม้าของจวนตระกูลถู รังแต่จะทำให้ดวงวิญญาณของคนในครอบครัวต้องแปดเปื้อน

ข้านั่งอยู่หน้าป้ายหลุมศพของคนในครอบครัว พร่ำบอกเล่าเรื่องราวมากมายอย่างขาดห้วง

จนกระทั่งสุราในไหเริ่มจะหมด ข้าถึงค่อยลุกขึ้นยืน แล้วหยิบเม็ดยาเล็กๆ เม็ดหนึ่งออกมาจากห่อสัมภาระ

อยู่มิสู้ตาย แม้นอยากจะตายก็มิอาจตายได้…

คำพูดที่ถูจิ่งเคยพูดไว้ หวนกลับเข้ามาในห้วงความคิดของข้าอีกครั้ง

แต่ความตาย จริงๆ แล้วช่างง่ายดายเหลือเกิน

เพียงแค่เม็ดยาเล็กๆ เม็ดนี้ ก็สามารถพาข้าไปจากสถานที่แห่งความทุกข์ระทมแห่งนี้ได้แล้ว

ข้าละลายมันลงในสุราจอกสุดท้าย แล้วเงยหน้าดื่มจนหมดในคราวเดียว

เสียงร้องของรถม้าจากที่ไกลๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเรียก “ชิงชิง” ที่ทั้งคุ้นเคยและห่างเหิน

ในยามที่ทัศนวิสัยค่อยๆ พร่าเลือน ข้าหงายหลังล้มลง เห็นถูจิ่งที่กระโจนลงจากหลังม้ากำลังวิ่งถลาเข้ามาหาข้าอย่างทุลักทุเล

ทว่าข้ามองเห็นสีหน้าเขาไม่ชัด ทั้งยังไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ของเขาอีกต่อไป

ทำได้เพียงใช้เรี่ยวแรงสุดท้าย ผลักเขาออกไป

“ถูจิ่ง ตอนนี้ข้ากำลังจะตายแล้ว”

“ท่านพอใจแล้วใช่หรือไม่”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 11

    เมื่อไม่กี่วันก่อน ถูซูหยางเพียงแค่ทำมันตกพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ถูกส่งตัวไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนแล้วในตอนนั้นข้าทั้งโกรธแค้นฟ้าดิน กระทั่งพาลเกลียดชังมันไปด้วยทว่าข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ข้าต้องกอดมันไว้แล้วร้องไห้ฟูมฟายจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้ภายในกล่องมีไหดินเผาสีดำใบหนึ่งวางอยู่ มันคืออัฐิของบุตรข้าข้าใช้สองมือที่สั่นเทาประคองมันขึ้นมา หมายจะเอ่ยเรียกเขาดูสักคำทว่าครุ่นคิดวนเวียนไปมาอยู่นาน ข้ากลับไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดกันแน่เขาไม่มีชื่อ...ชื่อหยางเอ๋อร์ที่ข้าเรียกขานมาตลอดหกปีนั้น หาใช่ชื่อของเขาไม่แม้แต่หน้าของเขา ข้ายังไม่เคยได้เห็น แม้แต่ชื่อของเขา ข้ก็ายังไม่เคยได้ตั้งให้“อันอัน...”“แม่เรียกเจ้าว่าอันอันดีหรือไม่?”“แม่เพียงหวังให้เจ้าที่อยู่ที่นั่น ได้อยู่อย่างราบรื่นและปลอดภัย...”ข้ากอดเขาไว้แน่นแม่ขอโทษนะชีวิตแม่นี้ช่างอาภัพนัก หวังว่าในชาติหน้า อันอันจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานร่วมกับแม่เช่นนี้อีกไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีกว่านี้นะลูกนะ......“ฮูหยิน”ไม่รู้ว่าองครักษ์ข้างกายของถูจิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใดเขาถอนหายใ

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 10

    “ทำไมกัน…”หยาดน้ำตาเค็มปร่าร่วงหล่นลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เป็นเม็ดโตหยดแล้วหยดเล่าทว่าก็ไม่อาจกลบฝังความเจ็บปวดล้ำลึกภายในใจข้าได้เลย“เพราะเขาสมควรตาย คนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ล้วนสมควรตาย...”“พวกมีชะตาต่ำต้อยมาแต่กำเนิด!”“จริงสิ ยังมีบุตรชายของเจ้าอีกคน”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาแดงก่ำจนสั่นระริก ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นขาดห้วงและติดขัดทว่ามันกลับชัดเจน และเข้าสู่โสตประสาทของข้าจนครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว“เขาเอง ก็...ถูกข้าใช้มือปิดปากจมูกจนขาดใจตาย”“ตอนที่เขาตาย ทั่วทั้งร่าง…ล้วนเขียวช้ำไปหมด”“เจ้ารู้หรือไม่...”“ถูจิ่ง ท่านมันเดรัจฉาน!”ยามนี้ความแค้นได้ทำให้ข้าสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นข้าแทบไม่ได้ยินแล้วว่าเขากำลังพูดสิ่งใด เห็นเพียงปากของเขาที่ขยับขึ้นลงไม่หยุดเปรียบเสมือนปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังมาทวงคืนวิญญาณหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนักความแค้นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านขึ้นในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของข้าสังหารเขาเสีย…แก้แค้น…แก้แค้นให้ทุกคน!ดังนั้น ข้าจึงชักมีดสั้นที่พกซ่อนไว้ในแขนเสื้อม

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 9

    “ท่านแม่ หยางเอ๋อร์จะไม่ดื้อรั้นกับท่านแล้ว”“ท่านแม่ ท่านอย่าตายเลยได้หรือไม่…”“ทั้งหมดเป็นความผิดของหยางเอ๋อร์เอง...”เขาพูดไปสะอื้นไป พลางแจกแจงความผิดที่เคยทำไว้ในอดีตออกมาทีละข้อเขาสารภาพว่าเมื่อก่อนตนไร้เดียงสาเกินไป จึงเอาแต่ชอบท่านน้าซวี่ โดยที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ข้าจะต้องจากเขาไปจริงๆดวงตาดำขลับกระจ่างใสของถูซูหยางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขามองตรงมาที่ข้าราวกับต้องการคำมั่นสัญญาข้ามองดูเขา ความรู้สึกในใจวูบไหวไปชั่วขณะหากตอนนั้นบุตรของข้าไม่ตายจากไป ยามที่เขาดื้อรั้นแล้วกลับมาสำนึกผิดเช่นนี้ จะมีหน้าตาไม่ต่างไปจากถูซูหยางที่อยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่?หรือว่า เขาจะรู้จักความมากกว่านี้กันนะ?หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรงวูบหนึ่ง แล้วเริ่มปวดแปลบขึ้นมาข้าไอออกมาอย่างหนักสองสามครั้ง“รู้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด”“ท่านแม่...”“ออกไปเถิด”สำหรับถูซูหยาง ข้ายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรู้สึกเช่นไรเขาวิ่งสะอื้นไห้ออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเบื้องหลังนั้น ข้าไม่สามารถประคองตัวไหวอีกต่อไป จึงไอออกมาเป็นเลือดคำโต......วันถัด

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 8

    บรรยากาศเงียบงันชวนให้อึดอัด“ในเมื่อฟื้นแล้ว...เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”ในที่สุดเขาก็ทนรับมือกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ไหว จึงขอตัวจากไปก่อนทว่าในวินาทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมา“เสิ่นชิงอวิ๋น ต่อไปนี้ห้ามตายอีกนะ”ข้าพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขาในมุมมืดที่เขาไม่อาจมองเห็น หยาดน้ำตาอันไร้สุ้มเสียงก็ร่วงหล่นลงมาในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าได้ย้อนมองสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประหนึ่งภาพฉายที่แล่นผ่านตาอย่างรวดเร็วอีกครั้งตั้งแต่ความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลในวัยเยาว์ ไปจนถึงวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย และเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ความสุขสมในรักแรกเริ่ม ไปจนถึงความทรมานที่อยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปตามกันจากวันวานที่ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สู่ยามที่เส้นผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ...ความรู้สึกนับพันประการนั้น ราวกับมดนับหมื่นที่กัดกินหัวใจ กัดกินเนื้อสดๆ ออกจากอกถูจิ่งคิดมาโดยตลอดว่า ตระกูลเสิ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกและสูญเสียทว่าแท้จริงแล้ว บิดาของข้าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เป็นเพียงผู้รับราชโองก

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 7

    ผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอ๋องจิ้ง ให้ประหารชีวิตโดยไม่ต้องไต่สวนตอนที่เขาจากไป เขาหันมามองข้าอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ข้าไม่อาจเข้าใจหลังจากข้ากลับถึงบ้าน ก็เห็นท่านพ่อยืนรออยู่ที่หน้าห้องของข้า ราวกับว่าท่านดูแก่ชราลงไปถึงสิบปีในชั่วพริบตา“เขาไปแล้วหรือ?”“เจ้าค่ะ”เวลาล่วงเลยไปหลายปีอย่างรวดเร็ว หลังพิธีปักปิ่นข้าจบลง ทางบ้านก็เริ่มมองหาคู่ครองให้ข้าทว่าเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ควบม้าผ่านไปในปีนั้น กลับไม่อาจเลือนหายไปจากใจข้าได้เลยกลับกัน มันยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆในวันที่การแต่งงานกับคุณชายตระกูลหลี่ถูกกำหนดขึ้น ข้าจึงขุดไหสุรานารีแดงที่ฝังไว้ใต้ต้นหลีฮวานั่นขึ้นมาข้าดื่มเพียงลำพังจนเมามายไม่ได้สติข้าอาศัยความเมามาย บุกไปถึงหน้าจวนตระกูลหลี่แล้วทำลายงานมงคลของตนเองลงกับมือนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ากระทำตัวนอกรีตและแหกกฎจารีตท่านพ่อท่านแม่มองดูข้าพลางถอนหายใจด้วยความจนใจ ทว่ากลับไม่กล่าววาจาใดๆ ออกมาเลยในวันที่ได้พบถูจิ่งอีกครั้ง ข้าถูกบีบให้มองดูญาติพี่น้องถูกตัดศีรษะทีละคนๆ จนร้องไห้ออกมาสุดเสียงสุดท้ายเหลือเพียงข้ากับท่านพ่อท

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 6

    ถูจิ่งรีบยัดเม็ดยาถอนพิษเข้าปากข้าด้วยความลนลาน ทว่ากลับไม่อาจต้านทานเลือดพิษที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสายได้“ชิงชิง…”“ชิงชิง อย่าเพิ่งหลับนะ...”“เสิ่นอชิงวิ๋น ข้าขอร้องเจ้าล่ะ อย่าเพิ่งหลับนะ”หยาดน้ำตาของเขาหยดลงบนแก้มข้า พร้อมกับความร้อนระอุที่แผดเผาทว่าสติสัมปชัญญะของข้ากลับยิ่งพร่าเลือนลงเรื่อยๆข้ายังพอจดจำได้เลือนรางว่า ปีนั้นดอกหลีฮวาร่วงหล่นเต็มพื้น ทั้งเมืองฉางอันเต็มไปด้วยสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามรวบผมหางม้าสูง ควบม้าทะยานผ่านถนนหินศิลา มือถือกระบี่ตวัดเกี่ยวไหสุราอันเป็นรางวัลจากหอวั่งเยว่ลงมาท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน เขาก็ควบม้าทะยานจากไปควบอาชาอิงสะพานโค้ง หญิงงามบนหอส่งสายตาเย้ายวนถูจิ่งในวัยเยาว์เรียกได้ว่าเป็น “ชายหนุ่มผู้สง่างามไร้ที่ติ” โดยแท้ยามเขาทะยานลงมาหยุดเบื้องหน้าข้า รอยยิ้มนั้นช่างดูรื่นเริงและเปี่ยมด้วยอิสระ“รับไว้เสีย! เสี่ยวชิงอวิ๋น นี่คือสุราที่พี่ชายไปแย่งชิงกลับมาให้เจ้า!”ยืนสง่างามดั่งไม้งามล้ำค่า รอยยิ้มเจิดจ้าประหนึ่งแสงจันทร์กระจ่างใจนั่นคือความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของข้า ณ ชั่วขณะนั้นและเป็นครั้ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status