Share

บทที่ 4

Author: ฟางหยวน
“พอที!”

โทสะพลันปะทุขึ้นในใจ ข้าจึงแย่งรองเท้าหัวเสือจากมือเขากลับมาอย่างแข็งกร้าว

“จะตะคอกไปทำไมกัน?”

ถูจิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มหน้ามองต่ำลงพลางเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า

“เขาก็เป็นบุตรของเจ้า หากร้องไห้ขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า?”

“บุตรของข้าหรือ?”

ข้าหัวเราะเยาะเย้ยหยัน

“บุตรของข้าตายไปตั้งแต่หกปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?”

สีหน้าของถูจิ่งแข็งค้างไปในทันที ความตื่นตระหนกที่แฝงอยู่ในแววตาไม่อาจปกปิดไว้ได้อีกต่อไป

เขาหันหน้าหนีไป ไม่กล้าสบตาข้า

“จะ...เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?”

“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ถูจิ่ง ข้าขอถามท่านเพียงประโยคเดียว”

“หกปีก่อน บุตรที่ตายจากไปของข้า ถูกท่านนำไปไว้ที่ใด?”

แววตาของเขาไหววูบด้วยความเจ็บปวดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว

เขามองดูท่าทางที่จวนจะสติแตกของข้า พลางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ

“ก็แค่ลูกชู้ไร้ค่าคนหนึ่ง เกิดมาข้าก็โยนทิ้งไว้ที่ป่าช้าไร้ญาติแล้ว”

ข้าตกตะลึงกับความไร้ยางอายของเขาจนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ท่ามกลางความเงียบงันจนน่าอึดอัด ในที่สุดข้าก็ค่อยๆ ได้สติ และไม่รีรอที่จะตบฉาดลงบนใบหน้าของเขาอย่างเต็มแรง

“เขาก็เป็นบุตรของท่านเหมือนกัน!”

“มันไม่ใช่สักหน่อย!”

เขาปฏิเสธคำพูดของข้าแทบจะในทันที

แต่ในยามนั้นเอง ถูจิ่งถึงได้แสดงความรู้สึกออกมาอย่างแท้จริง เขาเก็บซ่อนแววเย้ยหยันไปจนสิ้น หางตาแดงระเรื่อขึ้นอย่างไม่อาจหักห้าม

“เสิ่นอวิ๋นชิง ในกายมันมีเลือดของเจ้าไหลเวียนอยู่ ข้าไม่มีวันยอมรับมันเป็นบุตรเด็ดขาด...”

“จนวินาทีที่มันตายไป ก็จะเป็นได้เพียงลูกชู้ไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น”

ถ้อยคำแต่ละคำที่เอ่ยออกมานั้น เมื่อกระทบเข้าหูข้า ก็ราวกับเป็นคมมีดกรีดลงกลางใจ

มันกรีดผ่าความโสโครกน่าอดสูที่หมักหมมมาตลอดหลายปีให้เปิดออก

แล้ววางมันลงตรงหน้าข้าในสภาพที่ยังอาบโชกไปด้วยเลือด

มันบอกให้ข้ารู้ว่า ความแค้นเก่าหนี้แค้นใหม่ที่ขวางกั้นระหว่างเราสองคนนั้น ไม่มีวันจางหายไปได้ตราบจนวันตาย

สิ่งที่เรียกว่าบุตรนั้น แท้จริงก็เป็นเพียงเครื่องมือที่คนบ้าเช่นเขาใช้เพื่อสนองความโลภโมโทสันเท่านั้น

เมื่อเขาสติกลับมา เด็กคนนั้นก็กลายเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่สามารถเขี่ยทิ้งได้ทุกเมื่อ…

สุดท้ายข้าก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป จึงร่ำไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด

ราวกับต้องการจะร้องไห้เพื่อปลดเปลื้องความอัปยศอดสูทั้งปวงตลอดหกปีที่ผ่านมาออกไปให้หมดสิ้น

เวลาล่วงเลยผ่านไปนานแสนนาน นานจนข้านึกว่าถูจิ่งได้จากไปแล้ว

ทว่าเขากลับค่อยๆ ย่อตัวลง ดึงข้อมือข้าไปแล้วจ้องตากันในระดับสายตา

“เจ้าชิงชังข้ามากเลยใช่หรือไม่ เสิ่นชิงอวิ๋น?”

“แต่ความชิงชังที่เจ้ามีในยามนี้ ยังไม่ถึงหนึ่งในหมื่นส่วนของข้าในตอนนั้น…”

ข้าพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะสะบัดจากการพันธนาการของเขา แต่กลับไร้ผลเสมอมา

จนกระทั่งสุดท้าย เมื่อร่างกายหมดสิ้นเรี่ยวแรง ใจก็เหี่ยวเฉาลงไปด้วย

ในชั่วพริบตานั้น ข้าถึงกับสูญสิ้นซึ่งความฮึกเหิมทั้งปวง หลงเหลือเพียงความปรารถนาที่จะตาย

ดังนั้น ข้าจึงยอมจำนนด้วยความปลงตก

“ท่านปล่อยข้าไปเถอะ ถูจิ่ง”

“ข้าก็จะปล่อยท่านไปเช่นกัน…”

“ถูจิ่ง ท่านดูผมสีดอกเลาทั้งศีรษะของข้านี่สิ!”

“ปีนี้ข้าอายุเพียงยี่สิบสี่ปีเท่านั้นนะ!”

ข้าชี้ไปที่ตนเอง หกปีที่ถูกทารุณกรรมทำให้ร่างกายข้าทรุดโทรมจนไม่เหลือชิ้นดี

ตัวข้าในยามนี้ ก็เป็นเพียงร่างที่แตกสลายร่างหนึ่งเท่านั้น

“ข้าเหนื่อยแล้ว ขอร้องล่ะ ท่านอย่าได้มารบกวนข้าอีกเลย…”

“ได้หรือไม่?”

เขาบีบข้อมือข้าไว้แน่น แววตาแฝงความรู้สึกที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้

เขาจ้องมองข้าอยู่นานทีเดียว ก่อนจะค่อยๆ คลายมือออก

คำพูดที่เอ่ยออกมากลับน่ารังเกียจอยู่เสมอ

“ไม่ได้หรอก”

“เสิ่นชิงอวิ๋น ข้าจะทรมานเจ้าไปชั่วชีวิต”

“หากเจ้ายังพอมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่บ้าง ก็สังหารข้าเสียสิ...”

สังหารท่านหรือ?

มุมปากข้าเผยยิ้มขมขื่นอย่างสมเพชตนเอง ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง

ถูจิ่ง หลายปีมานี้ข้าเคยสังหารท่านมาหนึ่งร้อยสามสิบสามครั้งแล้ว

ครั้งนี้ ข้าจะไม่สังหารท่านแล้ว

พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของตระกูลเสิ่น ข้าจะไปหาบิดามารดาของข้าแล้ว

หลังเรื่องวุ่นวายเมื่อตอนกลางวันจบสิ้นลง ไม่รู้เพราะเหตุใดยามค่ำคืน

ถูจิ่งถึงได้มาขวางอยู่ที่หน้าประตูห้องข้าตลอดทั้งคืนโดยมีกลิ่นสุราตลบอบอวลไปทั้งตัว

ข้าพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ

ตอนที่ผลักประตูออกมาเห็นเขา ท้องฟ้ายังคงมืดสลัวอยู่ในช่วงยามห้า

เขากำลังพิงอยู่กับเสาระเบียง แววตาเลื่อนลอย ที่หางตายังมีหยาดน้ำตาคลออยู่อย่างเลือนราง

“ชิงชิง...”

ฝีเท้าข้าชะงักลงในทันที ในห้วงความสับสน ยังนึกว่าเขากำลังเรียกข้าอยู่

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 11

    เมื่อไม่กี่วันก่อน ถูซูหยางเพียงแค่ทำมันตกพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ถูกส่งตัวไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนแล้วในตอนนั้นข้าทั้งโกรธแค้นฟ้าดิน กระทั่งพาลเกลียดชังมันไปด้วยทว่าข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ข้าต้องกอดมันไว้แล้วร้องไห้ฟูมฟายจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้ภายในกล่องมีไหดินเผาสีดำใบหนึ่งวางอยู่ มันคืออัฐิของบุตรข้าข้าใช้สองมือที่สั่นเทาประคองมันขึ้นมา หมายจะเอ่ยเรียกเขาดูสักคำทว่าครุ่นคิดวนเวียนไปมาอยู่นาน ข้ากลับไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดกันแน่เขาไม่มีชื่อ...ชื่อหยางเอ๋อร์ที่ข้าเรียกขานมาตลอดหกปีนั้น หาใช่ชื่อของเขาไม่แม้แต่หน้าของเขา ข้ายังไม่เคยได้เห็น แม้แต่ชื่อของเขา ข้ก็ายังไม่เคยได้ตั้งให้“อันอัน...”“แม่เรียกเจ้าว่าอันอันดีหรือไม่?”“แม่เพียงหวังให้เจ้าที่อยู่ที่นั่น ได้อยู่อย่างราบรื่นและปลอดภัย...”ข้ากอดเขาไว้แน่นแม่ขอโทษนะชีวิตแม่นี้ช่างอาภัพนัก หวังว่าในชาติหน้า อันอันจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานร่วมกับแม่เช่นนี้อีกไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีกว่านี้นะลูกนะ......“ฮูหยิน”ไม่รู้ว่าองครักษ์ข้างกายของถูจิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใดเขาถอนหายใ

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 10

    “ทำไมกัน…”หยาดน้ำตาเค็มปร่าร่วงหล่นลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เป็นเม็ดโตหยดแล้วหยดเล่าทว่าก็ไม่อาจกลบฝังความเจ็บปวดล้ำลึกภายในใจข้าได้เลย“เพราะเขาสมควรตาย คนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ล้วนสมควรตาย...”“พวกมีชะตาต่ำต้อยมาแต่กำเนิด!”“จริงสิ ยังมีบุตรชายของเจ้าอีกคน”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาแดงก่ำจนสั่นระริก ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นขาดห้วงและติดขัดทว่ามันกลับชัดเจน และเข้าสู่โสตประสาทของข้าจนครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว“เขาเอง ก็...ถูกข้าใช้มือปิดปากจมูกจนขาดใจตาย”“ตอนที่เขาตาย ทั่วทั้งร่าง…ล้วนเขียวช้ำไปหมด”“เจ้ารู้หรือไม่...”“ถูจิ่ง ท่านมันเดรัจฉาน!”ยามนี้ความแค้นได้ทำให้ข้าสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นข้าแทบไม่ได้ยินแล้วว่าเขากำลังพูดสิ่งใด เห็นเพียงปากของเขาที่ขยับขึ้นลงไม่หยุดเปรียบเสมือนปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังมาทวงคืนวิญญาณหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนักความแค้นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านขึ้นในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของข้าสังหารเขาเสีย…แก้แค้น…แก้แค้นให้ทุกคน!ดังนั้น ข้าจึงชักมีดสั้นที่พกซ่อนไว้ในแขนเสื้อม

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 9

    “ท่านแม่ หยางเอ๋อร์จะไม่ดื้อรั้นกับท่านแล้ว”“ท่านแม่ ท่านอย่าตายเลยได้หรือไม่…”“ทั้งหมดเป็นความผิดของหยางเอ๋อร์เอง...”เขาพูดไปสะอื้นไป พลางแจกแจงความผิดที่เคยทำไว้ในอดีตออกมาทีละข้อเขาสารภาพว่าเมื่อก่อนตนไร้เดียงสาเกินไป จึงเอาแต่ชอบท่านน้าซวี่ โดยที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ข้าจะต้องจากเขาไปจริงๆดวงตาดำขลับกระจ่างใสของถูซูหยางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขามองตรงมาที่ข้าราวกับต้องการคำมั่นสัญญาข้ามองดูเขา ความรู้สึกในใจวูบไหวไปชั่วขณะหากตอนนั้นบุตรของข้าไม่ตายจากไป ยามที่เขาดื้อรั้นแล้วกลับมาสำนึกผิดเช่นนี้ จะมีหน้าตาไม่ต่างไปจากถูซูหยางที่อยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่?หรือว่า เขาจะรู้จักความมากกว่านี้กันนะ?หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรงวูบหนึ่ง แล้วเริ่มปวดแปลบขึ้นมาข้าไอออกมาอย่างหนักสองสามครั้ง“รู้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด”“ท่านแม่...”“ออกไปเถิด”สำหรับถูซูหยาง ข้ายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรู้สึกเช่นไรเขาวิ่งสะอื้นไห้ออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเบื้องหลังนั้น ข้าไม่สามารถประคองตัวไหวอีกต่อไป จึงไอออกมาเป็นเลือดคำโต......วันถัด

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 8

    บรรยากาศเงียบงันชวนให้อึดอัด“ในเมื่อฟื้นแล้ว...เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”ในที่สุดเขาก็ทนรับมือกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ไหว จึงขอตัวจากไปก่อนทว่าในวินาทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมา“เสิ่นชิงอวิ๋น ต่อไปนี้ห้ามตายอีกนะ”ข้าพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขาในมุมมืดที่เขาไม่อาจมองเห็น หยาดน้ำตาอันไร้สุ้มเสียงก็ร่วงหล่นลงมาในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าได้ย้อนมองสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประหนึ่งภาพฉายที่แล่นผ่านตาอย่างรวดเร็วอีกครั้งตั้งแต่ความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลในวัยเยาว์ ไปจนถึงวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย และเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ความสุขสมในรักแรกเริ่ม ไปจนถึงความทรมานที่อยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปตามกันจากวันวานที่ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สู่ยามที่เส้นผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ...ความรู้สึกนับพันประการนั้น ราวกับมดนับหมื่นที่กัดกินหัวใจ กัดกินเนื้อสดๆ ออกจากอกถูจิ่งคิดมาโดยตลอดว่า ตระกูลเสิ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกและสูญเสียทว่าแท้จริงแล้ว บิดาของข้าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เป็นเพียงผู้รับราชโองก

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 7

    ผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอ๋องจิ้ง ให้ประหารชีวิตโดยไม่ต้องไต่สวนตอนที่เขาจากไป เขาหันมามองข้าอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ข้าไม่อาจเข้าใจหลังจากข้ากลับถึงบ้าน ก็เห็นท่านพ่อยืนรออยู่ที่หน้าห้องของข้า ราวกับว่าท่านดูแก่ชราลงไปถึงสิบปีในชั่วพริบตา“เขาไปแล้วหรือ?”“เจ้าค่ะ”เวลาล่วงเลยไปหลายปีอย่างรวดเร็ว หลังพิธีปักปิ่นข้าจบลง ทางบ้านก็เริ่มมองหาคู่ครองให้ข้าทว่าเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ควบม้าผ่านไปในปีนั้น กลับไม่อาจเลือนหายไปจากใจข้าได้เลยกลับกัน มันยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆในวันที่การแต่งงานกับคุณชายตระกูลหลี่ถูกกำหนดขึ้น ข้าจึงขุดไหสุรานารีแดงที่ฝังไว้ใต้ต้นหลีฮวานั่นขึ้นมาข้าดื่มเพียงลำพังจนเมามายไม่ได้สติข้าอาศัยความเมามาย บุกไปถึงหน้าจวนตระกูลหลี่แล้วทำลายงานมงคลของตนเองลงกับมือนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ากระทำตัวนอกรีตและแหกกฎจารีตท่านพ่อท่านแม่มองดูข้าพลางถอนหายใจด้วยความจนใจ ทว่ากลับไม่กล่าววาจาใดๆ ออกมาเลยในวันที่ได้พบถูจิ่งอีกครั้ง ข้าถูกบีบให้มองดูญาติพี่น้องถูกตัดศีรษะทีละคนๆ จนร้องไห้ออกมาสุดเสียงสุดท้ายเหลือเพียงข้ากับท่านพ่อท

  • จันทราซ่อนแค้น   บทที่ 6

    ถูจิ่งรีบยัดเม็ดยาถอนพิษเข้าปากข้าด้วยความลนลาน ทว่ากลับไม่อาจต้านทานเลือดพิษที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสายได้“ชิงชิง…”“ชิงชิง อย่าเพิ่งหลับนะ...”“เสิ่นอชิงวิ๋น ข้าขอร้องเจ้าล่ะ อย่าเพิ่งหลับนะ”หยาดน้ำตาของเขาหยดลงบนแก้มข้า พร้อมกับความร้อนระอุที่แผดเผาทว่าสติสัมปชัญญะของข้ากลับยิ่งพร่าเลือนลงเรื่อยๆข้ายังพอจดจำได้เลือนรางว่า ปีนั้นดอกหลีฮวาร่วงหล่นเต็มพื้น ทั้งเมืองฉางอันเต็มไปด้วยสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามรวบผมหางม้าสูง ควบม้าทะยานผ่านถนนหินศิลา มือถือกระบี่ตวัดเกี่ยวไหสุราอันเป็นรางวัลจากหอวั่งเยว่ลงมาท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน เขาก็ควบม้าทะยานจากไปควบอาชาอิงสะพานโค้ง หญิงงามบนหอส่งสายตาเย้ายวนถูจิ่งในวัยเยาว์เรียกได้ว่าเป็น “ชายหนุ่มผู้สง่างามไร้ที่ติ” โดยแท้ยามเขาทะยานลงมาหยุดเบื้องหน้าข้า รอยยิ้มนั้นช่างดูรื่นเริงและเปี่ยมด้วยอิสระ“รับไว้เสีย! เสี่ยวชิงอวิ๋น นี่คือสุราที่พี่ชายไปแย่งชิงกลับมาให้เจ้า!”ยืนสง่างามดั่งไม้งามล้ำค่า รอยยิ้มเจิดจ้าประหนึ่งแสงจันทร์กระจ่างใจนั่นคือความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของข้า ณ ชั่วขณะนั้นและเป็นครั้ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status