LOGINในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของจวนตระกูลฉี หลังกำแพงพุ่มไม้หนาทึบปรากฏความเคลื่อนไหวบางอย่าง ดวงตาดำขลับสุกสกาวทว่าแฝงแววซุกซนสองคู่กำลังจดจ้องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้นั้น เป้าหมายคือกลุ่มขบวนนางกำนัลและเหล่าองครักษ์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในจวนตระกูฉี
เจ้าของดวงตาทั้งสองคู่เห็นพ่อบ้านหลี่เดินนำนางกำนัลนับสิบออกมาจากเรือนใหญ่เพื่อรับรองแขกเหรื่อ ระหว่างรอว่าที่พระชายาแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินยังไม่เสร็จดี นางกำนัลสี่นางเดินนำหน้า ประคองถาดทองเหลืองบรรจุชุดน้ำชาอย่างระมัดระวัง ส่วนที่เหลือถือถาดผลไม้และของว่างติดตามมาติดๆ ท่วงท่าการก้าวเดินเยื้องย่างอวดทรวดทรงองค์เอวที่บิดไหวไปมาภายใต้อาภรณ์งดงามนั้น ช่างดูน่ามองยิ่งนัก
เมื่อมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้คุ้มกันขบวนทั้งหก พ่อบ้านหลี่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม เหล่าดรุณีต่างยอบกายทำความเคารพ ก่อนจะทยอยวางของว่างลงบนโต๊ะไม้จื่อถานทรงโบราณ แขกผู้มาเยือนทั้งหกล้วนดูสง่าผ่าเผยสมกับตำแหน่งชิงต้าฟู ในชุดเครื่องแบบทหารชั้นสูง พวกเขานั่งพักผ่อนอิริยาบถอยู่บนศาลาพักร้อนตามคำเชิญ
ทว่าหลังพุ่มไม้นั้น อาถิง อยู่ในท่าหมอบคลานราบไปกับพื้นเพื่อทำตัวเป็นเก้าอี้มนุษย์ รองรับเจ้านายน้อย ฉีอันฉี ที่กำลังนั่งทับอยู่บนแผ่นหลังของเขา ทั้งสองเฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบ
อาถิงทนแบกรับน้ำหนักเจ้านายอยู่นานจนหลังแทบหักอยู่แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจกระซิบถามเสียงเครือ “นะ...นายน้อยขอรับ พวกเราจะทำอะไรกันหรือขอรับ”
คิ้วเข้มของบ่าวรับใช้ขมวดมุ่นด้วยความสงสัยครามครัน เหตุใดเจ้านายถึงเอาแต่แอบมองคนอื่นนานเพียงนี้ หรือนายน้อยอยากจะยลโฉมสาวงามเหล่านั้นหรือไม่ แต่ก็ไม่น่าใช่ ในเมื่อเขากับนายน้อยฉีอันฉีเพิ่งจะเลิกเปลื้องผ้าอาบน้ำในลำธารเมื่อไม่นาน ทั้งสองเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น เป็นเพียงหนุ่มวัยกำดัดที่ยังโตไม่เต็มวัยหนุ่มด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ที่เจ้านายน้อยของเขาจะนึกพิศวาสสตรีที่ดูมีอายุมากกว่าตนเองหลายปีเช่นนั้น
ส่วนฉีอันฉี กระโดดลงจากหลังบ่าว รีบย่อตัวลงนั่งยองๆ ยกนิ้วชี้จรดริมฝีปากส่งเสียง “ชู่ว์!” เป็นเชิงสั่งให้เจ้าทาสโง่หุบปากเดี๋ยวนี้ อย่าได้เอะอะไป จากนั้นก็บุ้ยใบ้ไปทางขบวนคนเหล่านั้น... อาถิงรีบยกมืออุดปากตัวเองแน่น พยักหน้าหงึกหงัก
เมื่อเห็นว่าทางสะดวก ฉีอันฉีจึงก้มตัวต่ำอย่างระแวดระวังไม่ให้ใครจับสังเกตได้ ก่อนจะรีบผลุบหนีออกไป อาถิงเห็นดังนั้นก็รีบคลานสี่ขาตามติดเจ้านายน้อยไปอย่างรวดเร็ว แผ่นอกแทบจะลากไปกับพื้นดิน
ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ หนึ่งนายหนึ่งบ่าวก็มาถึงอุทยานหลังจวน ร่างเพรียวบางทว่าสมส่วนในชุดสีเขียวทิ้งกายลงนั่งบนม้านั่งยาวใต้ต้นท้อที่กำลังบานสะพรั่ง ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยความเคยชิน คิ้วเรียวพาดเฉียงขมวดเข้าหากัน สีหน้าแสดงถึงว่าเจ้าตัวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
‘วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของพี่หญิงกับองค์ชายอิ้งเยว่... องค์ชายผู้นั้น เลื่องชื่อในเรื่องคาวโลกีย์ แถมเขมือบไม่เลือก!’
เช่นนี้จะให้เขาวางใจได้เยี่ยงไรกัน ใครบ้างไม่รู้ว่าองค์ชายรูปงามผู้นี้ชมชอบการเด็ดดมบุปผาแรกแย้ม หรือพูดให้ถูกคือเป็นคน รักง่ายหน่ายเร็ว ในตำหนักไฉ่หงของเขาอัดแน่นไปด้วยอนุภรรยาจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ว่าองค์ชายอิ้งเยว่ผู้มีน้องชายเป็นแท่งทองคำล้ำค่าผู้นั้นจะเชยชมพวกนางครบทุกนางหรือยัง
‘เหอะ!’
ยังมีข่าววงในลือหนาหูที่หนุ่มน้อยได้ยินมาไม่ขาดสายนั่นอีก พวกเขาลือว่า สตรีในวังหลังนั้นตบตีแย่งชิงความโปรดปรานจากพระสวามีกันไม่เว้นวัน มิหนำซ้ำสนมบางนางที่ทนความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างไม่ไหวเพราะถูกละเลย ก็หันมาสานสัมพันธ์กันเองระหว่างสตรีกับสตรี เพื่อระบายความคับแค้นใจ
‘ฮึ่ม! เรื่องราวเน่าเฟะเล่าลือมาไม่หยุดหย่อน’ ยิ่งคิด ฉีอันฉีก็ยิ่งไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าหลังแต่งงานไป พี่หญิงของเขาจะมีชีวิตเช่นไรบ้าง ดังนั้น... ‘ข้าจำเป็นต้องไปดูให้เห็นกับตา!’
หากองค์ชายอิ้งเยว่จอมเจ้าชู้ผู้นั้นปฏิบัติต่อพี่เยี่ยนฟางเป็นอย่างดีก็แล้วไปเถิด อย่างน้อยฐานะชายาเอกก็คงค้ำจุนนางให้อยู่สุขสบายได้ บุรุษหนุ่มน้อยพลิกกายสลับขาไขว่ห้าง เอี้ยวตัวหนีอาถิงที่ยืนบื้อใบ้อยู่ข้างๆ
‘ในทางกลับกัน หากองค์ชายอิ้งเยว่กล้ารังแกพี่สาวข้าขึ้นมาเล่า! ไม่ได้การ... ข้าไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด’
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้ม หากเขาจะติดตามไปอยู่ข้างกายพี่สาว ในตำหนักไฉ่หงย่อมมีที่ว่างพอสำหรับเขาแน่ แต่ปัญหาคือจะใช้วิธีใดเล่า? หากพี่หญิงรู้เข้า นางไม่มีวันยอมให้น้องชายไปเสี่ยงอันตรายในวังวนแก่งแย่งชิงดีนั่นเป็นแน่ อีกทั้งตำหนักไฉ่หงคือเขตพระราชฐานชั้นในที่มีแต่เหล่าสนม เขาเป็นบุรุษ จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปเดินลอยชายได้อย่างไร
ใต้ต้นท้อ อาถิงยืนเกาหัวแกรกๆ เฝ้ามองกิริยาประเดี๋ยวลุกประเดี๋ยวนั่งของเจ้านายอย่างไม่เข้าใจนัก ที่แท้อีกฝ่ายกำลังคิดทำเรื่องพิเรนทร์อันใดอีกหนอ…
เจ้าทาสรอได้ไม่นาน ฉีอันฉีก็พลันดีดนิ้วดัง เปาะ!
“อาถิง ข้าคิดออกแล้ว!”
“นายน้อย ท่านคิดอะไรออกหรือขอรับ” อาถิงรีบนั่งยองๆ ลงกับพื้น เกาะขาเจ้านายพลางแหงนหน้ามองอย่างใคร่รู้
“...” อันฉีไม่ตอบ แต่กลับยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาวาววับจดจ้องบ่าวคนสนิทด้วยสายตามีเลศนัย
อาถิงเห็นรอยยิ้มพิลึกพิลั่นนั้นแล้วพลันขนลุกชัน สังหรณ์ร้ายตีตื้นขึ้นมาทันที “นะ...นายน้อย ท่านมองข้าเยี่ยงนี้ คงมิได้คิด...” บ่าวหนุ่มได้แต่ภาวนาว่าคงไม่ใช่เรื่องวิปลาสอันใดหรอกกระมัง
“อาถิง ข้าตัดสินใจแล้ว!” คุณชายน้อยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันหน้ามาประกาศกร้าว “เจ้าจงไปหาอาภรณ์ของสตรีมาให้ข้า... เดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดจริงจังหาได้ล้อเล่นไม่
“หา! นายน้อย ท่านพูดอันใดออกมา! ข้า... อาถิงเป็นแค่บ่าวไพร่ธรรมดา หาได้มีมนต์วิเศษเสกของมาได้นะขอรับ ฐานะต่ำต้อยเพียงนี้จะไปหาชุดสตรีมาจากที่ใดได้ ทำไม่ได้... ข้าทำไม่ได้หรอกขอรับ!” อาถิงส่ายหน้าดิก ปฏิเสธเป็นพัลวัน
ฉีอันฉีหาได้ยอมแพ้ไม่ เขายื่นใบหน้าหล่อเหลาสมวัยสิบหกเข้าไปใกล้เจ้าคนบังอาจ “เจ้าบอกว่าทำไม่ได้... อย่างนั้นรึ? หือ?” เอ่ยถามช้าๆ เน้นเสียงหนักแน่นเจือแววข่มขู่
“ไม่ได้! ทำไม่ได้แน่ขอรับนายน้อย” เจ้าทาสเอนตัวหนี
เจ้านายน้อยยืดกายขึ้น แสยะยิ้มร้าย “ไม่ได้อย่างนั้นหรือ... หึ!”
มือเรียวล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของอาถิง ฉีอันฉีคว้าลูกผิงกั่ว (แอปเปิ้ล) ออกมา พร้อมกับดึงมีดสั้นเล่มงามที่พกติดตัวไว้เหนือรองเท้าหุ้มแข้งขึ้นมาด้วย คมมีดสะท้อนแสงตะวันวาววับจนอาถิงต้องหรี่ตา
ฉีอันฉีปักมีด ฉึก! ลงบนลูกผิงกั่ว พลางปรายตามองเจ้าทาส
“นะ...นายน้อย นี่ท่านกำลังขู่ข้ารึ?”
มีดสั้นถูกดึงออกจากผลไม้ เปลี่ยนทิศทางมาชี้หน้าอาถิงแทน
“หากเจ้าไม่อยากตาย ก็จงรีบไสหัวไปหาเสื้อผ้าที่ข้าต้องการมาให้ได้ มิเช่นนั้น... เจ้า!” เขาทำท่าปาดคอตัวเองประกอบคำพูด ก่อนจะอ้าปากกัดลูกผิงกั่วแรงๆ แล้วเคี้ยว กร้วมๆ เสียงดังเป็นพิเศษ
“โธ่ นายน้อย ท่านคิดอะไรไม่ออก ไยต้องมาลงที่ข้าด้วย!” บ่าวรับใช้โอดครวญขอความเห็นใจ
ทว่าอีกฝ่ายหาได้สนไม่ เขาถุยเปลือกผลไม้ทิ้ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าจะใช้วิธีใดก็สุดแล้วแต่เจ้า ขอเพียงหาชุดที่ข้าต้องการมาให้ทันเวลาก็พอ... เข้าใจหรือไม่?” ปลายมีดในมือขยับจ่อไปที่คอหอยของบ่าวคู่ใจเป็นการย้ำเตือน
“ทะ...ทันเวลาหรือขอรับ?”
“ไม่ผิด ทันเวลา! เจ้าต้องเร่งหาสิ่งที่ข้าต้องการมาโดยเร็ว ก่อนที่พี่หญิงของข้าจะถูกคนพวกนั้นพาตัวเข้าวังหลวง... ทีนี้เจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วใช่หรือไม่”
“ขะ...เข้าใจ... เข้าใจแล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอย่างพอใจ เก็บมีดลงฝัก “ต้องอย่างนี้สิ” เขาตบไหล่อาถิงแรงๆ สองที “สมกับที่ข้าไว้วางใจ เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานาน อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเชียวเล่า”
สั่งความเสร็จสรรพ ฉีอันฉีก็ยัดลูกผิงกั่วแหว่งๆ ใส่มืออีกฝ่าย แล้วเดินผิวปากจากไป ทิ้งให้บ่าวผู้รู้ใจยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างจนปัญญา ร่างผอมสูงอ่อนระทวยทิ้งกายลงนั่งบนม้านั่งแทนที่เจ้านาย แต่เล็กจนโตไม่เคยมีสักครั้งที่อาถิงจะรู้สึกสบายใจเหมือนคนอื่นเขา
ทาสผู้ซื่อสัตย์พึมพำกับตัวเอง “นายน้อยนะนายน้อย... ท่านช่างขยันหาเรื่องมาใส่หัวข้าไม่เว้นแต่ละวัน”
เจ้าโง่เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตนหลงผิดมานานเพียงใด ไม่น่าคิดติดตามรับใช้เจ้านายน้อยจอมแสบผู้นี้แต่แรกเลย คนหลงผิดกัดกินลูกผิงกั่วที่เหลือระบายอารมณ์จนหมดลูก พอกินหมดแล้วยังไม่หนำใจ จึงใช้สองมือขยี้หัวตัวเองแรงๆ เป็นการลงโทษความโง่เขลา
“ฮึ้ย!” สุดท้ายก็ได้แต่กุมขมับอย่างคนคิดไม่ตกต่อไป
ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
“ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่
ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ
คำวิงวอนของเจียลี่ดั่งคมมีดที่กรีดลงบนมโนธรรมของรัชทายาทเจี้ยนกั๋ว เขาเริ่มไขว้เขว... แม้ลึกๆ จะมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อสหายผู้นี้ในเชิงชู้สาว ทว่าหากต้องปล่อยให้คนชั่วรุมย่ำยีเจียลี่ต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดช่วยเหลือ เขายังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่ได้อีกหรือ?เล่ห์เหลี่ยมแพรพราวที่เคยใช้ในศึกล่าอาณานิคมถูกงัดอ
หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย
ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว
เงียบอีก บุรุษร่างเล็กที่กำลังโกรธแค้น รีบป่ายขาลงจากโขดหินก้อนใหญ่ เมื่อเท้าเหยียบยืนบนพื้นก็ค่อยย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายนั้น กะว่าหากเจอตัวเมื่อไหร่ เขาไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่คนถูกประทุษร้ายร่างกายยื่นมือแหวกพุ่มไม้ตรงหน้า พลันเห็นเจ้าตัวการทันที "เจ้าเองเรอะ!" เป็นลิงทะโมนตัวเก่าเจ้าเดิมแอบอยู่ตรง

![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





