Accueil / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 2.วีรกรรมของเจ้านายน้อย

Share

2.วีรกรรมของเจ้านายน้อย

last update Dernière mise à jour: 2026-02-19 12:15:27

ในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของจวนตระกูลฉี หลังกำแพงพุ่มไม้หนาทึบปรากฏความเคลื่อนไหวบางอย่าง ดวงตาดำขลับสุกสกาวทว่าแฝงแววซุกซนสองคู่กำลังจดจ้องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้นั้น เป้าหมายคือกลุ่มขบวนนางกำนัลและเหล่าองครักษ์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในจวนตระกูฉี

เจ้าของดวงตาทั้งสองคู่เห็นพ่อบ้านหลี่เดินนำนางกำนัลนับสิบออกมาจากเรือนใหญ่เพื่อรับรองแขกเหรื่อ ระหว่างรอว่าที่พระชายาแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินยังไม่เสร็จดี นางกำนัลสี่นางเดินนำหน้า ประคองถาดทองเหลืองบรรจุชุดน้ำชาอย่างระมัดระวัง ส่วนที่เหลือถือถาดผลไม้และของว่างติดตามมาติดๆ ท่วงท่าการก้าวเดินเยื้องย่างอวดทรวดทรงองค์เอวที่บิดไหวไปมาภายใต้อาภรณ์งดงามนั้น ช่างดูน่ามองยิ่งนัก

เมื่อมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้คุ้มกันขบวนทั้งหก พ่อบ้านหลี่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม เหล่าดรุณีต่างยอบกายทำความเคารพ ก่อนจะทยอยวางของว่างลงบนโต๊ะไม้จื่อถานทรงโบราณ แขกผู้มาเยือนทั้งหกล้วนดูสง่าผ่าเผยสมกับตำแหน่งชิงต้าฟู ในชุดเครื่องแบบทหารชั้นสูง พวกเขานั่งพักผ่อนอิริยาบถอยู่บนศาลาพักร้อนตามคำเชิญ

ทว่าหลังพุ่มไม้นั้น อาถิง อยู่ในท่าหมอบคลานราบไปกับพื้นเพื่อทำตัวเป็นเก้าอี้มนุษย์ รองรับเจ้านายน้อย ฉีอันฉี ที่กำลังนั่งทับอยู่บนแผ่นหลังของเขา ทั้งสองเฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบ

อาถิงทนแบกรับน้ำหนักเจ้านายอยู่นานจนหลังแทบหักอยู่แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจกระซิบถามเสียงเครือ “นะ...นายน้อยขอรับ พวกเราจะทำอะไรกันหรือขอรับ”

คิ้วเข้มของบ่าวรับใช้ขมวดมุ่นด้วยความสงสัยครามครัน เหตุใดเจ้านายถึงเอาแต่แอบมองคนอื่นนานเพียงนี้ หรือนายน้อยอยากจะยลโฉมสาวงามเหล่านั้นหรือไม่ แต่ก็ไม่น่าใช่ ในเมื่อเขากับนายน้อยฉีอันฉีเพิ่งจะเลิกเปลื้องผ้าอาบน้ำในลำธารเมื่อไม่นาน ทั้งสองเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น เป็นเพียงหนุ่มวัยกำดัดที่ยังโตไม่เต็มวัยหนุ่มด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ที่เจ้านายน้อยของเขาจะนึกพิศวาสสตรีที่ดูมีอายุมากกว่าตนเองหลายปีเช่นนั้น

ส่วนฉีอันฉี กระโดดลงจากหลังบ่าว รีบย่อตัวลงนั่งยองๆ ยกนิ้วชี้จรดริมฝีปากส่งเสียง “ชู่ว์!” เป็นเชิงสั่งให้เจ้าทาสโง่หุบปากเดี๋ยวนี้ อย่าได้เอะอะไป จากนั้นก็บุ้ยใบ้ไปทางขบวนคนเหล่านั้น... อาถิงรีบยกมืออุดปากตัวเองแน่น พยักหน้าหงึกหงัก

เมื่อเห็นว่าทางสะดวก ฉีอันฉีจึงก้มตัวต่ำอย่างระแวดระวังไม่ให้ใครจับสังเกตได้ ก่อนจะรีบผลุบหนีออกไป อาถิงเห็นดังนั้นก็รีบคลานสี่ขาตามติดเจ้านายน้อยไปอย่างรวดเร็ว แผ่นอกแทบจะลากไปกับพื้นดิน

ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ หนึ่งนายหนึ่งบ่าวก็มาถึงอุทยานหลังจวน ร่างเพรียวบางทว่าสมส่วนในชุดสีเขียวทิ้งกายลงนั่งบนม้านั่งยาวใต้ต้นท้อที่กำลังบานสะพรั่ง ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยความเคยชิน คิ้วเรียวพาดเฉียงขมวดเข้าหากัน สีหน้าแสดงถึงว่าเจ้าตัวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

‘วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของพี่หญิงกับองค์ชายอิ้งเยว่... องค์ชายผู้นั้น เลื่องชื่อในเรื่องคาวโลกีย์ แถมเขมือบไม่เลือก!’ 

เช่นนี้จะให้เขาวางใจได้เยี่ยงไรกัน ใครบ้างไม่รู้ว่าองค์ชายรูปงามผู้นี้ชมชอบการเด็ดดมบุปผาแรกแย้ม หรือพูดให้ถูกคือเป็นคน รักง่ายหน่ายเร็ว ในตำหนักไฉ่หงของเขาอัดแน่นไปด้วยอนุภรรยาจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ว่าองค์ชายอิ้งเยว่ผู้มีน้องชายเป็นแท่งทองคำล้ำค่าผู้นั้นจะเชยชมพวกนางครบทุกนางหรือยัง

‘เหอะ!’ 

ยังมีข่าววงในลือหนาหูที่หนุ่มน้อยได้ยินมาไม่ขาดสายนั่นอีก พวกเขาลือว่า สตรีในวังหลังนั้นตบตีแย่งชิงความโปรดปรานจากพระสวามีกันไม่เว้นวัน มิหนำซ้ำสนมบางนางที่ทนความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างไม่ไหวเพราะถูกละเลย ก็หันมาสานสัมพันธ์กันเองระหว่างสตรีกับสตรี เพื่อระบายความคับแค้นใจ

‘ฮึ่ม! เรื่องราวเน่าเฟะเล่าลือมาไม่หยุดหย่อน’  ยิ่งคิด ฉีอันฉีก็ยิ่งไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าหลังแต่งงานไป พี่หญิงของเขาจะมีชีวิตเช่นไรบ้าง ดังนั้น... ‘ข้าจำเป็นต้องไปดูให้เห็นกับตา!’ 

หากองค์ชายอิ้งเยว่จอมเจ้าชู้ผู้นั้นปฏิบัติต่อพี่เยี่ยนฟางเป็นอย่างดีก็แล้วไปเถิด อย่างน้อยฐานะชายาเอกก็คงค้ำจุนนางให้อยู่สุขสบายได้ บุรุษหนุ่มน้อยพลิกกายสลับขาไขว่ห้าง เอี้ยวตัวหนีอาถิงที่ยืนบื้อใบ้อยู่ข้างๆ

‘ในทางกลับกัน หากองค์ชายอิ้งเยว่กล้ารังแกพี่สาวข้าขึ้นมาเล่า! ไม่ได้การ... ข้าไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด’ 

ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้ม หากเขาจะติดตามไปอยู่ข้างกายพี่สาว ในตำหนักไฉ่หงย่อมมีที่ว่างพอสำหรับเขาแน่ แต่ปัญหาคือจะใช้วิธีใดเล่า? หากพี่หญิงรู้เข้า นางไม่มีวันยอมให้น้องชายไปเสี่ยงอันตรายในวังวนแก่งแย่งชิงดีนั่นเป็นแน่ อีกทั้งตำหนักไฉ่หงคือเขตพระราชฐานชั้นในที่มีแต่เหล่าสนม เขาเป็นบุรุษ จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปเดินลอยชายได้อย่างไร

ใต้ต้นท้อ อาถิงยืนเกาหัวแกรกๆ เฝ้ามองกิริยาประเดี๋ยวลุกประเดี๋ยวนั่งของเจ้านายอย่างไม่เข้าใจนัก ที่แท้อีกฝ่ายกำลังคิดทำเรื่องพิเรนทร์อันใดอีกหนอ…

เจ้าทาสรอได้ไม่นาน ฉีอันฉีก็พลันดีดนิ้วดัง เปาะ!

“อาถิง ข้าคิดออกแล้ว!”

“นายน้อย ท่านคิดอะไรออกหรือขอรับ” อาถิงรีบนั่งยองๆ ลงกับพื้น เกาะขาเจ้านายพลางแหงนหน้ามองอย่างใคร่รู้

“...” อันฉีไม่ตอบ แต่กลับยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาวาววับจดจ้องบ่าวคนสนิทด้วยสายตามีเลศนัย

อาถิงเห็นรอยยิ้มพิลึกพิลั่นนั้นแล้วพลันขนลุกชัน สังหรณ์ร้ายตีตื้นขึ้นมาทันที “นะ...นายน้อย ท่านมองข้าเยี่ยงนี้ คงมิได้คิด...” บ่าวหนุ่มได้แต่ภาวนาว่าคงไม่ใช่เรื่องวิปลาสอันใดหรอกกระมัง

“อาถิง ข้าตัดสินใจแล้ว!” คุณชายน้อยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันหน้ามาประกาศกร้าว “เจ้าจงไปหาอาภรณ์ของสตรีมาให้ข้า... เดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดจริงจังหาได้ล้อเล่นไม่

“หา! นายน้อย ท่านพูดอันใดออกมา! ข้า... อาถิงเป็นแค่บ่าวไพร่ธรรมดา หาได้มีมนต์วิเศษเสกของมาได้นะขอรับ ฐานะต่ำต้อยเพียงนี้จะไปหาชุดสตรีมาจากที่ใดได้ ทำไม่ได้... ข้าทำไม่ได้หรอกขอรับ!” อาถิงส่ายหน้าดิก ปฏิเสธเป็นพัลวัน

ฉีอันฉีหาได้ยอมแพ้ไม่ เขายื่นใบหน้าหล่อเหลาสมวัยสิบหกเข้าไปใกล้เจ้าคนบังอาจ “เจ้าบอกว่าทำไม่ได้... อย่างนั้นรึ? หือ?” เอ่ยถามช้าๆ เน้นเสียงหนักแน่นเจือแววข่มขู่

“ไม่ได้! ทำไม่ได้แน่ขอรับนายน้อย” เจ้าทาสเอนตัวหนี

เจ้านายน้อยยืดกายขึ้น แสยะยิ้มร้าย “ไม่ได้อย่างนั้นหรือ... หึ!”

มือเรียวล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของอาถิง ฉีอันฉีคว้าลูกผิงกั่ว (แอปเปิ้ล) ออกมา พร้อมกับดึงมีดสั้นเล่มงามที่พกติดตัวไว้เหนือรองเท้าหุ้มแข้งขึ้นมาด้วย คมมีดสะท้อนแสงตะวันวาววับจนอาถิงต้องหรี่ตา

ฉีอันฉีปักมีด ฉึก! ลงบนลูกผิงกั่ว พลางปรายตามองเจ้าทาส

“นะ...นายน้อย นี่ท่านกำลังขู่ข้ารึ?”

มีดสั้นถูกดึงออกจากผลไม้ เปลี่ยนทิศทางมาชี้หน้าอาถิงแทน 

“หากเจ้าไม่อยากตาย ก็จงรีบไสหัวไปหาเสื้อผ้าที่ข้าต้องการมาให้ได้ มิเช่นนั้น... เจ้า!” เขาทำท่าปาดคอตัวเองประกอบคำพูด ก่อนจะอ้าปากกัดลูกผิงกั่วแรงๆ แล้วเคี้ยว กร้วมๆ เสียงดังเป็นพิเศษ

“โธ่ นายน้อย ท่านคิดอะไรไม่ออก ไยต้องมาลงที่ข้าด้วย!” บ่าวรับใช้โอดครวญขอความเห็นใจ

ทว่าอีกฝ่ายหาได้สนไม่ เขาถุยเปลือกผลไม้ทิ้ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าจะใช้วิธีใดก็สุดแล้วแต่เจ้า ขอเพียงหาชุดที่ข้าต้องการมาให้ทันเวลาก็พอ... เข้าใจหรือไม่?” ปลายมีดในมือขยับจ่อไปที่คอหอยของบ่าวคู่ใจเป็นการย้ำเตือน

“ทะ...ทันเวลาหรือขอรับ?”

“ไม่ผิด ทันเวลา! เจ้าต้องเร่งหาสิ่งที่ข้าต้องการมาโดยเร็ว ก่อนที่พี่หญิงของข้าจะถูกคนพวกนั้นพาตัวเข้าวังหลวง... ทีนี้เจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วใช่หรือไม่”

“ขะ...เข้าใจ... เข้าใจแล้วขอรับ”

เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอย่างพอใจ เก็บมีดลงฝัก “ต้องอย่างนี้สิ” เขาตบไหล่อาถิงแรงๆ สองที “สมกับที่ข้าไว้วางใจ เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานาน อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเชียวเล่า”

สั่งความเสร็จสรรพ ฉีอันฉีก็ยัดลูกผิงกั่วแหว่งๆ ใส่มืออีกฝ่าย แล้วเดินผิวปากจากไป ทิ้งให้บ่าวผู้รู้ใจยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างจนปัญญา ร่างผอมสูงอ่อนระทวยทิ้งกายลงนั่งบนม้านั่งแทนที่เจ้านาย แต่เล็กจนโตไม่เคยมีสักครั้งที่อาถิงจะรู้สึกสบายใจเหมือนคนอื่นเขา

ทาสผู้ซื่อสัตย์พึมพำกับตัวเอง “นายน้อยนะนายน้อย... ท่านช่างขยันหาเรื่องมาใส่หัวข้าไม่เว้นแต่ละวัน”

เจ้าโง่เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตนหลงผิดมานานเพียงใด ไม่น่าคิดติดตามรับใช้เจ้านายน้อยจอมแสบผู้นี้แต่แรกเลย คนหลงผิดกัดกินลูกผิงกั่วที่เหลือระบายอารมณ์จนหมดลูก พอกินหมดแล้วยังไม่หนำใจ จึงใช้สองมือขยี้หัวตัวเองแรงๆ เป็นการลงโทษความโง่เขลา

“ฮึ้ย!” สุดท้ายก็ได้แต่กุมขมับอย่างคนคิดไม่ตกต่อไป

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   13.ไฉนข้ากลายเป็นเจ้าลิงน้อยไปแล้วเล่า!

    แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   12.สหายต่างวัยในตำหนักร้าง

    ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   11.ชายาเยี่ยนฟางในเรือนมู่ต่านฮวา

    ..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   10.เจ้าใส่ความข้าชัดๆ

    ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status