Share

จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา
จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา
Penulis: เนี่ยนเจิน

1.ขบวนแห่ยิ่งใหญ่

last update Tanggal publikasi: 2026-02-19 12:13:54

“พวกเขามากันแล้ว!” อากุ้ย ทาสรับใช้ในจวนของท่านเจ้าแคว้นฉี ใช้มือป้องปากตะโกนลั่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น หากแต่แฝงไว้ด้วยความยินดีอย่างยิ่งยวด ทาสรับใช้คนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ก็ชะงักมือหยุดงานตรงหน้าแทบจะทันที อาเหว่ย ถึงกับโยนกระบุงเกลือที่แบกไว้บนบ่าทิ้งไปอย่างลืมตัว ส่วนอาเฉียง วางไม้กวาดในมือพิงไว้กับต้นท้อใกล้ ๆ จากนั้นทั้งหมดก็รีบสาวเท้ากรูกันเข้ามายืนข้างกายเจ้าคนแหกปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น

สิ่งที่พวกเขาได้เห็นตรงหน้าประตูจวนนั้นคือ กลุ่มคนในเครื่องแบบทหารกำลังแบกเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่มุ่งตรงมายังจวน บุรุษและสตรีรวมกันเกินกว่าห้าสิบชีวิต จัดแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ นำหน้าด้วยเหล่าทหาร ตามด้วยเหล่านางกำนัล และที่ขาดไม่ได้คือเหล่านักดนตรีที่กำลังประโคมมโหรีสร้างความครึกครื้นเอิกเกริกมาตลอดทาง

เมื่อขบวนแห่ดังกล่าวมาหยุดสนิทหน้าประตูจวนตระกูลฉี แปดบุรุษร่างบึกบึน ผู้ทำหน้าที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่อันว่างเปล่าไว้บนบ่า ต่างค่อย ๆ ประคองเกี้ยวสีแดงนั้นวางลงพื้นโดยพร้อมเพรียงกันอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อย

อากุ้ย ทำหน้าระรื่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตัน: “ช่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติจริง ๆ นับว่าเป็นบุญตาของข้าแล้ว มิเสียทีที่ได้เกิดมา มิเสียที!”

อาเฉียง ยิ้มตาหยีพลางพูดเสริม: “ครึ่งค่อนชีวิตทาสเยี่ยงข้า ได้เห็นงานสมรสใหญ่โตเอิกเกริกก็คราวนี้เอง” เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลงด้วยความหวังอันเลือนราง “หากอาอิง บุตรสาวข้า นางมีวาสนาสูงส่งได้เข้าพิธีสมรสดิบดีปานนี้... หากข้าต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว”

อาเหว่ย ผู้ยืนเคียงไหล่ ได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด เขากวาดสายตามองเพื่อนทาสทั้งสองด้วยความรำคาญใจ เจ้าพวกโง่งมนี่มีอย่างที่ไหนกัน! คนสมองทึบเช่นพวกเจ้าจะไปรู้อะไรเล่า หากรู้จักสังเกตสีหน้าของนายท่านสักนิดก็จะรู้ได้ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดยินดีอะไรนั่นสักหน่อย เขาพูดเสียงขม “พวกเจ้าสองคนจะดีใจหาพระแสงอะไรกัน เจ้าและเจ้า ไม่รู้เรอะ! นายท่านฉีของพวกเรา มิได้ยินดีกับการสมรสครั้งนี้ของคุณหนูเยี่ยนฟางสักหน่อย องค์ชายอิ้งเยว่ (อิ้งเยว่=ภาพสะท้อนของดวงจันทร์) น่ะ แล้วอย่างไรเล่า? นิสัยดอกท้อปานนั้น มีนางเล็ก ๆ ในตำหนักเป็นโขยงยังไม่พอ เที่ยวเตร่ออกไปข้างนอกหาความสำเริงสำราญ ดื่มกินในหอดอกไม้แดงไม่เว้นแต่ละวัน! ไม่รู้นางโลมชั้นต่ำพวกนั้นมีดีอะไรสิน่า”

อาเหว่ยยิ่งพูดยิ่งของขึ้น เผลอกำหมัดแน่นแล้วทุบลงฝ่ามือตัวเองอย่างแรง ก่อนจะชี้ปลายนิ้วใส่จมูกอาเฉียงอย่างจัง “เช่นนี้ เจ้าน่ะ! ยังอยากเห็นบุตรสาวของเจ้าสมรสกับเขาอยู่หรือไม่?”

อาเฉียงไม่ทันอ้าปากโต้แย้งใดๆ ได้แต่รีบเอามือจับจมูกตัวเองเพื่อตรวจดูว่ามันยุบไปถึงกระโหลกแล้วหรือยัง อากุ้ย กลับเป็นฝ่ายแย่งพูดขึ้น: “ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก แต่... นี่คือสมรสพระราชทานจากเทียนจื่อเชียวนะ! (เทียนจื่อ=กษัตริย์) นายท่านฉี หากคิดจะปฏิเสธคงไม่ง่ายนักหรอก”

อาเฉียง พยักหน้าเห็นด้วย “โอ้ว์ แน่ล่ะ เพราะการทำเยี่ยงนั้น มันหมายความถึงนายท่านฉีของพวกเรา กล้าขัดต่อความประสงค์ของโอรสสวรรค์นี่”

อากุ้ยหันมาสบตาเพื่อนทาส “นั่นน่ะ เป็นเพราะนายท่านฉีครั้งก่อนช่างอาจหาญชาญชัยยิ่งนัก มีผู้กล้าท่านใดกันที่กล้าเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับเหล่าทหารทั้งหกกองทัพของเทียนจื่อ ขับไล่ศัตรูหมายจะเข้ายึดเมืองเฮ่าจินเช่นท่านเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา ผลลัพธ์เป็นอย่างไรเล่า? ในที่สุดก็รักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้นะซี”

อากุ้ยพักหายใจชั่วครู่แล้วรีบพูดต่อ “ศึกใหญ่ครั้งนั้น พวกเจ้าสองคนคงพอจำได้ใช่หรือไม่? หากไม่ได้นายท่านฉีนำทหารใต้อาณัติของท่านไปช่วยเสริมกำลังด่านหน้าได้ทันเวลา เจ้าและเจ้า! ลองเดาดูสิ ปานนี้เมืองเฮ่าจินจะตกอยู่ในกำมือผู้ใดกัน?”

ศึกใหญ่ที่อากุ้ยพูดถึงนั้น คือศึกระหว่างคนเมืองเฮ่าจินและคนเผ่าเฉวี่ยนหรงเมื่อหลายปีก่อน...เทียนจื่อ คือผู้รวบอำนาจแคว้นต่าง ๆ ไว้ส่วนกลาง ทว่าในความเป็นจริงอำนาจของพระองค์เริ่มสั่นคลอน เมื่อเจ้าแคว้นหลายคนเริ่มแข็งข้อและปรารถนาอิสระในการปกครองตนเอง มีเพียงเจ้าแคว้นฉีเท่านั้นที่ยังคงจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือส่วนกลางอย่างแท้จริงในสงครามกับเผ่าเฉวี่ยนหรง ด้วยความดีความชอบครั้งใหญ่หลวงนี้ เทียนจื่อจึงต้องมอบรางวัล... แต่รางวัลที่มอบให้นั้น ช่างน่ากังขา!

อาเหว่ย สวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน: “รางวัลดิบดีอะไรกัน! หากเทียนจื่อมีความจริงใจกับนายท่านฉีจริงล่ะก็ ไยไม่ประทานสมรสมาให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาทเจี้ยนกั๋วคนนั้นเล่า? อย่างนี้สิจึงจะเรียกว่ารางวัลใหญ่ ให้สมกับความดีความชอบของเจ้าแคว้นฉีผู้มีใจจงรักภักดีต่อเทียนจื่ออย่างหาผู้ใดเปรียบมิได้!”

อาเฉียง เริ่มคล้อยตามคำพูดของอาเหว่ย: “เช่นนั้น... งานสมรสของคุณหนูเยี่ยนฟาง มิเท่ากับได้แสดงให้เห็นแล้วหรือว่า เทียนจื่อยังคงไม่คลายความระแวงสงสัยที่มีต่อเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา! พระองค์เกรงว่าหากจับคู่ให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาท โจวเจี้ยนกั๋ว ผู้เป็นทายาทโดยตรง ภายหน้าคุณหนูเยี่ยนฟางในฐานะพระชายาเอกอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต แม้จะเป็นวังหลังแต่ก็มีโอกาสกุมอำนาจไว้ในมือก็เป็นไปได้นี่! เมื่อเป็นเช่นนี้ นายท่านฉีจะมีเส้นสายในวังหลวงสักกี่มากน้อย? เทียนจื่อจำต้องตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่เล่า?”

อากุ้ยพูดสรุปด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เทียนจื่อเกรงว่าตำแหน่งโอรสสวรรค์ของพระองค์ คงถึงคราเปลี่ยนจากคนสกุลโจวแล้วนะซี”

อาเฉียงส่ายหน้าด้วยความสงสาร “โชคชะตาฟ้าลิขิตแท้ ๆ คุณหนูเยี่ยนฟางของพวกเรา นางจะมีความสุขได้อย่างไรกัน?”

“เฮ้อ” สามเกลอทอดถอนใจอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาเลิกสนใจและหันหลังให้กับขบวนมาจากในวังหลวงเหล่านั้น ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อ

คนเป็นทาสในเรือนอย่างพวกเขา แม้จะเคยเห็นคุณหนูเติบโตมาตั้งแต่แรก นางมีร่างกายอ่อนแอเพราะมีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิดรักษาไม่หายก็จริงอยู่ ทว่านางกลับมีจิตใจดีงาม ทั้งชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากราวกับโพธิสัตว์มาโปรด คุณหนูเยี่ยนฟางคนนี้ มองทาสอย่างพวกเขาเหมือนเป็นญาติสนิทของนาง มิได้กดขี่ข่มเหงแต่อย่างใด ดังนั้น คนมีฐานะต่ำต้อยเหล่านี้จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณหนูไม่น้อย แต่จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยเหลือ?

สิ่งที่ทำได้... ก็มีเพียงเอาใจช่วยให้คุณหนูผู้น่าเวทนาผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเท่านั้นเอง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   75.สองคู่ชู้ชื่น วาสนาเคียงกายนิจนิรันดร์(ตอนอวสาน)

    ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   74.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่2

    ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   73.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่

    มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   72.สายใยรักระหว่างพี่น้องมิอาจตัดขาด

    “ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   71.อันฉีเจ้าคนใจร้าย

    “ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   70.องค์ชายอิ้งเยว่เพียงอยากลองใจอันฉี

    ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   15.บุรุษน้อยแสนซนVSเจ้าลิงแสบ

    เงียบอีก บุรุษร่างเล็กที่กำลังโกรธแค้น รีบป่ายขาลงจากโขดหินก้อนใหญ่ เมื่อเท้าเหยียบยืนบนพื้นก็ค่อยย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายนั้น กะว่าหากเจอตัวเมื่อไหร่ เขาไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่คนถูกประทุษร้ายร่างกายยื่นมือแหวกพุ่มไม้ตรงหน้า พลันเห็นเจ้าตัวการทันที "เจ้าเองเรอะ!" เป็นลิงทะโมนตัวเก่าเจ้าเดิมแอบอยู่ตรง

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   7.องค์ชายอิ้งเยว่ยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้

    องค์ชายอิ้งเยว่รับสั่งอย่างเข้าใจ “สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ผู้มาใหม่ย่อมไม่คุ้นชิน นางพลัดหลงก็เป็นเรื่องธรรมดา... อาเหล่ย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าแน่ใจหรือ..มิใช่ว่า นางถูกอัครมเหสี ส่งนางเข้ามาสอดแนมข้า”“ดูจากลักษณะเซ่อซ่าของนาง ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”“อืม เช่นนั้นก็ช่างเถอะ... นางเป็นคนของผู้ใดรึ?”หวังเหล

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status