Se connecterเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป คนที่ถูกบังคับให้ทำเรื่องยากเริ่มมีสีหน้าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ความหนักอกหนักใจถาโถมจนแทบอยากจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไรดี ทว่าในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างคนถูกข่มขู่ เมื่อนางกำนัลนางหนึ่งเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มด้วยใบหน้าซีดเซียว ร่างบอบบางเดินโซซัดโซเซมาทางพุ่มไม้ที่อาถิงซ่อนตัวอยู่
ท่ามกลางความกลัดกลุ้มไร้ทางออก จู่ๆ ร่างของแม่นางคนงามก็ทรุดฮวบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นดิน
อาถิงกะพริบตาปริบๆ ชะเง้อคอออกไปดูด้วยความตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้นน่ะ!” เขาตกใจไม่น้อย ไม่รู้ว่านางเป็นลมหรือสิ้นใจไปแล้ว แต่ชั่วพริบตานั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว... ‘นี่มันส้มหล่นใส่มือข้าชัดๆ!’
อาศัยจังหวะปลอดคน เขารีบพุ่งตัวเข้าไปหาดรุณีนางนั้น ก่อนยื่นมือหยิบกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่นบนแก้มขาวซีดออกให้นาง แล้วใช้นิ้วชี้อังที่ปลายจมูก ‘ยังไม่ตาย... โอว์ สวรรค์ ท่านเมตตาข้าแล้ว ขอบคุณท่าน อาถิงขอบคุณท่านจริงๆ’
เมื่อแน่ใจว่านางเพียงแค่หมดสติ เขาจึงยกมือไหว้ปลกๆ ‘พี่สาว ได้โปรดยกโทษให้อาถิงด้วย’ ก่อนจะรีบแบกร่างไร้สติขึ้นบ่า พาเข้าไปหลังพุ่มหญ้าเหมาที่ขึ้นรกชัน
อาถิงวางร่างนางกำนัลลงอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมา บ่าวผู้ซื่อสัตย์แห่งสกุลฉีหลับหูหลับตายื่นมือสั่นเทาไปปลดเปลื้องอาภรณ์ของสตรีดวงซวยผู้นั้นด้วยความรวดเร็ว เมื่อได้ชุดที่ต้องการสมใจ เขาจึงถอดเสื้อตัวนอกของตนสวมใส่คืนให้นางเป็นการแลกเปลี่ยน
“พี่สาว เสื้อผ้าของข้าอาจจะสกปรกไปสักหน่อย ทั้งยังมีกลิ่นเหงื่อไคลอยู่บ้าง ท่านก็อย่าได้ถือสา อดทนใส่ไปก่อนเถิดนะขอรับ” อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้นางนอนเปลือยกายตากลมอยู่เช่นนี้ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น อาถิงก็รีบหอบอาภรณ์ชุดนางกำนัลวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
..ภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวาง ผนังด้านหนึ่งตกแต่งด้วยชั้นวางของประดับประดาไปด้วยของสะสมกระจุกกระจิก ทั้งเครื่องจักสานรูปแมลงนานาชนิด ไม้แกะสลัก แจกัน โคมกระดาษ และม้วนตำราไม้ไผ่ ถัดไปเป็นเตียงหลังใหญ่ที่เจ้าของห้องร่างเพรียวบางกำลังเดินวนไปเวียนมาราวกับมดบนกระทะร้อน
เวลาใกล้เข้ามาทุกที ไม่รู้ว่าอาถิงจะทำงานสำเร็จหรือไม่ ทว่ารอเพียงไม่นาน บ่าวคนสนิทก็วิ่งตึกตักหอบหิ้วอาภรณ์นางกำนัลเข้ามา
“นายน้อย ข้ามาแล้วขอรับ”
“อาถิง! เจ้ามาแล้ว” ฉีอันฉีหันขวับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นยินดี เขาคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ใช้วิธีข่มขู่บ่าวคนนี้
อาถิงยิ้มแห้งพลางยื่นของในมือให้ “ได้ชุดมาแล้วขอรับ”
“วิเศษ! เจ้าทำได้ดี ทำได้ดีมาก ไม่เสียแรงที่เจ้าติดตามข้ามานานเพียงนี้” นายน้อยรับชุดนางกำนัลมากอดไว้แนบอก เขาพูดว่า “อาถิง เห็นแก่ความดีความชอบครั้งนี้ รอข้ากลับมาแล้ว ข้าจะมอบรางวัลชิ้นใหญ่ให้เจ้า”
“นายน้อย ท่านจะทำอย่างไรกับชุดนี้หรือขอรับ? ...แต่ เอ๊ะ! เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ? รอท่านกลับมา? ท่านคิดจะไปไหนหรือขอรับ? จะให้อาถิงติดตามไปรับใช้ด้วยหรือไม่?”
“ข้าจะสวมชุดนี้อย่างไรเล่า” ฉีอันฉีตอบคำถามแรกอย่างไม่ลังเล ก่อนจะหันมาตอบคำถามหลัง “ส่วนเจ้า... อยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามข้าไป”
“หา! ทะ...ท่านจะสวมชุดสตรีนี่น่ะหรือ! นายน้อย ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”
ฉีอันฉีหุบยิ้มแทบไม่ทัน เปลี่ยนสีหน้าเป็นขึงขังทันควัน “บิดามันเถอะ ข้าดูเหมือนคนกำลังล้อเล่นกับเจ้าหรือไง?”
“โธ่! นายน้อย ท่านจะเล่นซนเกินไปแล้วนะ ท่านอย่าบอกนะว่า ท่านคิดจะแฝงตัวเข้าไปในขบวนนางกำนัล ท่านต้องสติวิปลาสไปแล้วแน่ๆ”
“ข้าจะตามไปอยู่ข้างกายพี่หญิง มีอะไรไม่ดี”
“หา!” อาถิงอุทานเสียงหลงยิ่งกว่าครั้งแรก “นี่ท่าน... คิดจะปลอมตัวเข้าไปอยู่ในตำหนักไฉ่หง ไปอยู่กับคุณหนูในที่แบบนั้นหรือขอรับ!”
“ถูกต้อง”
“โอว์ พระพุทธองค์ช่วยลูกช้างด้วย นายน้อยยย... ท่านรู้ตัวหรือไม่ ท่านกำลังหาเรื่องใส่ตัว หากถูกจับได้ขึ้นมา ท่านปลอมเป็นสตรีลอบเข้าวังฝ่ายใน มีหวัง...” อาถิงทำท่าปาดคอตัวเองประกอบ หวังเตือนสติเจ้านายน้อย แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
“เจ้าจะกลัวไปไย นี่ใคร?” ฉีอันฉีชี้จมูกตัวเองอย่างอวดดี “ข้า! คือฉีอันฉีเชียวนะ”
ก็จริงอยู่ที่นายน้อยของเขาฉลาดหลักแหลม ไม่เคยเสียเปรียบผู้ใดและเอาตัวรอดได้เสมอ แต่ครั้งนี้เดิมพันด้วยชีวิต อาถิงรีบแย้ง “แต่มันเสี่ยงเกินไป นายน้อยได้โปรดไตร่ตรองดูใหม่เถิดขอรับ”
“หุบปากซะ! แล้วรีบไสหัวมาช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า”
“นายน้อยย..อื้อ!” อาถิงกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ปากก็โอดครวญไม่หยุดหย่อน แต่สุดท้ายก็จำต้องถอนหายใจยอมจำนน “ก็ได้ขอรับ... นายน้อย”
ณ. โถงกว้างกลางคฤหาสน์สกุลฉี บรรยากาศเงียบงันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกไปแล้วนะเจ้าคะ”
ร่างระหงในชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มรุ่มร่าม ประสานมือไว้ที่เอว ยอบกายคารวะบุพการีอย่างนอบน้อมเพื่อกล่าวคำอำลา อีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า ขบวนจากวังหลวงจะมารับตัวนางเข้าสู่พิธีสมรส
บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ อกผายไหล่ผึ่งสมตำแหน่งเจ้าแคว้นฉี ยืนหน้าเคร่งขรึม คิ้วเข้มขมวดมุ่นเคียงข้างฮูหยินคู่ชีวิต ทั้งสองจ้องมองบุตรสาวในชุดมงคลด้วยแววตาปวดร้าว มือหยาบกร้านจากการจับดาบทำศึกของบิดาสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยื่นออกไปหมายจะสัมผัสบุตรสาว แต่แล้วกลับชะงักค้าง ก่อนจะหักห้ามใจดึงมือกลับมาแล้วสะบัดแขนเสื้อหันหลังให้นางแทน
“ฮึ่ย!”
คนอย่างเจ้าแคว้นฉี ผู้เจนจัดในสนามรบ ไม่เคยรู้สึกอับจนหนทางถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยว่าเหตุใดหวยจึงมาออกที่บุตรสาวของตน ไฉน 'ฉีเยี่ยนฟาง' จึงถูกเลือกให้สมรสกับองค์ชาย 'โจวอิ้งเยว่' ทั้งที่นางเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเอกขององค์รัชทายาท 'โจวเจี้ยนกั๋ว' ยิ่งกว่าใคร
เมื่อครั้งที่เขายังดำรงตำแหน่งชิงต้าฟู (เสนาบดี) ก่อนจะเลื่อนขั้นเป็นเจ้าแคว้นตามพระบัญชาของเทียนจื่อ (กษัตริย์) เขาเคยเห็นองค์รัชทายาทเจี้ยนกั๋วมาตั้งแต่วัยเยาว์ เด็กหนุ่มผู้นั้นเฉลียวฉลาด รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและมีจิตใจเมตตาอารีย์ หากเยี่ยนฟางได้ครองคู่กับคนเช่นนั้นก็นับเป็นวาสนาของสกุลฉีแล้ว
ผิดกับองค์ชายอิ้งเยว่... แม้มิได้เลวร้าย แต่ฐานะของเขานั้นเปราะบางยิ่งนัก เขาเป็นเพียงโอรสของอดีตพระสนมกุ้ยเฟย ผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิเหนือหญิงใด จนสร้างความริษยาชิงชังไปทั่ววังหลัง ไม่เว้นแม้แต่อัครมเหสีลู่เสียน ความเกลียดชังนั้นย่อมตกทอดมาสู่สายเลือดเพียงคนเดียวของนาง
หากฉีเยี่ยนฟางต้องแต่งเข้าตำหนักไฉ่หง ย่อมไม่แคล้วตกเป็นเป้าโจมตีของอัครมเหสี รองจากองค์ชายอิ้งเยว่ แล้วบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาจะมีชีวิตรอดปลอดภัยได้อย่างไรกัน
“ท่านพ่อ...” น้ำเสียงของฉีเยี่ยนฟางสั่นเครือ นัยน์ตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา นางรู้ดีว่าบิดาสะเทือนใจเพียงใด นางเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ทว่า... ร้องไห้ฟูมฟายไปตอนนี้จะมีประโยชน์อันใดเล่า มิสู้ยอมรับชะตากรรมที่เบื้องบนลิขิตมาแล้วให้เข้มแข็งมิดีกว่าหรือ
ราชโองการสายฟ้าแลบเมื่อหนึ่งเดือนก่อนยังคงดังก้องในความทรงจำ...
‘ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งเทียนจื่อ มีพระราชประสงค์ประทานสมรสแก่บุตรตรีท่านฉีห่าวหราน เจ้าแคว้นฉี ขอให้เตรียมการให้พร้อมสรรพ ภายในหนึ่งเดือนทางวังหลวงจะส่งขบวนมารับตัวฉีเยี่ยนฟาง เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับองค์ชายอิ้งเยว่ จบราชโองการ’
แม้คนสกุลฉีจะไม่เต็มใจ แต่ราชโองการเปรียบดั่งประกาศิตจากสวรรค์ หากขัดขืนย่อมหมายถึงข้อหากบฏ มีแต่ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเท่านั้น
แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย
ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”
..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท
ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล
องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก
เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ







