Beranda / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 4.นายน้อยฉีอันฉีปลอมเป็นสตรี

Share

4.นายน้อยฉีอันฉีปลอมเป็นสตรี

last update Tanggal publikasi: 2026-02-19 12:18:30

ส่วนฮูหยินนั้น เมื่อเห็นคนเป็นสามีเสียอาการปานนี้ นางจึงขยับขึ้นหน้าเป็นฝ่ายพูดเสียเอง “อาฟาง เจ้าจงจำไว้ให้ดี เจ้าน่ะ แต่งงานแล้ว ตอนเจ้าอยู่ในตำหนักไฉ่หง เจ้าจงทำตัวให้เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีในวังหลวง อย่าทำสิ่งใดให้องค์ชายสอง สามีของเจ้าต้องขายหน้าเป็นอันขาด หมั่นเอาใจใส่ดูแลเขาให้ดี อย่าได้มีสิ่งใดผิดพลาด ห้ามเจ้าบกพร่องในหน้าที่พระชายาของเจ้า ทีนี้เจ้าจำได้แล้วใช่หรือไม่?”

“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะจดจำคำพูดของท่านเอาไว้ไม่ลืมแน่เจ้าค่ะ”

ร่างสูงใหญ่หมุนกายมาเผชิญหน้ากับบุตรสาวอีกครั้ง แข็งใจกล่าวสอนสั่งนาง “อาฟาง เดิมทีเจ้าไม่ได้รักสามีของเจ้า จะดีจะชั่วถึงอย่างไรองค์ชายสอง เขาก็เป็นสามีเจ้า นับจากนี้ไปเจ้าต้องใช้ชีวิตร่วมกับเขา เจ้าจงจำไว้ให้ดี ความซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตคู่ของพวกเจ้าให้คงอยู่ตลอดไป อย่าได้หลงลืมคำสอนของพ่อ ห้ามเจ้านอกใจสามีของเจ้าเป็นอันขาด สตรีออกเรือนแล้วหากมีใจให้ชายอื่น ชีวิตจะตกต่ำอย่างคาดไม่ถึงเชียวล่ะ เจ้าเข้าใจข้อนี้ใช่หรือไม่?”

“ท่านพ่อ ข้าจะไม่ลืมคำสอนของท่านเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น เจ้าไปเถอะ”

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอลา”

ฉีเยี่ยนฟางยอบกายคารวะบุพการีอีกครั้งก่อนจากลา นางกำนัลอาวุโสสองนางถูกส่งมาจากในวังเข้าประคองทั้งซ้ายขวา แล้วพาว่าที่พระชายาเดินออกไปจากห้องโถง ด้านหน้ามีแม่สื่อร่างท้วมปากแดงผู้นำพิธียิ้มหน้าบานเดินนวยนาดนำไปก่อนแล้วเสี่ยวซิน สาวใช้ผู้รู้ใจคุณหนูเยี่ยนฟาง นางเติบโตมาพร้อมกันตั้งแต่ยังเยาว์ มีหน้าที่ติดตามคุณหนูไปทุกหนทุกแห่ง..หนึ่งแม่สื่อสองนางกำนัลพาเยี่ยนฟางเดินออกไปพ้นสายตาผู้อาวุโสแล้ว ท่านเจ้าแคว้นฉีหันมาโอบประคองภรรยาเอาไว้กับอก ฮูหยินกอดตอบก่อนซบหน้ากับอกแกร่งของสามี ไหล่บางทั้งสองข้างสั่นสะท้านมิอาจฝืนทนกลั้นน้ำตาได้อีก

"ท่านพี่"

"อืม ไม่ต้องพูดแล้ว"

"เจ้าค่ะ"

การออกเรือนของฉีเยี่ยนฟาง นางจะได้พบเจอกับเรื่องดีหรือเลวร้ายเบื้องบนเท่านั้นที่จะรู้ได้ เยี่ยนฟางเป็นบุตรสาวที่ท่านเจ้าแคว้นฉีและฮูหยินฉีรักปานแก้วตาดวงใจ แม้ท่านทั้งสองจะมีฉีเจียลี่ และฉีอันฉี ทั้งสองเป็นบุตรชายของพวกท่าน ทว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่กลับลำเอียงเทความรักไปให้บุตรสาวมากที่สุด พวกท่านเห็นว่าเยี่ยนฟางเป็นหญิงอ่อนแอไร้พิษสงกับผู้อื่น ไม่เหมือนเจ้าลิงทะโมนคนน้องใครก็อย่าหวังรังแก ตรงข้ามล่ะไม่ว่า เจ้าเด็กเหลือขอฉีอันฉีนั้น มิเพียงไม่ถูกคนรังแก เขากลับเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นเสียมากกว่า อีกทั้งสร้างเรื่องให้บุพการีปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนฉีเจียลี่ในฐานะบุตรคนโต เขาจำต้องแบกรับความหวังของคนสกุลฉีไปโดยปริยาย พี่ใหญ่ของบ้านเพิ่งจบการเรียนในสำนักเขียนอักษรมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในแคว้นฉี อีกทั้งเพื่อเป็นการหาประสบการณ์ก่อนรับตำแหน่งเจ้าแคว้นฉีคนต่อไป คนเป็นบิดาได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า เขาคิดจะพึ่งพาเส้นสายที่พอมีอยู่บ้างในวังหลวง ฝากเจียลี่เข้าไปรับตำแหน่งเสนาบดีเล็กๆ สักตำแหน่ง

ฉีอันฉีน้องเล็กสุดกลับได้รับอิสระอย่างเต็มที่ เมื่อบิดามารดามิได้คาดหวังใดๆ จากเขา ขอเพียงเจ้านั่นอยู่อย่างสงบก็พอแล้ว ข้อนี้นับเป็นข้อดีสำหรับเจ้าเด็กซุกซนที่ทุกคนต่างเอือมละอา ถึงขั้นขนานนามเขาว่าเด็กเหลือขอ ทว่านายน้อยหาได้มีความริษยาไม่ แม้ไม่ได้อยู่ในสายตาบุพการีเช่นพี่ๆ ก็ตาม

..ว่าที่พระชายาขององค์ชายสองหรือองค์ชายอิ้งเยว่ มาถึงเกี้ยวหลังใหญ่สีแดง ที่รอท่าอยู่ลานหน้าเรือนหลังใหญ่นานแล้ว ร่างบางหยุดชะงัก มิได้ก้าวขาขึ้นไปนั่งเกี้ยวในทันที เมื่อมีเสียงใครบางคนเรียกขานนามของนางเอาไว้ทางเบื้องหลัง

“อาฟาง อาฟาง”

เสียงนี้ช่างคุ้นหูนัก เจ้าของนามอาฟางรีบหันหน้ามา เมื่อรู้ว่าที่แท้ก็เป็นพี่ใหญ่นี่เอง ฉีเยี่ยนฟางยิ้มเกลื่อนหน้า “พี่ใหญ่”

ฉีเจียลี่มีรูปร่างสูงเพรียว เป็นบุรุษที่ดูออกจะผอมบางไปสักหน่อย ทว่าก็ยังดูหล่อไม่น้อย เขาเร่งสาวเท้าวิ่งมาแต่ไกล พอเข้าใกล้น้องรักก็รีบโกยอากาศเข้าปอด หอบหายใจแฮกๆ ก่อนหยุดยืนตรงหน้าน้องสาว เขายื่นมือมากุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ “ข้านึกว่าจะมาไม่ทันอวยพรเจ้าเสียแล้ว”

“พี่ใหญ่ ท่านรีบร้อนถึงเพียงนี้ ท่านไปไหนมารึ” พูดพลางเอาผ้าเช็ดหน้าในมือนางช่วยซับเหงื่อบนหน้าผากพี่ชาย เมื่อเห็นว่าเหงื่อแห้งดีแล้ว นางชะเง้อคอมองทางเบื้องหลังฝ่ายตรงข้าม ส่วนลึกคาดหวังว่าจะได้เห็นใครอีกคนวิ่งตามพี่ใหญ่มา อย่างน้อยฉีอันฉีควรมาส่งนางบ้างสิ

ฉีเจียลี่เอี้ยวตัวหันมองตามสายตาเยี่ยนฟาง “เจ้ามองหาอันอันรึ?” นางพยักหน้าเป็นคำตอบว่าใช่ พี่ชายจึงพูดต่อ “เจ้าอย่ามองอีกเลย อันอันเจ้าเด็กซนคนนั้น ข้าไม่เห็นเขาตั้งแต่เช้าแล้ว ป่านนี้ไม่รู้รวมหัวกับอาถิงไปสร้างเรื่องอะไรไว้ที่ไหนอีก เจ้าเด็กไม่ประสาคนนี้นี่นะ ช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา อย่างน้อยเขาควรคิดถึงเจ้าบ้างสิ” พูดพลางส่ายหัวอย่างปลงตก ก่อนเหลือบมองหน้าเยี่ยนฟาง อีกฝ่ายน้ำตากำลังจะไหลแล้ว ทำให้คนพูดไม่คิดนึกขึ้นได้ ที่แท้เขากำลังพูดให้อีกฝ่ายน้อยเนื้อต่ำใจหรือนี่ เจ้าเด็กเหลือขอเมินเฉยต่อพี่สาวตัวเองได้อย่างไรกัน.. ทั้งที่พี่สาวกำลังจะจากไปแท้ๆ ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า 

“อาฟาง อาฟาง เจ้าอย่าร้องไห้สิ วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้านะ อันอันก็เป็นเช่นนี้ เจ้าอย่าได้ถือสาเขาอีกเลย”

“ช่างเถอะๆ เจ้าเด็กดื้อคนนั้น ข้าไม่ถือสา” นางกลั้นน้ำตาไว้ได้ทัน “พี่ใหญ่ ท่านมีอะไรจะให้ข้าใช่หรือไม่” นางเห็นเขาซ่อนสิ่งของบางอย่างไว้ข้างหลังตั้งแต่แรก

“อะอ๋อ นี่น่ะหรือ” เขาชูกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมสีกำมะหยี่ให้นางดู ขนาดกล่องนั้นเหมาะมือไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ สิ่งของในกล่องไม่แคล้วเป็นประเภทงานฝีมือจำพวกเย็บปักถักร้อยนั่นเอง พี่ใหญ่โปรดปรานงานฝีมือชนิดนี้มาแต่ไหนแต่ไร 

"ส่งมาให้ข้าสิ" นางยิ้มรับอย่างเต็มใจ

เขายื่นให้เช่นกัน “เป็นของขวัญเล็กน้อยจากข้าน่ะ รอให้ถึงตำหนักไฉ่หง เจ้าค่อยเปิดดูก็แล้วกัน”

นางรับกล่องมาจากเขา “พี่ใหญ่ ข้าจะไปแล้ว ข้าหวังว่าท่านจะช่วยดูแลท่านพ่อท่านแม่แทนข้า อีกทั้งอันอัน ได้โปรดดูแลเขาให้ดีๆ”

แม้ฉีอันฉีจะซุกซนเกินไปสักหน่อย แต่เขาก็คือน้องชายนาง ความซุกซนของเขามักนำพาความเดือดร้อนมาให้ตัวเองอยู่ร่ำไป จึงไม่แปลกที่ฉีเยี่ยนฟางจะห่วงใยน้องชายเป็นพิเศษ

“อันอันเป็นน้องชายข้าเช่นกัน ข้าย่อมดูแลเขาให้ดีอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะ อาฟาง อยู่ในวังหลวงเจ้าไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา หากองค์ชายอิ้งเยว่ผู้นั้นทำไม่ดีต่อเจ้า เจ้าก็รีบบอกข้านะ พี่ใหญ่ของเจ้าจะไปแก้แค้นแทนเจ้าเอง!” ว่าแล้วก็ตบผางบนอกของเขา

“พี่ใหญ่ ท่านจะไปแก้แค้นแทนข้าจริงรึ?” นางหรี่ตาเอียงคอถามอย่างหยอกเย้า หลายปีมานี้เท่าที่นางเคยเห็นมา นับตั้งแต่จำความได้ ฉีเจียลี่ไม่เคยสู้คนแม้ถูกคนอื่นรังแก ผิดกับฉีอันฉีเจ้าเด็กหัวแข็งคนนั้น หากใครกล้ามารังแกพี่น้องล่ะก็ เป็นต้องออกหน้าเอาคืนร้อยเท่า

“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หากองค์ชายสองเจ้าสำราญผู้นั้น กล้ารังแกน้องสาวข้า ข้าไม่ปล่อยเขาไว้แน่” ฉีเจียลี่ไม่พูดเปล่า ทั้งออกหมัดชกลมประกอบกับแสดงสีหน้าแววตาดุดันราวอยากฆ่าคนต่อหน้าฉีเยี่ยนฟาง ทว่าอีกฝ่ายกลับเอามือป้องปากหัวเราะหิหิอย่างชอบอกชอบใจ แล้วช่วยพูดส่งเสริมเขา 

“ใช่ๆ พี่ใหญ่ ท่านเก่งที่สุดเลย ใครก็อย่าหวังสู้กับท่าน”

“ทีนี้เจ้ารู้แล้วนะ พี่ชายของเจ้าแข็งแรงที่สุด ใครก็อย่าหวังรังแกเจ้าต่อหน้าข้า” เขายกแขนขวาขึ้นโชว์กล้ามขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อเป็นการการันตีว่าเขานี่แหละแข็งแรงที่สุด พร้อมจะปกป้องน้องสาวหากถูกสามีรังแก

“ใช่ๆ ใครก็อย่าหวังรังแกข้า ต่อหน้าท่าน”

ขณะพี่น้องหัวเราะเย้าหยอกอย่างมีความสุขนั้น นางลืมไปว่ามีคนอื่นรออยู่ ทหารชั้นประทวนนายหนึ่งก้าวเข้ามา ประสานมือคารวะว่าที่พระชายาแล้วกล่าวว่า “พระชายา ถึงเวลาเคลื่อนขบวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

หากมัวชักช้าไปกว่านี้อีก เกรงว่าอาจล่วงเลยเวลาฤกษ์งามยามดีที่ทางฝั่งวังหลวงกำชับเขามา หาไม่แล้วคนคุ้มกันขบวนเช่นเขาอาจรับผิดชอบความผิดพลาดนี้ไม่ไหวเป็นแน่

“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว” เยี่ยนฟางผินหน้ามาเอ่ยวาจากับทหารอาวุโสผู้นั้น

ฉีเจียลี่เอื้อมมือตบบ่าน้องสาวสองครั้งเบาๆ “อาฟางน้องพี่ รักษาตัวด้วย หากวันหน้าเจ้ามาเยี่ยมบ้านอีก พี่ใหญ่ของเจ้าต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เจ้าแน่”

“พอแล้วพี่ใหญ่ ข้าขอขอบคุณท่านเจ้าค่ะ” นางยอบกายคารวะพี่ชายนาง เขาประสานมือคารวะตอบ

จากนั้นฉีเยี่ยนฟางหมุนตัวหันหลังให้พี่ชาย ฉีเจียลี่โบกมืออำลาน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย พอนางเตรียมจะก้าวเท้าขึ้นเกี้ยว ก็มิวายมองหาน้องชายตัวดีซ้ำอีกรอบ ทว่ากลับไม่เห็นแม้เงาของเขา นางปฏิเสธมิได้ว่ารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง พลางพูดกับตัวเองในใจว่า ‘เอาไว้วันหน้า หากข้ามาเยี่ยมบ้านสกุลฉีพร้อมสามีของข้า ค่อยพบหน้าเจ้าก็แล้วกัน อันอันน้องพี่’ 

“พระชายา เชิญขึ้นเกี้ยวเพคะ” เสี่ยวซินช่วยเอ่ยปากเร่งอีกแรง เมื่อเห็นสีหน้าคนในวังมิสู้ดีนัก เพราะพวกเขารอคอยการเคลื่อนขบวนนานแล้ว พวกเขาล้วนราวกับกลืนยาขมไปตามๆ กัน

ใบหน้างดงามแต้มชาดจัดจ้านสมเป็นเจ้าสาวผงกศีรษะรับทราบ ก่อนก้าวขาขึ้นไปนั่งในเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่ พอนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ม่านเกี้ยวถูกดึงมาปิดเอาไว้ด้วยมือแม่สื่อผู้นำพิธี จากนั้นเมื่อทั้งหมดพร้อม เกี้ยวเจ้าสาวถูกทหารแปดนายยกหวือลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นยกขึ้นแบกใส่บ่าเตรียมเคลื่อนขบวน.. 

เหล่านางกำนัลจำนวนหลายสิบนางเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบโดยแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาดังเดิม เครื่องดนตรีหลากชนิดเริ่มประโคม โดยมีปี่เป่านำขบวน

นางกำนัลผู้หนึ่งเดินอยู่ท้ายแถว นางมีบุคลิกเก้งก้างดูเซ่อซ่าผิดวิสัยนางกำนัลที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดีจากราชสำนักยิ่ง ทั้งยังเผลอไปเหยียบส้นรองเท้านางกำนัลที่เดินอยู่ข้างหน้าเข้าให้ นางกำนัลผู้นั้นเอี้ยวตัวหันกลับมามองทันใด 

นางขมวดคิ้วเรียวแล้วถามว่า “เจ้ามาใหม่รึ? ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลยนี่” 

นางกำนัลมาใหม่พยักหน้าหงึกหงัก ท่าทีพิลึกพิลั่น ไฉนนางผู้นี้เอาแต่หลบหน้าอยู่ใต้ผ้าผืนบางที่นางจงใจยกมันขึ้นมาปกปิดอยู่ร่ำไปเล่า นางกำนัลคนเดิมถามอีกว่า “เป็นอะไรไป ไฉนเอาแต่หลบหน้าข้าล่ะ”

“พี่สาว ข้าไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่รู้สึกร้อนเท่านั้น ข้าแพ้แสงแดดเจ้าค่ะ” 

ฉีอันฉีพยายามดัดเสียงให้เล็กแหลมคล้ายเสียงสตรีที่สุด อ้างว่าร้อนเพื่อให้ดูสมเหตุสมผลที่เขาเอาแต่ซุกหน้าหลังผ้าผืนบางในมือ เขาจำต้องพูดปดตอบโต้แม่นางคนนั้นไปก่อน หาไม่แล้วหากอีกฝ่ายล่วงรู้ เขาคือบุรุษมิใช่สตรีดังกล่าวอ้าง แล้วโวยวายขึ้นมา มีหวังจบเห่กันพอดี บุรุษปลอมตัวมาอยู่ในกลุ่มนางกำนัล โดยเฉพาะนางกำนัลฝ่ายในมิอาจพ้นโทษตาย เช่นนี้หนุ่มน้อยจำต้องเอาตัวรอดไปก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังเถิด

“เช่นนั้นเจ้าก็รีบๆ เดินเถอะ ระวังด้วย อย่าเผลอเหยียบเท้าข้าอีกล่ะ”

“ขอบคุณพี่สาวที่ตักเตือนข้าเจ้าค่ะ"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   75.สองคู่ชู้ชื่น วาสนาเคียงกายนิจนิรันดร์(ตอนอวสาน)

    ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   74.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่2

    ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   73.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่

    มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   72.สายใยรักระหว่างพี่น้องมิอาจตัดขาด

    “ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   71.อันฉีเจ้าคนใจร้าย

    “ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   70.องค์ชายอิ้งเยว่เพียงอยากลองใจอันฉี

    ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   33.เจ้าชายอิ้งเยว่บอกความจริงแบบอ้อมๆ

    หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   23.สยบเพลิงวสันต์

    ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status