Se connecterส่วนฮูหยินนั้น เมื่อเห็นคนเป็นสามีเสียอาการปานนี้ นางจึงขยับขึ้นหน้าเป็นฝ่ายพูดเสียเอง “อาฟาง เจ้าจงจำไว้ให้ดี เจ้าน่ะ แต่งงานแล้ว ตอนเจ้าอยู่ในตำหนักไฉ่หง เจ้าจงทำตัวให้เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีในวังหลวง อย่าทำสิ่งใดให้องค์ชายสอง สามีของเจ้าต้องขายหน้าเป็นอันขาด หมั่นเอาใจใส่ดูแลเขาให้ดี อย่าได้มีสิ่งใดผิดพลาด ห้ามเจ้าบกพร่องในหน้าที่พระชายาของเจ้า ทีนี้เจ้าจำได้แล้วใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะจดจำคำพูดของท่านเอาไว้ไม่ลืมแน่เจ้าค่ะ”
ร่างสูงใหญ่หมุนกายมาเผชิญหน้ากับบุตรสาวอีกครั้ง แข็งใจกล่าวสอนสั่งนาง “อาฟาง เดิมทีเจ้าไม่ได้รักสามีของเจ้า จะดีจะชั่วถึงอย่างไรองค์ชายสอง เขาก็เป็นสามีเจ้า นับจากนี้ไปเจ้าต้องใช้ชีวิตร่วมกับเขา เจ้าจงจำไว้ให้ดี ความซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตคู่ของพวกเจ้าให้คงอยู่ตลอดไป อย่าได้หลงลืมคำสอนของพ่อ ห้ามเจ้านอกใจสามีของเจ้าเป็นอันขาด สตรีออกเรือนแล้วหากมีใจให้ชายอื่น ชีวิตจะตกต่ำอย่างคาดไม่ถึงเชียวล่ะ เจ้าเข้าใจข้อนี้ใช่หรือไม่?”
“ท่านพ่อ ข้าจะไม่ลืมคำสอนของท่านเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เจ้าไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอลา”
ฉีเยี่ยนฟางยอบกายคารวะบุพการีอีกครั้งก่อนจากลา นางกำนัลอาวุโสสองนางถูกส่งมาจากในวังเข้าประคองทั้งซ้ายขวา แล้วพาว่าที่พระชายาเดินออกไปจากห้องโถง ด้านหน้ามีแม่สื่อร่างท้วมปากแดงผู้นำพิธียิ้มหน้าบานเดินนวยนาดนำไปก่อนแล้วเสี่ยวซิน สาวใช้ผู้รู้ใจคุณหนูเยี่ยนฟาง นางเติบโตมาพร้อมกันตั้งแต่ยังเยาว์ มีหน้าที่ติดตามคุณหนูไปทุกหนทุกแห่ง..หนึ่งแม่สื่อสองนางกำนัลพาเยี่ยนฟางเดินออกไปพ้นสายตาผู้อาวุโสแล้ว ท่านเจ้าแคว้นฉีหันมาโอบประคองภรรยาเอาไว้กับอก ฮูหยินกอดตอบก่อนซบหน้ากับอกแกร่งของสามี ไหล่บางทั้งสองข้างสั่นสะท้านมิอาจฝืนทนกลั้นน้ำตาได้อีก
"ท่านพี่"
"อืม ไม่ต้องพูดแล้ว"
"เจ้าค่ะ"
การออกเรือนของฉีเยี่ยนฟาง นางจะได้พบเจอกับเรื่องดีหรือเลวร้ายเบื้องบนเท่านั้นที่จะรู้ได้ เยี่ยนฟางเป็นบุตรสาวที่ท่านเจ้าแคว้นฉีและฮูหยินฉีรักปานแก้วตาดวงใจ แม้ท่านทั้งสองจะมีฉีเจียลี่ และฉีอันฉี ทั้งสองเป็นบุตรชายของพวกท่าน ทว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่กลับลำเอียงเทความรักไปให้บุตรสาวมากที่สุด พวกท่านเห็นว่าเยี่ยนฟางเป็นหญิงอ่อนแอไร้พิษสงกับผู้อื่น ไม่เหมือนเจ้าลิงทะโมนคนน้องใครก็อย่าหวังรังแก ตรงข้ามล่ะไม่ว่า เจ้าเด็กเหลือขอฉีอันฉีนั้น มิเพียงไม่ถูกคนรังแก เขากลับเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นเสียมากกว่า อีกทั้งสร้างเรื่องให้บุพการีปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนฉีเจียลี่ในฐานะบุตรคนโต เขาจำต้องแบกรับความหวังของคนสกุลฉีไปโดยปริยาย พี่ใหญ่ของบ้านเพิ่งจบการเรียนในสำนักเขียนอักษรมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในแคว้นฉี อีกทั้งเพื่อเป็นการหาประสบการณ์ก่อนรับตำแหน่งเจ้าแคว้นฉีคนต่อไป คนเป็นบิดาได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า เขาคิดจะพึ่งพาเส้นสายที่พอมีอยู่บ้างในวังหลวง ฝากเจียลี่เข้าไปรับตำแหน่งเสนาบดีเล็กๆ สักตำแหน่ง
ฉีอันฉีน้องเล็กสุดกลับได้รับอิสระอย่างเต็มที่ เมื่อบิดามารดามิได้คาดหวังใดๆ จากเขา ขอเพียงเจ้านั่นอยู่อย่างสงบก็พอแล้ว ข้อนี้นับเป็นข้อดีสำหรับเจ้าเด็กซุกซนที่ทุกคนต่างเอือมละอา ถึงขั้นขนานนามเขาว่าเด็กเหลือขอ ทว่านายน้อยหาได้มีความริษยาไม่ แม้ไม่ได้อยู่ในสายตาบุพการีเช่นพี่ๆ ก็ตาม
..ว่าที่พระชายาขององค์ชายสองหรือองค์ชายอิ้งเยว่ มาถึงเกี้ยวหลังใหญ่สีแดง ที่รอท่าอยู่ลานหน้าเรือนหลังใหญ่นานแล้ว ร่างบางหยุดชะงัก มิได้ก้าวขาขึ้นไปนั่งเกี้ยวในทันที เมื่อมีเสียงใครบางคนเรียกขานนามของนางเอาไว้ทางเบื้องหลัง
“อาฟาง อาฟาง”
เสียงนี้ช่างคุ้นหูนัก เจ้าของนามอาฟางรีบหันหน้ามา เมื่อรู้ว่าที่แท้ก็เป็นพี่ใหญ่นี่เอง ฉีเยี่ยนฟางยิ้มเกลื่อนหน้า “พี่ใหญ่”
ฉีเจียลี่มีรูปร่างสูงเพรียว เป็นบุรุษที่ดูออกจะผอมบางไปสักหน่อย ทว่าก็ยังดูหล่อไม่น้อย เขาเร่งสาวเท้าวิ่งมาแต่ไกล พอเข้าใกล้น้องรักก็รีบโกยอากาศเข้าปอด หอบหายใจแฮกๆ ก่อนหยุดยืนตรงหน้าน้องสาว เขายื่นมือมากุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ “ข้านึกว่าจะมาไม่ทันอวยพรเจ้าเสียแล้ว”
“พี่ใหญ่ ท่านรีบร้อนถึงเพียงนี้ ท่านไปไหนมารึ” พูดพลางเอาผ้าเช็ดหน้าในมือนางช่วยซับเหงื่อบนหน้าผากพี่ชาย เมื่อเห็นว่าเหงื่อแห้งดีแล้ว นางชะเง้อคอมองทางเบื้องหลังฝ่ายตรงข้าม ส่วนลึกคาดหวังว่าจะได้เห็นใครอีกคนวิ่งตามพี่ใหญ่มา อย่างน้อยฉีอันฉีควรมาส่งนางบ้างสิ
ฉีเจียลี่เอี้ยวตัวหันมองตามสายตาเยี่ยนฟาง “เจ้ามองหาอันอันรึ?” นางพยักหน้าเป็นคำตอบว่าใช่ พี่ชายจึงพูดต่อ “เจ้าอย่ามองอีกเลย อันอันเจ้าเด็กซนคนนั้น ข้าไม่เห็นเขาตั้งแต่เช้าแล้ว ป่านนี้ไม่รู้รวมหัวกับอาถิงไปสร้างเรื่องอะไรไว้ที่ไหนอีก เจ้าเด็กไม่ประสาคนนี้นี่นะ ช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา อย่างน้อยเขาควรคิดถึงเจ้าบ้างสิ” พูดพลางส่ายหัวอย่างปลงตก ก่อนเหลือบมองหน้าเยี่ยนฟาง อีกฝ่ายน้ำตากำลังจะไหลแล้ว ทำให้คนพูดไม่คิดนึกขึ้นได้ ที่แท้เขากำลังพูดให้อีกฝ่ายน้อยเนื้อต่ำใจหรือนี่ เจ้าเด็กเหลือขอเมินเฉยต่อพี่สาวตัวเองได้อย่างไรกัน.. ทั้งที่พี่สาวกำลังจะจากไปแท้ๆ ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า
“อาฟาง อาฟาง เจ้าอย่าร้องไห้สิ วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้านะ อันอันก็เป็นเช่นนี้ เจ้าอย่าได้ถือสาเขาอีกเลย”
“ช่างเถอะๆ เจ้าเด็กดื้อคนนั้น ข้าไม่ถือสา” นางกลั้นน้ำตาไว้ได้ทัน “พี่ใหญ่ ท่านมีอะไรจะให้ข้าใช่หรือไม่” นางเห็นเขาซ่อนสิ่งของบางอย่างไว้ข้างหลังตั้งแต่แรก
“อะอ๋อ นี่น่ะหรือ” เขาชูกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมสีกำมะหยี่ให้นางดู ขนาดกล่องนั้นเหมาะมือไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ สิ่งของในกล่องไม่แคล้วเป็นประเภทงานฝีมือจำพวกเย็บปักถักร้อยนั่นเอง พี่ใหญ่โปรดปรานงานฝีมือชนิดนี้มาแต่ไหนแต่ไร
"ส่งมาให้ข้าสิ" นางยิ้มรับอย่างเต็มใจ
เขายื่นให้เช่นกัน “เป็นของขวัญเล็กน้อยจากข้าน่ะ รอให้ถึงตำหนักไฉ่หง เจ้าค่อยเปิดดูก็แล้วกัน”
นางรับกล่องมาจากเขา “พี่ใหญ่ ข้าจะไปแล้ว ข้าหวังว่าท่านจะช่วยดูแลท่านพ่อท่านแม่แทนข้า อีกทั้งอันอัน ได้โปรดดูแลเขาให้ดีๆ”
แม้ฉีอันฉีจะซุกซนเกินไปสักหน่อย แต่เขาก็คือน้องชายนาง ความซุกซนของเขามักนำพาความเดือดร้อนมาให้ตัวเองอยู่ร่ำไป จึงไม่แปลกที่ฉีเยี่ยนฟางจะห่วงใยน้องชายเป็นพิเศษ
“อันอันเป็นน้องชายข้าเช่นกัน ข้าย่อมดูแลเขาให้ดีอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะ อาฟาง อยู่ในวังหลวงเจ้าไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา หากองค์ชายอิ้งเยว่ผู้นั้นทำไม่ดีต่อเจ้า เจ้าก็รีบบอกข้านะ พี่ใหญ่ของเจ้าจะไปแก้แค้นแทนเจ้าเอง!” ว่าแล้วก็ตบผางบนอกของเขา
“พี่ใหญ่ ท่านจะไปแก้แค้นแทนข้าจริงรึ?” นางหรี่ตาเอียงคอถามอย่างหยอกเย้า หลายปีมานี้เท่าที่นางเคยเห็นมา นับตั้งแต่จำความได้ ฉีเจียลี่ไม่เคยสู้คนแม้ถูกคนอื่นรังแก ผิดกับฉีอันฉีเจ้าเด็กหัวแข็งคนนั้น หากใครกล้ามารังแกพี่น้องล่ะก็ เป็นต้องออกหน้าเอาคืนร้อยเท่า
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หากองค์ชายสองเจ้าสำราญผู้นั้น กล้ารังแกน้องสาวข้า ข้าไม่ปล่อยเขาไว้แน่” ฉีเจียลี่ไม่พูดเปล่า ทั้งออกหมัดชกลมประกอบกับแสดงสีหน้าแววตาดุดันราวอยากฆ่าคนต่อหน้าฉีเยี่ยนฟาง ทว่าอีกฝ่ายกลับเอามือป้องปากหัวเราะหิหิอย่างชอบอกชอบใจ แล้วช่วยพูดส่งเสริมเขา
“ใช่ๆ พี่ใหญ่ ท่านเก่งที่สุดเลย ใครก็อย่าหวังสู้กับท่าน”
“ทีนี้เจ้ารู้แล้วนะ พี่ชายของเจ้าแข็งแรงที่สุด ใครก็อย่าหวังรังแกเจ้าต่อหน้าข้า” เขายกแขนขวาขึ้นโชว์กล้ามขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อเป็นการการันตีว่าเขานี่แหละแข็งแรงที่สุด พร้อมจะปกป้องน้องสาวหากถูกสามีรังแก
“ใช่ๆ ใครก็อย่าหวังรังแกข้า ต่อหน้าท่าน”
ขณะพี่น้องหัวเราะเย้าหยอกอย่างมีความสุขนั้น นางลืมไปว่ามีคนอื่นรออยู่ ทหารชั้นประทวนนายหนึ่งก้าวเข้ามา ประสานมือคารวะว่าที่พระชายาแล้วกล่าวว่า “พระชายา ถึงเวลาเคลื่อนขบวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หากมัวชักช้าไปกว่านี้อีก เกรงว่าอาจล่วงเลยเวลาฤกษ์งามยามดีที่ทางฝั่งวังหลวงกำชับเขามา หาไม่แล้วคนคุ้มกันขบวนเช่นเขาอาจรับผิดชอบความผิดพลาดนี้ไม่ไหวเป็นแน่
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว” เยี่ยนฟางผินหน้ามาเอ่ยวาจากับทหารอาวุโสผู้นั้น
ฉีเจียลี่เอื้อมมือตบบ่าน้องสาวสองครั้งเบาๆ “อาฟางน้องพี่ รักษาตัวด้วย หากวันหน้าเจ้ามาเยี่ยมบ้านอีก พี่ใหญ่ของเจ้าต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เจ้าแน่”
“พอแล้วพี่ใหญ่ ข้าขอขอบคุณท่านเจ้าค่ะ” นางยอบกายคารวะพี่ชายนาง เขาประสานมือคารวะตอบ
จากนั้นฉีเยี่ยนฟางหมุนตัวหันหลังให้พี่ชาย ฉีเจียลี่โบกมืออำลาน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย พอนางเตรียมจะก้าวเท้าขึ้นเกี้ยว ก็มิวายมองหาน้องชายตัวดีซ้ำอีกรอบ ทว่ากลับไม่เห็นแม้เงาของเขา นางปฏิเสธมิได้ว่ารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง พลางพูดกับตัวเองในใจว่า ‘เอาไว้วันหน้า หากข้ามาเยี่ยมบ้านสกุลฉีพร้อมสามีของข้า ค่อยพบหน้าเจ้าก็แล้วกัน อันอันน้องพี่’
“พระชายา เชิญขึ้นเกี้ยวเพคะ” เสี่ยวซินช่วยเอ่ยปากเร่งอีกแรง เมื่อเห็นสีหน้าคนในวังมิสู้ดีนัก เพราะพวกเขารอคอยการเคลื่อนขบวนนานแล้ว พวกเขาล้วนราวกับกลืนยาขมไปตามๆ กัน
ใบหน้างดงามแต้มชาดจัดจ้านสมเป็นเจ้าสาวผงกศีรษะรับทราบ ก่อนก้าวขาขึ้นไปนั่งในเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่ พอนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ม่านเกี้ยวถูกดึงมาปิดเอาไว้ด้วยมือแม่สื่อผู้นำพิธี จากนั้นเมื่อทั้งหมดพร้อม เกี้ยวเจ้าสาวถูกทหารแปดนายยกหวือลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นยกขึ้นแบกใส่บ่าเตรียมเคลื่อนขบวน..
เหล่านางกำนัลจำนวนหลายสิบนางเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบโดยแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาดังเดิม เครื่องดนตรีหลากชนิดเริ่มประโคม โดยมีปี่เป่านำขบวน
นางกำนัลผู้หนึ่งเดินอยู่ท้ายแถว นางมีบุคลิกเก้งก้างดูเซ่อซ่าผิดวิสัยนางกำนัลที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดีจากราชสำนักยิ่ง ทั้งยังเผลอไปเหยียบส้นรองเท้านางกำนัลที่เดินอยู่ข้างหน้าเข้าให้ นางกำนัลผู้นั้นเอี้ยวตัวหันกลับมามองทันใด
นางขมวดคิ้วเรียวแล้วถามว่า “เจ้ามาใหม่รึ? ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลยนี่”
นางกำนัลมาใหม่พยักหน้าหงึกหงัก ท่าทีพิลึกพิลั่น ไฉนนางผู้นี้เอาแต่หลบหน้าอยู่ใต้ผ้าผืนบางที่นางจงใจยกมันขึ้นมาปกปิดอยู่ร่ำไปเล่า นางกำนัลคนเดิมถามอีกว่า “เป็นอะไรไป ไฉนเอาแต่หลบหน้าข้าล่ะ”
“พี่สาว ข้าไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่รู้สึกร้อนเท่านั้น ข้าแพ้แสงแดดเจ้าค่ะ”
ฉีอันฉีพยายามดัดเสียงให้เล็กแหลมคล้ายเสียงสตรีที่สุด อ้างว่าร้อนเพื่อให้ดูสมเหตุสมผลที่เขาเอาแต่ซุกหน้าหลังผ้าผืนบางในมือ เขาจำต้องพูดปดตอบโต้แม่นางคนนั้นไปก่อน หาไม่แล้วหากอีกฝ่ายล่วงรู้ เขาคือบุรุษมิใช่สตรีดังกล่าวอ้าง แล้วโวยวายขึ้นมา มีหวังจบเห่กันพอดี บุรุษปลอมตัวมาอยู่ในกลุ่มนางกำนัล โดยเฉพาะนางกำนัลฝ่ายในมิอาจพ้นโทษตาย เช่นนี้หนุ่มน้อยจำต้องเอาตัวรอดไปก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังเถิด
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบๆ เดินเถอะ ระวังด้วย อย่าเผลอเหยียบเท้าข้าอีกล่ะ”
“ขอบคุณพี่สาวที่ตักเตือนข้าเจ้าค่ะ"
แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย
ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”
..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท
ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล
องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก
เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ


![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![พันธะต้องห้าม : Fated to Bind [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

