INICIAR SESIÓNเด็กสาวยืนทำใจอยู่หน้าบ้านจนเสร็จก็เดินตรงเข้าไปภายในบ้านเพื่อนอนหลับพักผ่อนที่ห้องนอนของตนเองในทันที
แต่จ้าวโม่ก็ยังไม่ลืมที่จะค้นหายาทาแผลเพื่อนำไปทาตรงบาดแผลที่ปูดโนขึ้นตรงบริเวณท้ายทอยของตนเอง
ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนบนที่นอนแข็ง ๆ ไม่มีสัมผัสของความนุ่มนิ่มจนผล็อยหลับไปในที่สุด
เป็นเวลากว่าสองชั่วยามที่จ้าวโม่นั้นนอนหลับไป จนนางรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงพูดคุยกันจากด้านนอกบ้านที่ดังเข้ามาภายในห้องนอน
นั่นจึงทำให้เด็กสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะลืมสะลือเล็กน้อย เพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ ๆ ผ่านไปไม่นานจ้าวโม่ก็สามารถตื่นขึ้นมาได้อย่างเต็มตา
จากนั้นร่างผอมเล็กของเด็กสาวจึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปยังจุดที่มีการสนทนากันอยู่ในทันที
และเมื่อจ้าวโม่เดินผ่านประตูหน้าบ้านออกมาก็พบว่าในตอนนี้เจ้าของเสียงที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็คือท่านตากับพวกท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองของตนเองที่กำลังพูดคุยกันอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้านกันอยู่
“โม่เอ๋อร์วันนี้เจ้าไม่ได้ไปกับมารดาของเจ้าหรอกหรือ?”
จ้าวเหยียน เอ่ยถามบุตรสาวขึ้นทันที เมื่อเขามองเห็นร่างของอีกฝ่ายเดินออกมาจากภายในบ้าน
“ไปเจ้าค่ะ แต่ข้ากลับมาก่อนเพราะท่านแม่ให้กับมาบ้านก่อนเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบคำถามของบิดาพร้อมทั้งมองสำรวจบิดาตรงหน้าไปด้วย จ้าวเหยียน หรือก็คือบิดาของจ้าวโม่ เขาเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ไหล่กว้าง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ผิวสีขาวออกคล้ำเล็กน้อย
บิดาของนางนั้นถือได้ว่าเป็นบุรุษที่ดูดีเป็นอย่างมาก อายุของเขาในปีนี้คือ 47 ปี แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับยังคงอ่อนกว่าวัยจนจ้าวโม่ยังอดรู้สึกตกใจไม่ได้
“โม่เอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ เหตุใดใบหน้าของเจ้าถึงได้ดูซีดเซียวเช่นนั้นกัน?”
ทางด้าน จ้าวเหว่ย ผู้เป็นตาของเด็กสาวเองเมื่อลอบสำรวจดูใบหน้าของหลานสาวที่ดูจะซีดเซียวจนน่าเป็นห่วงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอาการของหลาวสาวคนเล็กขึ้นมา
“ข้าเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเจ้าค่ะท่านตา ได้แผลมาเล็กน้อยแต่รู้สึกปวดอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่หันไปเอ่ยขึ้นกับชายชราที่อยู่ไม่ไกลจากตนเองมากนัก และยังคงมองสำรวจใบหน้าของผู้เป็นตาอีกด้วย
จ้าวเหว่ย หรือก็คือท่านตาของเด็กสาวนั้นมีรูปร่างผอม กว่าบิดาของนาง ผมที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแซมดำเกือบจะทั้งหัว มีใบหน้าที่ดูแล้วเป็นคนที่ใจดี มักจะมีรอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
ในปีนี้จ้าวเหว่ยนั้นอายุได้ 62 ปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าไม่แก่มากเท่าอายุ อาจจะเป็นเพราะว่าชายชรานั้นชื่นชอบออกกำลังกายอยู่ทุกวัน
จึงทำให้ร่างกายของเขานั้นแข็งแรงอยู่ตลอดนั่นเอง เมื่อร่างกายแข็งแรง ย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของเจ้าตัว ไม่แปลกที่ชายชราจะยังดูดีอยู่เช่นนี้
“เจ้าว่าอย่างไรนะโม่เอ๋อร์ ไหนขอพี่ใหญ่ดูบาดแผลหน่อยสิ”
ยังไม่ทันที่ชายชราหรือว่าผู้เป็นบิดาของเด็กสาวจะทันได้เอ่ยถามอาการของนางต่อไป จู่ ๆ ร่างของ จ้าวจินฮ่าวพี่ชายคนโตของนางก็พุ่งเข้ามาหยุดลงตรงหน้าของนางพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
“นั่นสิโม่เอ๋อร์ ให้พี่รองดูด้วย”
ตามมาด้วยร่างของพี่ชายคนรองอย่าง จ้าวหยาง ที่พุ่งตามหลังของพี่ชายคนโตของตนเองมาติด ๆ ก่อนจะเอ่ยสำทับคำพูดของพี่ชายของตน
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเจ้าค่ะ เพียงแค่ล้มหัวฟาดเก้าอี้ไม้สลบไปเพียงเท่านั้น”
“อะไรนะ!!!”
คำตอบที่จ้าวโม่คิดว่าจะตอบให้พี่ชายทั้งสองของตนเองคลายความกังวลลงไปนั้นกลับยิ่งทำให้ชายหนุ่มทั้งสองมีสีหน้าแตกตื่นขึ้นจากเดิมเสียอย่างนั้น
แต่จ้าวโม่กลับไม่สามารถละสายตาจากใบหน้าของพี่ชายทั้งสองของตนเองได้
นั่นเป็นเพราะว่าพี่ชายทั้งสองของนางช่างมีใบหน้าที่ดูดีเสียจนเด็กสาวรู้สึกงุนงงว่านี่มันใช่เด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ
อย่าง จ้าวจินฮ่าว พี่ชายคนโตของนางนั้นเป็นชายหนุ่มอายุ 17 ปีที่มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ไหล่กว้างอกผายน่าพึ่งพิง มีใบหน้าที่คมคายหล่อเหลาดุจรูปสลัก
ผิวสีขาวออกแทนเล็กน้อยยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์สมชายชาตรี ยิ่งใครได้จ้องมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูอบอุ่นของชายหนุ่มแล้วคงยากที่จะถอนตัวได้
ส่วน จ้าวหยาง พี่ชายคนรองของนางเองก็ไม่แพ้กัน เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 15 หนาว แต่กลับมีรูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าคมเข้มสมชายชาตรี และมีดวงตาที่คมกริบดุจเหยี่ยว กล้ามเนื้อได้สัดส่วนยิ่งกว่านายแบบ
‘นี่มันครอบครัวชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ ใช่หรือไม่’
จ้าวโม่ทำได้เพียงอุทานขึ้นภายในใจอย่างยากที่จะเชื่อได้หลังจากที่นางได้เห็นใบหน้าของทุกคนในครอบครัวตนเองหมดแล้ว
“โม่เอ๋อร์! ทำไมเจ้าถึงได้ยืนนิ่งแล้วเอาแต่จ้องมองพวกพี่เช่นนี้กันเล่า”
เมื่อจ้าวจินฮ่าวเห็นว่าน้องสาวของตนไร้ท่าทางตอบสนองต่อคำพูดเมื่อสักครู่นี้ของตนเองก็อดไม่ได้จนต้องเอ่ยเรียกอีกฝ่ายและเอ่ยถามน้องสาวตรงหน้าขึ้นมา
“อะ...อ้อ! นั่นก็เป็นเพราะว่าข้าเพิ่งจะสังเกตว่าพวกท่านทำไมช่างดูหล่อเหลาเช่นนี้กันได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ แฮะ ๆ”
จ้าวโม่ที่ได้สติกลับมาไม่รู้จะเอ่ยตอบพี่ชายทั้งสองคนว่าอย่างไรดี นางจึงได้เผลอตัวเอ่ยถึงสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่ภายในหัวออกไปให้กับทุกคนได้ฟัง
“อุบส์!”
ทำให้ชายชรากับจ้าวเหยียนถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาในทันทีด้วยความขบขันกับสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยตอบออกมาอย่างไม่รู้สึกกระดากอาย
ผิดกับพี่ชายทั้งสองของเด็กสาวที่หลังจากถูกน้องสาวของตนเองเอ่ยชมตรง ๆ ก็ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดด้วยความเขินอายขึ้นมาในทันทีจนพวกเขาทั้งสองรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“จะ...เจ้านี่นะเฮ้อ...”
จ้าวจินฮ่าวที่รู้สึกหมดคำจะเอ่ยกับน้องสาวคนเล็กของตนเอง เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยขึ้นมาสั้น ๆ ก่อนจะถอนหายใจตามด้วยความเหนื่อยใจกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของเด็กสาวตรงหน้า
ด้านจ้าวหยางเองก็ทำเพียงยืนเงียบอย่างไร้คำจะเอ่ยเช่นเดียวกัน แต่ชายหนุ่มเองก็กำลังขบคิดถึงท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของน้องสาวของตนเองอยู่เงียบ ๆ ภายในใจด้วยความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นเช่นเดียวกัน
“เอาละ ๆ นี่ก็เริ่มจะเย็นแล้วพวกเจ้าทั้งสองก็ควรจะรีบไปรับมารดาของเจ้ากลับบ้านได้แล้ว ส่วนจ้าวโม่เอ๋อร์ตามตาไปที่ห้องประเดี๋ยวตาจะดูบาดแผลให้”
ในที่สุดจ้าวเหว่ยผู้เป็นตาของสามพี่น้องก็ต้องเป็นคนเอ่ยตัดบทและเอ่ยบอกให้สามพี่น้องแยกย้ายกันไปทำตามที่ตนเองเอ่ยบอกขึ้นมาแทน
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
สามพี่น้องบ้านจ้าวเอ่ยรับคำของผู้เป็นตาอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นทั้งสามคนจึงได้แยกย้ายกันไปตามที่ได้รับคำมาอย่างรวดเร็ว
ทิ้งไว้เพียงจ้าวเหยียนที่กำลังยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของบุตรสาวคนเล็กที่กำลังเดินตามหลังพ่อตาของตนเองเข้าไปที่ห้องอย่างใช้ความคิดเพียงเท่านั้น
เมื่อจ้าวโม่กับชายชราเดินเข้ามาภายในห้องของเขาแล้วสิ่งแรกที่จ้าวเหว่ยเอ่ยถามเด็กสาวก็คือ
“วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่โม่เอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงล้มหัวฟาดจนหมดสติไปได้กัน อย่าปิดบังตานะ”
“เอ่อ...คือว่าท่านตาเจ้าคะ พวกเราแยกบ้านออกมาอยู่กันเองได้หรือไม่เจ้าคะ?”
แทนที่จ้าวโม่จะเอ่ยตอบคำถามของชายชรา แต่นางกลับเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิงดูว่าท่านตาของนางนั้นรักนางมากจนสามารถตัดสินใจแยกบ้านได้หรือไม่
ถ้าอีกฝ่ายตอบว่าได้นางก็จะเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง แต่ถ้าคำตอบคือไม่ได้ นางก็คงจะต้องคิดหาทางอื่นแทนเสีย
==========================================================================================
อิจฉายัยน้องที่มีผู้ชายในบ้านหน้าตาดีกันทุกคน อาหารตาไม่ไหวอิอิ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







