Share

ครอบครัวสกุลจ้าวสายรอง

last update Tanggal publikasi: 2026-03-07 09:57:25

เด็กสาวยืนทำใจอยู่หน้าบ้านจนเสร็จก็เดินตรงเข้าไปภายในบ้านเพื่อนอนหลับพักผ่อนที่ห้องนอนของตนเองในทันที

แต่จ้าวโม่ก็ยังไม่ลืมที่จะค้นหายาทาแผลเพื่อนำไปทาตรงบาดแผลที่ปูดโนขึ้นตรงบริเวณท้ายทอยของตนเอง

ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนบนที่นอนแข็ง ๆ ไม่มีสัมผัสของความนุ่มนิ่มจนผล็อยหลับไปในที่สุด

เป็นเวลากว่าสองชั่วยามที่จ้าวโม่นั้นนอนหลับไป จนนางรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงพูดคุยกันจากด้านนอกบ้านที่ดังเข้ามาภายในห้องนอน

นั่นจึงทำให้เด็กสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะลืมสะลือเล็กน้อย เพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ ๆ ผ่านไปไม่นานจ้าวโม่ก็สามารถตื่นขึ้นมาได้อย่างเต็มตา

จากนั้นร่างผอมเล็กของเด็กสาวจึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปยังจุดที่มีการสนทนากันอยู่ในทันที

และเมื่อจ้าวโม่เดินผ่านประตูหน้าบ้านออกมาก็พบว่าในตอนนี้เจ้าของเสียงที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็คือท่านตากับพวกท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองของตนเองที่กำลังพูดคุยกันอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้านกันอยู่

“โม่เอ๋อร์วันนี้เจ้าไม่ได้ไปกับมารดาของเจ้าหรอกหรือ?”

จ้าวเหยียน เอ่ยถามบุตรสาวขึ้นทันที เมื่อเขามองเห็นร่างของอีกฝ่ายเดินออกมาจากภายในบ้าน

“ไปเจ้าค่ะ แต่ข้ากลับมาก่อนเพราะท่านแม่ให้กับมาบ้านก่อนเจ้าค่ะ”

จ้าวโม่เอ่ยตอบคำถามของบิดาพร้อมทั้งมองสำรวจบิดาตรงหน้าไปด้วย จ้าวเหยียน หรือก็คือบิดาของจ้าวโม่ เขาเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ไหล่กว้าง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ผิวสีขาวออกคล้ำเล็กน้อย

บิดาของนางนั้นถือได้ว่าเป็นบุรุษที่ดูดีเป็นอย่างมาก อายุของเขาในปีนี้คือ 47 ปี แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับยังคงอ่อนกว่าวัยจนจ้าวโม่ยังอดรู้สึกตกใจไม่ได้

“โม่เอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ เหตุใดใบหน้าของเจ้าถึงได้ดูซีดเซียวเช่นนั้นกัน?”

ทางด้าน จ้าวเหว่ย ผู้เป็นตาของเด็กสาวเองเมื่อลอบสำรวจดูใบหน้าของหลานสาวที่ดูจะซีดเซียวจนน่าเป็นห่วงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอาการของหลาวสาวคนเล็กขึ้นมา

“ข้าเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเจ้าค่ะท่านตา ได้แผลมาเล็กน้อยแต่รู้สึกปวดอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ”

จ้าวโม่หันไปเอ่ยขึ้นกับชายชราที่อยู่ไม่ไกลจากตนเองมากนัก และยังคงมองสำรวจใบหน้าของผู้เป็นตาอีกด้วย

จ้าวเหว่ย หรือก็คือท่านตาของเด็กสาวนั้นมีรูปร่างผอม กว่าบิดาของนาง ผมที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแซมดำเกือบจะทั้งหัว มีใบหน้าที่ดูแล้วเป็นคนที่ใจดี มักจะมีรอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา

ในปีนี้จ้าวเหว่ยนั้นอายุได้ 62 ปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าไม่แก่มากเท่าอายุ อาจจะเป็นเพราะว่าชายชรานั้นชื่นชอบออกกำลังกายอยู่ทุกวัน

จึงทำให้ร่างกายของเขานั้นแข็งแรงอยู่ตลอดนั่นเอง เมื่อร่างกายแข็งแรง ย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของเจ้าตัว ไม่แปลกที่ชายชราจะยังดูดีอยู่เช่นนี้

“เจ้าว่าอย่างไรนะโม่เอ๋อร์ ไหนขอพี่ใหญ่ดูบาดแผลหน่อยสิ”

ยังไม่ทันที่ชายชราหรือว่าผู้เป็นบิดาของเด็กสาวจะทันได้เอ่ยถามอาการของนางต่อไป จู่ ๆ ร่างของ จ้าวจินฮ่าวพี่ชายคนโตของนางก็พุ่งเข้ามาหยุดลงตรงหน้าของนางพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ

“นั่นสิโม่เอ๋อร์ ให้พี่รองดูด้วย”

ตามมาด้วยร่างของพี่ชายคนรองอย่าง จ้าวหยาง ที่พุ่งตามหลังของพี่ชายคนโตของตนเองมาติด ๆ ก่อนจะเอ่ยสำทับคำพูดของพี่ชายของตน

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเจ้าค่ะ เพียงแค่ล้มหัวฟาดเก้าอี้ไม้สลบไปเพียงเท่านั้น”

“อะไรนะ!!!”

คำตอบที่จ้าวโม่คิดว่าจะตอบให้พี่ชายทั้งสองของตนเองคลายความกังวลลงไปนั้นกลับยิ่งทำให้ชายหนุ่มทั้งสองมีสีหน้าแตกตื่นขึ้นจากเดิมเสียอย่างนั้น

แต่จ้าวโม่กลับไม่สามารถละสายตาจากใบหน้าของพี่ชายทั้งสองของตนเองได้

นั่นเป็นเพราะว่าพี่ชายทั้งสองของนางช่างมีใบหน้าที่ดูดีเสียจนเด็กสาวรู้สึกงุนงงว่านี่มันใช่เด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ

อย่าง จ้าวจินฮ่าว พี่ชายคนโตของนางนั้นเป็นชายหนุ่มอายุ 17 ปีที่มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ไหล่กว้างอกผายน่าพึ่งพิง มีใบหน้าที่คมคายหล่อเหลาดุจรูปสลัก

ผิวสีขาวออกแทนเล็กน้อยยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์สมชายชาตรี ยิ่งใครได้จ้องมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูอบอุ่นของชายหนุ่มแล้วคงยากที่จะถอนตัวได้

ส่วน จ้าวหยาง พี่ชายคนรองของนางเองก็ไม่แพ้กัน เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 15 หนาว แต่กลับมีรูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าคมเข้มสมชายชาตรี และมีดวงตาที่คมกริบดุจเหยี่ยว กล้ามเนื้อได้สัดส่วนยิ่งกว่านายแบบ

‘นี่มันครอบครัวชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ ใช่หรือไม่’

จ้าวโม่ทำได้เพียงอุทานขึ้นภายในใจอย่างยากที่จะเชื่อได้หลังจากที่นางได้เห็นใบหน้าของทุกคนในครอบครัวตนเองหมดแล้ว

“โม่เอ๋อร์! ทำไมเจ้าถึงได้ยืนนิ่งแล้วเอาแต่จ้องมองพวกพี่เช่นนี้กันเล่า”

เมื่อจ้าวจินฮ่าวเห็นว่าน้องสาวของตนไร้ท่าทางตอบสนองต่อคำพูดเมื่อสักครู่นี้ของตนเองก็อดไม่ได้จนต้องเอ่ยเรียกอีกฝ่ายและเอ่ยถามน้องสาวตรงหน้าขึ้นมา

“อะ...อ้อ! นั่นก็เป็นเพราะว่าข้าเพิ่งจะสังเกตว่าพวกท่านทำไมช่างดูหล่อเหลาเช่นนี้กันได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ แฮะ ๆ”

จ้าวโม่ที่ได้สติกลับมาไม่รู้จะเอ่ยตอบพี่ชายทั้งสองคนว่าอย่างไรดี นางจึงได้เผลอตัวเอ่ยถึงสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่ภายในหัวออกไปให้กับทุกคนได้ฟัง

“อุบส์!”

ทำให้ชายชรากับจ้าวเหยียนถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาในทันทีด้วยความขบขันกับสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยตอบออกมาอย่างไม่รู้สึกกระดากอาย

ผิดกับพี่ชายทั้งสองของเด็กสาวที่หลังจากถูกน้องสาวของตนเองเอ่ยชมตรง ๆ ก็ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดด้วยความเขินอายขึ้นมาในทันทีจนพวกเขาทั้งสองรู้สึกทำตัวไม่ถูก

“จะ...เจ้านี่นะเฮ้อ...”

จ้าวจินฮ่าวที่รู้สึกหมดคำจะเอ่ยกับน้องสาวคนเล็กของตนเอง เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยขึ้นมาสั้น ๆ ก่อนจะถอนหายใจตามด้วยความเหนื่อยใจกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของเด็กสาวตรงหน้า

ด้านจ้าวหยางเองก็ทำเพียงยืนเงียบอย่างไร้คำจะเอ่ยเช่นเดียวกัน แต่ชายหนุ่มเองก็กำลังขบคิดถึงท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของน้องสาวของตนเองอยู่เงียบ ๆ ภายในใจด้วยความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นเช่นเดียวกัน

“เอาละ ๆ นี่ก็เริ่มจะเย็นแล้วพวกเจ้าทั้งสองก็ควรจะรีบไปรับมารดาของเจ้ากลับบ้านได้แล้ว ส่วนจ้าวโม่เอ๋อร์ตามตาไปที่ห้องประเดี๋ยวตาจะดูบาดแผลให้”

ในที่สุดจ้าวเหว่ยผู้เป็นตาของสามพี่น้องก็ต้องเป็นคนเอ่ยตัดบทและเอ่ยบอกให้สามพี่น้องแยกย้ายกันไปทำตามที่ตนเองเอ่ยบอกขึ้นมาแทน

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”

สามพี่น้องบ้านจ้าวเอ่ยรับคำของผู้เป็นตาอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นทั้งสามคนจึงได้แยกย้ายกันไปตามที่ได้รับคำมาอย่างรวดเร็ว

ทิ้งไว้เพียงจ้าวเหยียนที่กำลังยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของบุตรสาวคนเล็กที่กำลังเดินตามหลังพ่อตาของตนเองเข้าไปที่ห้องอย่างใช้ความคิดเพียงเท่านั้น

เมื่อจ้าวโม่กับชายชราเดินเข้ามาภายในห้องของเขาแล้วสิ่งแรกที่จ้าวเหว่ยเอ่ยถามเด็กสาวก็คือ

“วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่โม่เอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงล้มหัวฟาดจนหมดสติไปได้กัน อย่าปิดบังตานะ”

“เอ่อ...คือว่าท่านตาเจ้าคะ พวกเราแยกบ้านออกมาอยู่กันเองได้หรือไม่เจ้าคะ?”

แทนที่จ้าวโม่จะเอ่ยตอบคำถามของชายชรา แต่นางกลับเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิงดูว่าท่านตาของนางนั้นรักนางมากจนสามารถตัดสินใจแยกบ้านได้หรือไม่

ถ้าอีกฝ่ายตอบว่าได้นางก็จะเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง แต่ถ้าคำตอบคือไม่ได้ นางก็คงจะต้องคิดหาทางอื่นแทนเสีย

==========================================================================================

อิจฉายัยน้องที่มีผู้ชายในบ้านหน้าตาดีกันทุกคน อาหารตาไม่ไหวอิอิ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   กิจการรุ่งเรื่องตามต้องการ

    ผ่านมาแล้วกว่า 3 วัน หลังจากที่จ้าวโม่กลับมาจากจวนท่านเจ้าเมือง จ้าวโม่นั้นเร่งมือจัดการงานต่าง ๆ เป็นอย่างมากเพราะว่าในอีกสองวันนางกับพี่ชายทั้งสองจะต้องออกเดินทางไปยังแคว้นหาน เพื่อพบกับญาติฝั่งบิดาแล้วดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองของนางจึงได้วุ่นวายกันเป็นอย่างมากนั่นก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสามจะต้องฝากฝังงานต่าง ๆ ให้กับคนสนิทที่จะมาดูแลเรื่องต่อจากพวกนาง ในช่วงเวลาที่ทั้งสามคนเดินทางไปยังบ้านของท่านย่าแต่ก็ยังถือว่าสามพี่น้องได้จัดการเรื่องราวทุกอย่างลงได้ตามกำหนดการที่วางเอาไว้แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องออกเดินทางสามพี่น้องสกุลจ้าวจึงสามารถเดินทางได้อย่างสบายใจไร้กังวลเพราะที่บ้านยังมีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแลงานต่อให้ จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองใช้เวลาในการเดินทางไปยังแคว้นหานและพักอาศัยอยู่ที่จวนโหวเป็นเวลา 1 เดือนจากนั้นครอบครัวจ้าวทั้งหมดก็ได้เร่งเดินทางกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อจัดการเรื่องราวของโรงงานน้ำตาลที่ใกล้จะได้เวลาเปิดกิจการแล้วโดยตลอดเวลาที่จ้าวโม่ไปพักผ่อนที่บ้านของท่าย่านั้น นางก็ได้รับความเอ็นดูจากทุกคนในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่านางเป็นหลานสาวที่ผู

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   น้ำตาลของสกุลจ้าวเปิดขายแล้ว

    ในตอนนี้จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสอง ได้เข้ามาด้านในจวนของท่านเจ้าเมืองแล้ว และกำลังนั่งรอเจ้าของจวนอยู่ที่ห้องรับแขกกันอย่างเงียบ ๆและแล้วถังหมิงก็ได้มาถึงห้องรับแขกตามที่คนรับใช้ได้ไปแจ้งเขาว่าคุณหนูและคุณชายจากบ้านสกุลจ้าวมาขอเข้าพบโดยในครั้งนี้มีถังไท่เหวินติดตามมากับถังหมิงด้วย เพราะพวกเขาต้องการจะเห็นผลงานที่หญิงสาวทำออกมาได้“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมือง พี่ไท่เหวินเจ้าค่ะ”คำทักทายจากสามพี่น้องสกุลจ้าวที่ดูจะเหมือนกัน แต่กลับต่างกันตรงท้ายประโยคของหญิงสาวที่เอ่ยทักทายชายหนุ่มอีกคนในห้องทำให้สายตาของบุรุษที่เหลืออีกสามคนต้องหันไปมองยังใบหน้าของถังไท่เหวินอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความสงสัยโดยความสงสัยของถังหมิงนั้น แตกต่างกับพี่ชายทั้งสองของจ้าวโม่อย่างสิ้นเชิง เพราะความสงสัยคงชายวัยกลางคนก็คือว่า เขาทั้งสองไปสนิทกันจนเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ส่วนความสงสัยของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวนั้น คือบุราตรงหน้าผู้นี้เป็นใคร แล้วทำไมน้องสาวของพวกเขาถึงได้เอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนมเช่นนั้นได้กันและเหมือนถังไท่เหวินจะอ่านสายตาของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวออ

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   น้ำตาลสกุลจ้าว

    “พี่ใหญ่ พี่รองข้ามีอะไรจะให้พวกท่านได้ดูด้วยเจ้าค่ะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสอง เมื่อนางเดินมาหยุดลงตรงหน้าของชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“มีอะไรรึโม่เอ๋อร์”จ้าวจินฮ่าวเอ่ยถามน้องสาวกลับไป หลงจากที่หยุดมือจากการรีดน้ำอ้อยที่ทำอยู่ ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างของน้องสาวตนเอง“นี่อย่างไรเจ้าคะ น้ำตาลสกุลจ้าว ข้าทำมันออกมาสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ”“ว่าอย่างไรนะ!”ทันทีที่เอ่ยจบ จ้าวโม่ก็ได้ยกขวดโหลที่ใส่น้ำตาลก้อนเอาไว้ให้กับพี่ชายทั้งสองได้ดูอย่างชัด ๆส่วนชายหนุ่มทั้งสองเอง เมื่อได้ยินคำพูดบอกของน้องสาว ต่างก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมากและเมื่อพวกเขาได้เห็นโหลแก้ว ที่ภายในมีเจ้าน้ำตาลก้อนที่น้องสาวหยิบออกมาให้ดูดวงตาของพวกเขาทั้งสองก็เบิกกว้างขึ้นจนแทบจะทะลุออกมาจากเบ้าเสียให้ได้ด้วยความตกใจก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะรีบพุ่งตัวเข้ามาหาน้องสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล เพื่อจ้องมองดูเจ้าก้อนสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในโหลแก้วบนมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว“นะ นี่นะหรือคือน้ำตาลที่เจ้าทำออกมา ทำไมมันถึงมีรูปร่างที่ดูไม่เหมือนกับน้ำตาลที่พวกเราเคยพบเห็นเลยเล่า?”เมื่อจ้าวหยางได้เห็นน้ำตา

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ทำสำเร็จ

    หลังจากที่จ้าวโม่ได้จัดการเรื่องที่ดินใหม่ หนังสือขึ้นทะเบียนและหนังสือสัญญาเสร็จจนครบเรียบร้อยแล้วหลายวันต่อมา จ้าวโม่ก็ได้สั่งงานให้พี่ใหญ่ของนางไปติดต่อนายช่าง ให้เข้าไปสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่บนที่ดินผืนใหม่ฝั่งเดียวกันกับบ้านพร้อมทั้งแบบภาพที่นางต้องการจะให้นายช่างสร้างออกมาให้ ส่วนที่ดินอีกผืนนางก็ได้สั่งให้คนงานเข้าไปปรับหน้าดิน และได้ลงมือปลูกต้นอ้อยจนเต็มให้แล้วเสร็จจนในที่สุด วันที่เครื่องรีดน้ำอ้อยที่นางได้สั่งทำในตัวเมืองหานเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ก็แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยค่าสั่งทำเครื่องรีดน้ำอ้อยของจ้าวโม่ในครั้งนี้ก็ถือว่าราคาแพงพอสมควร แต่เมื่อนางเห็นผลงานที่ได้มาก็แทบจะไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเครื่องรีดน้ำอ้อยของนางที่ได้รับมานั้น เหมือนกับแบบวาดที่นางได้มอบให้กับนายช่างที่รับทำราวกับแกะ แถมเขายังมีบริการนำมาส่งให้ถึงบ้านอีกด้วยวันนี้ก็ครบ 2 อาทิตย์ตามที่จ้าวโม่ให้กับเจ้าเมืองหานพอดี ดังนั้นในวันนี้จ้าวโม่จึงได้วางแผนที่จะทดลองทำน้ำตาลออกมาดูโดยมีลูกมือก็คือเสี่ยวหลาน และพี่ชายทั้งสองของนางนั่นเอง ที่ใช้คนน้อยเพราะนางต้องการทำออกมาในจำนวนที่ไม่มากนั

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ซื้อที่สร้างโรงงานผลิตน้ำตาล

    เอ่ยจบ ร่างสูงของโหวเทียนก็ลุกเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปในที่สุด เมื่อจ้าวโม่เห็นดังนั้น นางจึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นบ้านเพื่อไปนอนพักผ่อนเช่นเดียวกันรุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือน จ้าวโม่และคนสนิททั้งสองก็ได้เดินทางเข้าตัวเมืองหานตั้งแต่ทานมื้อเช้าเสร็จ เพื่อไปติดต่อซื้อที่ดินสำหรับการสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลตามที่วางแผนเอาไว้โดยที่จ้าวโม่ ได้กว้านซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับที่ของตนเองทั้งสองฝั่ง ทอดยาวไปจนครบด้านละ 100 หมู่ รวมทั้งสองฝั่งแล้ว จ้าวโม่ได้ซื้อที่ดินว่างเปล่าในวันนี้ทั้งหมด 200 หมู่นางจ่ายเงินค่าซื้อที่ดินไปในวันนี้ถึง 70 ตำลึงทองเลยทีเดียว แต่จ้าวโม่ก็ยังคงยิ้มกว้างออกมาได้อย่างมีความสุข เมื่อคิดถึงเม็ดเงินที่ตนเองจะได้จากกิจการที่กำลังลงทุนไปในวันนี้อย่างมากมายหลังจากที่ติดต่อเรื่องที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จ้าวโม่ก็ได้พาผู้ติดตามทั้งสองอย่างเสี่ยวหลานและจางติง ไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ก่อนที่นางจะเดินทางกลับบ้านของตนเองหลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย7 วันต่อมา ในวันนี้เป็นวันที่บิดา มารดาของนางจะออกเดินทางไปยังแคว้นหานเพื่อพบท่านย่าของนางแล้วในตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะออกเดินทางตั้งแต

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   แม่ทัพโหวแคว้นหาน

    “สามปีที่แล้ว? มันมีเวลาตั้งเท่าไหร่ ที่ท่านพ่อจะเอ่ยเรื่องนี้กับข้า แต่ท่านกลับไม่ทำ มาตอนนี้ท่านพ่อกลับบอกข้าว่าไม่มีเวลาจะบอกนะหรือเจ้าคะ?”จ้าวโม่ที่ได้ยินคำตอบจากบิดาถึงกับรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่นางจะเอ่ยตัดพ้อต่อบิดาของตนออกไป“พ่อขอโทษนะลูกโม่เอ๋อร์...”“แล้วทำไม่ท่านถึงมีเวลาบอกท่านตา ท่านแม่แล้วก็พี่ใหญ่เล่าเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจตรงนี้”จ้าวโม่เอ่ยแทรกคำพูดของบิดาขึ้นมาด้วยความอยากรู้ เพราะนางไม่เข้าใจว่าทำไมกับทุกคนบิดาของตนถึงได้มีเวลาบอกเรื่องนี้ได้ แต่กับนางกลับบอกว่าไม่มีเวลากัน“แต่ก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะข้าดูไม่น่าจะรับเรื่องพวกนี้ไหวเอง ว่าแต่ที่ท่านแม่ทัพเดินทางมาที่บ้านจ้าวในครั้งนี้ เพราะเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่ายิ่งถามออกไปมากเท่าไหร่ ตนเองจะยิ่งได้รับคำตอบที่เจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้นเพื่อไม่ต้องการจะเจ็บปวดและเสียใจไปมากกว่านี้ นางจึงได้เลือกที่จะตัดบทเรื่องของบิดา แล้วหันไปเอ่ยถามกับแขกที่มาบ้านถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายมาในครั้งนี้แทน“ที่ลุงมาในครั้งนี้ก็เพื่อทวงสัญญาจากบิดาของเจ้า บิดาของเจ้าให้สัญญากับลุงเอาไว้เมื่อสามปีก่อน”“ว่าอีก

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ขึ้นเขากับท่านตา

    ช่วงปลายยามซื่อ (09.00-10.59) หลังจากที่จ้าวเหว่ยกลับมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแล้วนั้นชายชราก็เตรียมตัวขึ้นเขาเพื่อหาสมุนไพรตามปกติ เพียงแต่วันนี้ขึ้นเขาสายกว่าทุกวันเพราะติดเรื่องการแยกบ้านในช่วงเช้าอยู่ในขณะที่ชายชราเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะเดินออกจากบ้านไปนั่นจู่ ๆ เสียงเรียกของหลานส

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   หนังสือแยกบ้าน

    บาดแผลที่เพิ่งจะตกสะเก็ดตรงบริเวณท้ายทอยของเด็กสาวทำให้ทุกคนที่ได้เห็นบาดแผลนั้นเริ่มที่จะเชื่อคำพูดของจ้าวโม่ขึ้นมามากกว่าเดิมในทันทีแต่จ้าวโม่กลับไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น นางยังถลกแขนเสื้อของตนเองขึ้นเพื่อเผยให้เห็นรอยแผลฟกช้ำจากการถูกทำร้ายให้กับเหล่าชาวบ้านรวมไปถึงคนบ้านใหญ่ให้ได้เห็นกันอย่างพ

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ใครก็ห้ามแตะต้องหลานสาวของข้า!

    จ้าวโม่ที่ในตอนแรกรู้สึกโมโหป้าปากตลาดตรงหน้าจนอยากจะฟาดอีกฝ่ายด้วยเปลือกทุเรียนเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวแต่เมื่อนางคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงเปลี่ยนไปเป็นเอ่ยยอกย้อนคำพูดของนางหลิวซื่อกลับไป“นังตัวดี! เจ้าคงจะลืมรสมือของข้าไปแล้วสินะ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะตบเจ้าเพื่อสั่งสอนแทนมารดาไม่เอาไหนของเจ้าเอง”

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   สกุลจ้าวบ้านใหญ่

    ในตอนนี้จ้าวโม่กับท่านตาของนางก็ได้เดินทางมาถึงหน้าบ้านของคนสกุลจ้าวบ้านใหญ่แล้ว“พี่ใหญ่ท่านอยู่หรือไม่?”จ้าวเหว่ยเอ่ยเรียกพี่ชายของตนจากหน้าบ้านเพื่อดูว่าอีกฝ่ายได้อยู่ที่บ้านในวันนี้หรือไม่“อ้าวท่านอามาหาท่านพ่อหรือขอรับ”คนที่ออกมาจากตัวบ้านแล้วเอ่ยทักทายชายชรากลับเป็น จ้าวหัวหนาน บุตรชายคนโต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status