INICIAR SESIÓN
กึก กึก กึก ติง ติง ติง!
“เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เครื่องบินเกิดตกหลุมอากาศ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดรัดเข็มขัดนิรภัยและนั่งประจำอยู่กับที่ของตนเองเพื่อความปลอดภัยดะ...”
วูบบ
ยังไม่ทันที่หลินหลินจะได้ฟังคำพูดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจบประโยค ทุกอย่างก็ดับวูบลงไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ
.
.
.
“โม่เอ๋อร์! โม่เอ๋อร์เจ้าได้ยินแม่หรือไม่ลูกรัก โม่เอ๋อร์ โม่เอ๋อร์...”
เสียงเรียกชื่อของใครบางคนดังขึ้นอย่างเลือนราง ข้าง ๆ หูของหลินหลิน มันเป็นเสียงที่ดูกระวนกระวายใจ ตกใจ เป็นห่วงและเต็มไปด้วยความรัก
เฮือก!!!
ในที่สุดเปลือกตาที่ปิดสนิทไร้หนทางที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งของเด็กสาวที่กำลังนอนหมดสติในอ้อมกอดของผู้เป็นมารดาก็กลับลืมตาพรึ่บขึ้นมา พร้อมกับอาการหายใจหอบเล็กน้อย
“อะ...เจ็บจัง”
หลินหลินเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งยกมือขึ้นจับไปที่บาดแผลตรงท้ายทอยของตนเองด้วยอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
“โม่เอ๋อร์ลูกแม่! ฮือ ๆ ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณที่ให้ลูกสาวของข้ากลับคืนมา อึก”
น้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความยินดีของ จ้าวฟาน ผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยเอ่ยขึ้น ทั้งที่ยังกอดรัดร่างของบุตรสาวคนเล็กของตนเองเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“อื้อ! ท่านแม่ลูกไม่เป็นอะไรแล้ว ท่านแม่ปล่อยข้าก่อนดีหรือไม่ข้ารู้สึกหายใจไม่ออกแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่ (วิญญาณหลินหลิน) เอ่ยบอกกับมารดาของตนหลังจากที่ถูกอีกฝ่ายกอดแน่นเสียจนรู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว
“โอ๊ะ! แม่ขอโทษด้วยลูก แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ลูกรัก?”
นางฟานซื่อเอ่ยถามบุตรสาวตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง พร้อมกันนั้นนางก็ยังใช้สายตามองสำรวจทั่วร่างกายของเด็กสาวเพื่อหาบาดแผล
“ท่านแม่ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบกลับพร้อมกับส่งรอยยิ้มบางเบาไปให้กับผู้เป็นมารดาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลงไป
“เช่นนั้นก็ลุกขึ้นไปทำงานบ้านเสีย อย่ามัวแต่มานั่งสำออยให้เสียเวลา!”
เพียงแค่จบคำพูดของเด็กสาว เสียงตะโกนอย่างฉุนเฉียวก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของพวกนางสองแม่ลูก
“พี่สะใภ้หลิว โม่เอ๋อร์นางบาดเจ็บไม่อาจฝืนทำงานบ้านต่อได้แล้วในวันนี้”
นางฟานซื่อเอ่ยกับนาง หลิวตาน พี่สะใภ้ใหญ่ของตนเองอย่างต้องการความเห็นใจจากอีกฝ่าย
“แต่สิ่งที่ข้าเห็นอยู่ในตอนนี้นางก็ดูสบายดีไม่ใช่หรืออย่างไร เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัวแทนนางรีบไสหัวไปทำงานได้แล้วอย่ามัวแต่ขี้เกียจ!”
นางหลิวซื่อ หรือ หลิวตาน สะใภ้คนโตของสกุลจ้าวสายหลัก หญิงวัยกลางคนอายุ 48 ปี ยังคงเอ่ยกับสองแม่ลูกอย่างไม่สนใจใยดีแม้แต่น้อย
“พี่สะใภ้หลิว ข้าขอร้องท่านละ ประเดี๋ยวข้าจะเป็นคนทำงานทั้งหมดเอง ข้าขอเพียงแค่ให้โม่เอ๋อร์ได้กลับไปนอนพักได้หรือไม่?”
นางฟานซื่อยังคงเอ่ยขอร้องพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนอย่างถึงที่สุด เพื่อให้บุตรสาวที่บาดเจ็บของนางได้กลับไปนอนพักที่บ้าน
“หึ เอาอย่างนั้นก็ได้ แล้ววันหลังอย่าให้ข้าเห็นอีกนะว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกอู้งานจนทำงานไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกให้สามีของข้าจัดการสั่งสอนพวกเจ้าทั้งครอบครัวเสีย!”
นางหลิวซื่อเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น นางก็สะบัดตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในบ้านในทันที โดยไม่คิดที่จะสนใจสองแม่ลูกสกุลจ้าวอีกต่อไป
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่ช่วยท่านทำงานให้เสร็จก่อนแล้วพวกเราจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนพร้อมกัน”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นว่านางหลิวซื่อเดินจากไปแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากผู้เป็นมารดาก็ทำให้เด็กสาวจำต้องทำตามอย่างขัดไม่ได้
“ไม่เป็นไร ลูกกลับบ้านไปพักผ่อนเถิด อย่าดื้อรั้นและทำให้แม่ต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้เลยนะลูกรัก”
“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะกลับไปพักตามที่ท่านแม่เอ่ยมานะเจ้าคะ แต่ท่านแม่อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปจนตัวเองไม่ไหวนะ”
จ้าวโม่เอ่ยกำชับกับมารดาทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนที่นางจะพาร่างอันบอบช้ำของตัวเองเดินกลับไปยังบ้านที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเพื่อพักผ่อนในทันที
หลังจากที่จ้าวโม่เดินตามเส้นทางกลับบ้านได้สักพักหนึ่ง ในที่สุดเด็กสาวก็มาหยุดลงที่หน้าบ้านโทรม ๆ หลังหนึ่งที่ในความทรงจำของเด็กสาวนั้นคือบ้านของพวกเขาสกุลจ้าวสายรอง
ใช่แล้ว ร่างที่หญิงสาวเข้ามาสวมอยู่ใหม่ในตอนนี้คือ จ้าวโม่ เด็กสาวอายุเพียงแค่ 11 หนาว จากสกุลจ้าวสายรอง ขึ้นชื่อว่าเป็นสายรองก็ย่อมต้องถูกสายหลักกดเอาไว้อย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
โดยครอบครัวของเด็กสาวนั้นมีด้วยกันทั้งหมดหกคนและนางก็คือลูกสาวคนเล็กของบ้าน ท่านตาของนางนั้นเป็นน้องชายของท่านตาใหญ่ที่เป็นผู้นำสกุลจ้าวสายหลัก
ส่วนมารดาของนางเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านตา ในความทรงจำของเด็กสาวจ้าวโม่ตามที่นางได้เห็นในตอนที่กำลังจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานั้นช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ครอบครัวของเด็กสาวนั้นมักจะถูกคนจากบ้านสายหลักคอยรังแกอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะมารดาของนางกับเจ้าของร่างเดิม
ทุกครั้งที่สามีและลูกชายทั้งสองของนางขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บิดาไปหาสมุนไพร นางกับบุตรสาวก็จะถูกนางหลิวซื่อพี่สะใภ้ใหญ่กับนางหมี่ซื่อพี่สะใภ้รองเรียกไปใช้ให้ทำงานบ้านอยู่ทุกวัน
นานวันเข้าเมื่อเด็กสาวเริ่มโตขึ้นอายุได้ 7 หนาวก็ถูกบุตรสาวทั้งสองของป้าสะใภ้ทุบตีระบายความโกรธ แต่เด็กสาวกลับไม่เคยเอ่ยปากบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนที่บ้านรู้เลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะกลัวคำขู่ของญาติผู้พี่ทั้งสองคนที่บอกว่าถ้านางกล้านำเรื่องนี้ไปบอกคนที่บ้าน พวกนางทั้งสองจะบอกให้บิดาของพวกตนจัดการกับครอบครัวของนางเสีย
ด้วยความเป็นเด็กและกลัวว่าตนเองจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ดังนั้นเด็กสาวจึงได้เก็บงำเรื่องที่ตนเองถูกญาติผู้พี่ทั้งสองรังแกมาโดยตลอด
พอนางฟานซื่อเอ่ยถามถึงบาดแผลตามตัวเด็กสาวก็บอกเพียงตนเองไม่ทันระวังหกล้มบ้าง โดยไม้ข่วนบ้าง ด้วยจ้าวโม่นั้นเป็นเด็กซุ่มซ่ามและขี้กลัว นางฟานซื่อจึงไม่ได้เอะใจเกี่ยวกับเรื่องแผลบนตัวของบุตรสาวคนเล็กแม้แต่น้อย
จนมาวันนี้ในขณะที่นางฟานซื่อเดินไปซักผ้าที่ลำธารอยู่นั้น จ้าวโม่ที่กำลังช่วยมารดาล้างถ้วยชามอยู่ที่หลังบ้านของบ้านสายหลักก็ถูกบุตรสาวของป้าสะใภ้ทั้งสองรุมรังแก
ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพลั้งมือผลักเด็กสาวจนล้มหงายหลังไปหัวฟาดเข้ากับเก้าอี้นั่งล้างจานที่ทำจากไม้เนื้อแข็งจนหมดสติและสิ้นใจตาย
เมื่อนางฟานซื่อกลับมาก็พบเพียงร่างของบุตรสาวที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ด้วยความตกใจนางฟานซื่อรีบทิ้งถังใส่ผ้าลงพื้นแล้วรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
นางรีบเขย่าเรียกร่างเล็กในอ้อมกอด ด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ ไม่นานร่างเล็กในอ้อมแขนก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ซึ่งก็คือตอนที่วิญญาณของหญิงสาวได้เข้ามาสวมร่างนี้แทนเด็กสาวจ้าวโม่แล้วนั่นเอง
กลับมาที่ปัจจุบัน ในตอนนี้จ้าวโม่กำลังยืนอึ้งกับสภาพบ้านที่ตนเองต้องมาอาศัยอยู่ด้วยความรู้สึกหดหู่ แลดูสิ้นหวังเป็นอย่างมาก
เพราะว่าบ้านของนางกับครอบครัวที่ใช้อาศัยอยู่ด้วยกันหกชีวิตตรงหน้าของนางในตอนนี้มันช่างไม่ต่างอะไรกับกระท่อมปลายนาที่นางเห็นบ่อย ๆ ในช่วงวัยเด็กที่ตนเองได้อาศัยอยู่กับท่านยายที่บ้านในต่างจังหวัด
ต่างกันก็เพียงแค่บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าและดูดีกว่าเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
‘นี่มันเกิดเรื่องพิสดารอะไรขึ้นกับนางกัน! มันไม่มีทางเป็นไปได้!
นางไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แม้แต่น้อย’
==========================================================================================
เปิดมาตอนแรกก็เจอตัวแม่กันเลยทีเดียว ยัยน้องจะไหวไหมคะนั่น มาเอาใจช่วยน้องกันเยอะ ๆ นะคะ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







