INICIAR SESIÓN“เพราะอะไรเช่นนั้นรึ? อะไรที่ทำให้เจ้าต้องการจะแยกบ้านกับบ้านใหญ่กันพอจะเอ่ยบอกกับตาได้หรือไม่”
จ้าวเหว่ยเอ่ยถามถึงเหตุผลจากหลานสาวอีกครั้ง เพราะการที่เขาจะสามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้ย่อมต้องมีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นพอ
ไม่เช่นนั้นเรื่องการแยกบ้านก็จะยุ่งยากขึ้นและไม่สามารถทำมันได้อย่างง่ายดายเช่นที่หลานสาวของเขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้นั่นเอง
“เฮ้อ...ความจริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น ข้ากับท่านแม่จะถูกพวกป้าสะใภ้และลูก ๆ ของพวกเขาคอยรังแก เอาเปรียบ พูดจาถากถาง จิกหัวใช้ราวกับเป็นทาสมาโดยตลอดเจ้าค่ะ”
“ทุกวันหลังจากที่พวกท่านพากันออกจากบ้านไปแล้ว ข้ากับท่านแม่ก็ต้องไปทำงานบ้านให้กับบ้านใหญ่อยู่ทุกวัน ไม่ใช่ไปรับจ้างข้างนอกเหมือนที่ท่านแม่เอ่ยบอกกับพวกท่านหรอก”
“ในแต่ละวันพวกป้าสะใภ้กับลูก ๆ ของนางจะชอบด่าทอ ทุบตีข้ากับท่านแม่เพื่อระบายโทสะของพวกนางอยู่ทุกครั้ง”
“แต่พวกข้าก็อดทนไม่เอ่ยบอกเรื่องนี้กับท่านตาและท่านพ่อรวมไปถึงพี่ชายทั้งสอง นั่นเป็นเพราะว่าพวกป้าสะใภ้ขู่พวกข้าเอาไว้ว่าถ้านำเรื่องนี้ไปบอกกับพวกท่านแล้ว”
“พวกนางจะใส่ไฟพวกท่านตาใหญ่กับท่านลุงทั้งสองให้ไล่พวกเราออกจากสกุลให้หมดเจ้าค่ะ”
“ดังนั้นข้ากับท่านแม่จึงอดทนถูกพวกนางโขกสับ จิกหัวใช้อยู่ทุกวัน แต่ในวันนี้ลูก ๆ ของท่านป้าสะใภ้ทั้งสองนั้นได้เข้ามารังแกข้า ก่อนจะผลักข้าจนล้มหัวฟาดเก้าอี้ไม้หมดสติไป”
“ความจริงแล้วในตอนนั้นข้าได้หมดลมหายใจไปแล้วเจ้าค่ะ...”
“ว่าอย่างไรนะ!”
จ้าวเหว่ยถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตกใจหลังจากที่ได้ยินคำบอกเล่าที่เอ่ยถึงว่านางได้หมดลมหายใจไปแล้ว พร้อมกับอุทานออกมาเสียงหลง
“ข้าหมดลมหายใจไปหลังจากที่ท้ายทอยของข้าฟาดลงไปบนขอบไม้แล้วเจ้าค่ะ แต่ยังดีที่ท่านเทพนั้นสงสารชีวิตที่ผ่านมาของข้า ท่านเทพจึงได้ส่งข้ากลับมาอีกครั้ง”
“ท่านยังได้พาข้าไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากในสถานที่ไหนก็ไม่ทราบได้ แต่ในตอนนี้ข้าไม่ใช่จ้าวโม่คนเก่าที่อ่อนแออีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะท่านตา”
“ที่ข้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมากับท่านตาก็เพราะว่าข้าไม่อยากจะมีจุดจบเช่นนั้นอีกครั้ง ข้าจึงคิดว่าพวกเราควรจะแยกบ้านออกมาและใช้ชีวิตกันตามประสาพวกเราดีกว่าหรือไม่”
“ข้าในตอนนี้ได้รับความรู้จากท่านเทพมามากมายข้าสามารถหาเลี้ยงพวกท่านให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้านี้ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่แต่งขึ้นปะปนกันไปให้กับชายชราตรงหน้าที่กำลังตั้งใจในสิ่งที่นางกำลังเอ่ยอยู่ด้วยใบหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก
หลังจากที่เด็กสาวเอ่ยจบลงสีหน้าของจ้าวเหว่ยก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาในทันทีอย่างใช้ความคิดอยู่ภายในใจ
ซึ่งจ้าวโม่เองก็รับรู้ได้ว่าในตอนนี้ท่านตาของตนนั้นกำลังต้องการเวลาในการตัดสินใจ
ดังนั้นหลังจากที่เห็นว่าชายชราเงียบเสียงลงไปนางจึงได้ผุดลุกขึ้นยืนเพื่อจะออกไปจากห้องของอีกฝ่าย เพื่อให้ชายชราได้มีเวลาส่วนตัว แต่คำพูดต่อมาของชายชราก็ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กสาวก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมาในที่สุด
“เดี๋ยวเย็นนี้ตาจะพูดคุยเรื่องนี้กับทุกคนในบ้านดูก็แล้วกันนะ พวกเราจะได้ปรึกษาหาทางออกของเรื่องนี้กัน”
“จริงหรือเจ้าคะ! ท่านตาน่ารักที่สุดเลย”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจก่อนจะกระโดดเข้าไปสวมกอดผู้เป็นตาด้วยความรักใคร่
ถึงแม้ว่าดวงวิญญาณในร่างตอนนี้จะไม่ใช่จ้าวโม่คนเดิม แต่นางก็สามารถเอ่ยได้เต็มปากว่าครอบครัวจ้าวในตอนนี้เป็นครอบครัวของนางแล้วเช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า นี่นอกจากท่านเทพจะให้เจ้ากลับมาแล้วท่านยังทำให้เจ้าเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวรึโม่เอ๋อร์”
ชายชราเอ่ยหยอกเหย้าหลานสาวด้วยความรักเอ็นดูกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปอย่างมีความสุข โดยไม่ได้รู้เลยว่าบทสนทนาของพวกเขาทั้งสองเมื่อครู่นี้
ยังมีอีกสามชีวิตด้านนอกห้องที่ได้ยินมันอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน และทั้งสามคนก็ได้พากันกลับออกไปนั่งตรงบริเวณหน้าบ้านเพื่อพูดคุยกันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต
หลังจากที่จ้าวโม่พูดคุยและทำแผลกับผู้เป็นตาเสร็จเรียบร้อยเด็กสาวจึงเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อสำรวจห้องครัวของบ้านว่าในตอนนี้มีสิ่งใดที่พอจะนำมาทำเป็นอาหารได้บ้าง
“โม่เอ๋อร์นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่เช่นนั้นรึ?”
ในขณะที่จ้าวโม่กำลังมองสำรวจข้าวของในห้องครัวอยู่นั้น เสียงของจ้าวจินฮ่าวก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของเด็กสาวขึ้นมา
ทำให้เด็กสาวถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจกับการปรากฏตัวของพี่ชายคนโตที่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงเช่นนี้
“โถ่ว...พี่ใหญ่ท่านกำลังคิดฆ่าน้องสาวของตัวเองทางอ้อมอยู่ใช่หรือไม่กันเจ้าคะ?”
จ้าวโม่เอ่ยต่อว่าพี่ชายคนโตของตนเอง หลังจากหันกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายที่กำลังยืนกลั้นขำจนตัวโยกอยู่ไม่ไกล
“นี่เจ้ากลายเป็นคนตกใจง่ายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันโม่เอ๋อร์”
จ้าวจินฮ่าวเอ่ยขึ้นกับน้องสาวคนเล็ก พร้อมทั้งพยายามกลั้นขำเอาไว้อย่างยากลำบาก
“ชิ! ข้าไม่คุยกับท่านแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ที่พี่ชายของตนนั้นเอ่ยล้อเลียนไม่ยอมหยุด จากนั้นเด็กสาวก็เดินสะบัดหน้าหนีไปจากหน้าห้องครัวในทันที
ด้านจ้าวจินฮ่าวที่เห็นว่าน้องสาวคนเล็กของตนเองเดินงอนออกไปเสียแล้ว จึงรีบเดินตามไปเพื่อง้อจะอีกฝ่ายอย่างเร่งรีบเช่นเดียวกัน
ภาพสองพี่น้องที่กำลังตามง้อกันอยู่ตรงหน้าบ้านนั้นตกอยู่ในสายตาของสองสามีภรรยาที่ในตอนนี้กำลังช่วยกันจัดการกับสัตว์ป่าที่ล่ามาได้เพื่อเตรียมนำไปขายในตัวเมืองของวันพรุ่งนี้
จ้าวเหยียนกับนางฟานซื่อต่างก็ยิ้มกว้างตามลูก ๆ ของพวกเขาที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างมีความสุข
เพราะถึงแม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะยากจนแต่ความรักของคนในครอบครัวนั้นมีมากมายจนไม่สามารถตีราคาได้
“ท่านแม่เจ้าคะ วันนี้มีสัตว์หรือว่าอะไรที่จะนำไปทำเป็นมื้อเย็นหรือเจ้าคะ”
จ้าวโม่วิ่งมาเอ่ยถามมารดาหลังจากที่ตบตีกับพี่ชายคนโตของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“วันนี้บิดาของเจ้าล่าไก่ฟ้ามาได้หลายตัว แม่ว่าจะแบ่งไปทำมื้อเย็นสักหน่อย แล้วค่อยแบ่งไปให้ท่านตาใหญ่ของเจ้าที่บ้านด้วย”
นางฟานซื่อเอ่ยบอกกับบุตรสาว หลังจากเห็นว่าในวันนี้สามีของตนนั้นล่าไก่ฟ้ามาได้หลายตัว
“ทำไมต้องแบ่งให้คนบ้านนั้นด้วยละเจ้าคะ ข้าเกือบจะตะ...ข้าแค่คิดว่าทำไมเราจะต้องแบ่งไปให้บ้านใหญ่ทุกครั้ง ทั้งที่บ้านใหญ่ไม่เคยคิดถึงพวกเราเลยสักครั้ง”
จ้าวโม่ที่รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไม่บ้านของนางจะต้องแบ่งอาหารดี ๆ ไปให้กับคนบ้านใหญ่ด้วยกัน ทั้งที่คนบ้านใหญ่นั้นไม่เคยมองว่าพวกนางเป็นคนในสกุลเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
จนเด็กสาวเกือบจะเผลอตัวเอ่ยบอกว่าตนเองนั้นเกือบจะตายเพราะคนบ้านใหญ่ออกมาให้มารดาได้ยินเข้าเสียแล้ว ยังดีที่นางหยุดตัวเองเอาไว้ได้ทัน
“มันคือความกตัญญูที่เราต้องมีนะโม่เอ๋อร์ ลูกอย่าได้คิดเพ้อเจ้อเช่นนั้น”
นางฟานซื่อที่ได้ยินความคิดของบุตรสาวคนเล็กเช่นนั้น นางจึงรีบเอ่ยสอนเด็กสาวพร้อมทั้งดุอีกฝ่ายเล็กน้อย
“เจ้าค่ะท่านแม่ เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านแม่เลยเจ้าค่ะ”
หลังจากที่จ้าวโม่ถูกมารดาดุไปจึงเอ่ยตัดบทอีกฝ่าย ก่อนที่เด็กสาวจะหมุนตัวเดินออกไปอีกทางในทันที
ด้วยนางไม่ต้องการที่จะโต้เถียงสิ่งใดกับผู้เป็นมารดาให้อีกฝ่ายต้องกังวลใจ
แต่ใช่ว่าภายในใจของเด็กสาวจะยินยอมและยอมรับในคำพูดของผู้เป็นมารดา เพราะนิสัยของนางคือไม่ชอบให้ใครมารังแกหรือเอาเปรียบตนเองเช่นเดียวกัน
==========================================================================================
อยากบอกท่านแม่ว่าลุกขึ้นสู้บ้างก็ดีนะคะ สงสารน้องเลย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







