LOGINตอนที่ 5 เลือกเอา
ในความวุ่นวายนั้น มีสายตาคู่หนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหวไปตามคนอื่น ซ่งเว่ยหลง นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจืออี้ เขายังคงนั่งนิ่ง แม้ตอนแรกจะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เพียงครู่เดียวเขาก็สามารถปรับสายตาและอารมณ์ให้นิ่งได้ เขามีหน้าตาคล้ายพ่อ ทั้งท่าทางการนั่ง การเดิน ต้องบอกว่าลูกชายคนนี้เหมือนพ่ออย่างกับแกะ เขาเป็นลูกชายคนแรกของพ่อ เป็นพี่ใหญ่ของบ้าน แม้จะเป็นเพียงลูกเมียรองก็ตาม
จืออี้กวาดตามองความวุ่นวาย ดูท่าทางของแต่ละคนแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ ความจริงเธออยากลุกเดินหนีออกไปจากความวุ่นวายนี้ แต่รู้ตัวดีว่าถ้าลุกไป ปัญหาจะตามมา เธอเลยต้องก้มหน้ากินข้าวจนกว่าเรื่องวุ่นวายนี้จะสงบลง
เว่ยหลง กวาดสายตามองรอบ ๆ แต่สายตาก็หยุดมองที่น้องสาวเพียงคนเดียว ตั้งแต่มีข่าวว่าเธอไม่สมหวังในความรัก เธอก็เปลี่ยนไปมาก เธอไม่ออกหน้า ไม่พูด ไม่โวยวาย และไม่แสดงตัวเหมือนเมื่อก่อน ทั้งที่หากเป็นเรื่องแบบนี้ เธอควรจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นคัดค้าน นั่นเลยทำให้เขาแปลกใจ
จืออี้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และสายตาของทั้งสองก็สบกันกลางโต๊ะอาหาร
เขามองเธอ เธอก็มองเขากลับ
ก่อนที่เธอจะส่ายหน้าไปมาเป็นสัญญาณ หวังว่าเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการที่จะสื่อว่าอย่าพูด อย่าลุก อย่าไปขวาง
เว่ยหลงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจ เขาจึงเอื้อมไปจับมือมารดาของตัวเองที่กำลังจะลุกขึ้นโวยวายเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ใช้มืออีกข้างกดมือน้องชายที่กำลังจะพูดให้นั่งลง ทั้งสองคนหันมามองเขาอย่างไม่เข้าใจ
และในจังหวะนั้นเอง เจิ้นหยวนก็ตบโต๊ะเสียงดัง ปัง! เสียงนั้นดังจนทุกคนสะดุ้ง และความวุ่นวายทั้งหมดก็หยุดลงในทันที
เขาชี้ไปที่คนที่ลุกขึ้นพูด คนที่โวยวาย และคนที่คัดค้าน สีหน้าของเขาน่ากลัวอย่างที่ไม่มีใครกล้ามองสบตา
“ฉันไม่ได้ถามความเห็น แค่บอกให้รู้ ฉันอายุขนาดนี้แล้ว รู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร ไม่ต้องให้ใครมาสอน! ” เสียงของเขาดังก้องจนได้ยินไปทั้งบ้าน ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ
บ้านรองเข้าใจในทันที ถ้าพวกเขาลุกขึ้นพูด ลุกขึ้นคัดค้าน คงถูกหมายหัวแล้ว
เว่ยหลงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก็ตอนนี้ว่าการส่ายหน้าของน้องสาวเมื่อครู่เป็นการกันพวกเขาไม่ให้ก้าวเข้าไปในจุดที่อันตราย นั่นเลยยิ่งทำให้เขาแปลกใจมากกว่าเดิมว่าทำไมน้องสาวคนนี้ถึงได้ช่วยเขาเอาไว้ ทั้งที่ปกติแล้วเราแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ
“ฉันจะจัดงานที่โรงแรม และทุกคนต้องไป ใครไม่ไป... ก็ถือว่าสละสิทธิ์ในทรัพย์สินของฉัน”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับหนักแน่นพอจะกดให้เสียงของทุกคนที่อยู่รอบโต๊ะเงียบลงยิ่งกว่าเดิม
“ทำไมต้องจัดงานแต่งด้วยล่ะ คนอื่นยังไม่เคยจัด” มีใครบางคนรวบรวมความกล้าถามออกมาอย่างสงสัย ทั้งที่ตอนเมียทั้งห้าคนไม่เคยมีงานอะไรแบบนี้ มีเพียงเมียหลวงเท่านั้นที่ได้จัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่
“เพราะฉันอยากจัด” เจิ้นหยวนมองคนถามนิ่ง ๆ ก่อนตอบกลับ
“แล้วก็บอกไว้ก่อน ช่วงนี้ห้ามใครเข้าใกล้หว่านหรู” เจิ้นหยวนยังคงพูดต่อ
ทุกคนต่างมองหน้าประมุขของบ้าน เพราะไม่คิดว่าจะมีคำสั่งไร้สาระแบบนี้
“เธอกำลังท้องลูกแฝด” เจิ้นหยวนพูดไปด้วย ยิ้มไปด้วย บ่งบอกว่าเขากำลังมีความสุข แม้คนอื่นในห้องนี้จะไม่มีความสุขเลยก็ตาม
“แฝดชายหญิง” เขาเฉลยพร้อมทั้งจับมือภรรยาคนใหม่เอาไว้แน่น
คราวนี้ความเงียบเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเกรงใจ แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับลงกลางโต๊ะ สายตาหลายคู่หันไปมองจืออี้แทบจะพร้อมกัน เพราะหากในท้องของหว่านหรูมีลูกสาว ก็เท่ากับว่าจืออี้ไม่ใช่ลูกสาวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ทุกคนต่างรอดูว่าจืออี้จะอาละวาดไหม แต่สิ่งที่เห็นคือเธอยังคงก้มหน้ากินข้าวต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูด ไม่ถาม ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
“ในวันงาน ฉันจะประกาศแบ่งหน้าที่ ใครรับผิดชอบอะไร ใครได้ส่วนไหน ใครไม่ไปก็ไม่ต้องเอาอะไรจากฉัน เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะไปหรือไม่ไป” หากไม่ไปก็ไม่ต้องรับส่วนแบ่งเท่านั้นเอง
เมื่อได้ยินประโยคนั้นของผู้เป็นพ่อ จืออี้ก็เบ้ปากอย่างห้ามไม่ได้ คำพูดนี้ก็แค่บังคับให้ไปงาน เพื่อให้คนภายนอกเห็นว่าครอบครัวนี้รักใคร่กลมเกลียวกันดี ขนาดแต่งเมียใหม่ ลูกและเมียยังมาครบ ทั้งที่ความจริงแล้ว... ไม่ใช่เลยสักนิด
หว่านหรูก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ผมด้านข้างบังสีหน้าเอาไว้ แต่ริมฝีปากนั้นกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่แทบไม่มีใครทันสังเกต
มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงความดีใจอย่างเปิดเผย แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่า... ตัวเองชนะแล้ว
ต่อจากนี้จะไม่มีใครกล้ากดขี่เธออีก โดยเฉพาะคุณหนูที่เคยทำแบบนั้นมาก่อน แม้ช่วงหลังมานี้จะเงียบลง ทั้งยังเก็บตัวและแทบไม่พูดอะไรกับใคร แต่เธอจำได้ดีว่าเคยถูกมองด้วยสายตาแบบไหน เคยถูกพูดใส่ด้วยน้ำเสียงอย่างไร เคยถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงคนต่ำต้อยที่ไม่มีวันได้ดี
ตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ก้มหน้าอดทน และเก็บมันไว้ในใจ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว นายท่านเปิดตัวเธออย่างเป็นทางการ และยังจะจัดงานแต่งงานเพื่อประกาศต่อหน้าทุกคน
มันไม่ใช่แค่งานแต่งงาน แต่มันคือการประกาศว่าเธอสำคัญกว่าภรรยาคนอื่น ๆ สำคัญเท่ากับเมียหลวง หรือจะบอกว่าสำคัญพอ ๆ กับแม่ของจืออี้ก็สามารถพูดแบบนั้นได้
และเมื่อถึงจุดนั้น... ในบ้านหลังนี้ก็จะไม่มีใครกล้าหือกับเธออีก แม้แต่จืออี้ที่เคยอยู่เหนือเธอมาตลอดก็ยังต้องถอยให้เธอ
ตอนพิเศษ 5วันตรุษจีนปีนี้ บ้านตระกูลซ่งคึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา โคมสีแดงแขวนเรียงตามชายคา กลิ่นธูปไหว้บรรพบุรุษลอยปะปนกับกลิ่นอาหารมงคลที่คนครัวเตรียมกันไม่หยุด เสียงหัวเราะของญาติดังเป็นระยะเย่หานจูงมือภรรยาและพาลูก ๆ ทั้งห้าคนก้าวเข้าไปในบ้าน ความสัมพันธ์ของจืออี้กับพ่อยังคงอยู่ในระยะที่ ‘พูดคุยได้ แต่ไม่สนิทใจ’ ทักทายกันตามมารยาท ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีการรื้อฟื้นอดีต และก็ไม่มีความใกล้ชิดเหมือนก่อนเจิ้นหยวนไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับหลาน ๆ มากนัก เพียงมองอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เขาเห็นแล้วว่าลูกสาวไปได้ดี มีครอบครัวอบอุ่น สามีดูแลดี เด็ก ๆ แข็งแรง ร่าเริงตั้งแต่เรื่องทุกอย่างพังทลายลง เขาก็ไม่เคยมีภรรยาเพิ่มอีก ลูกแฝดชายจากหว่านหรูก็ถูกเลี้ยงดูอยู่อีกบ้านหนึ่งในเขตตระกูลซ่ง ทุกอย่างแยกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกันอีกสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลูกสาวและหลานทั้งห้าคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ต้นเหมย ริมฝีปากที่เคยตึงเครียดก็คลายลงเป็นรอยยิ้มบาง ๆ‘คุณเห็นไหม... ลูกของเราอยู่ดี มีความสุข หลาน ๆ ก็น่ารักขนาดนี้’ เขา
ตอนพิเศษ 4อีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในค่ายฝึกขนาดใหญ่ที่เย่หานสร้างขึ้นมาเอง พื้นที่กว้างขวางถูกจัดเป็นลานฝึกสัดส่วนไม่ต่างจากค่ายทหารจริง ๆที่นี่ไม่ใช่แค่สำหรับลูกน้องของเขาเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มหลินเฉิง อดีตคนใต้ดินที่ถูกดึงขึ้นมาฝึกระเบียบ วินัย และทักษะใหม่ ๆเย่หานยืนอยู่ชั้นบนของอาคารฝึก มือสองข้างพาดราวเหล็ก สายตามองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบ เสียงฝีเท้าเด็ก ๆ วิ่งไปมา เสียงหัวเราะปนกับเสียงครูฝึกตะโกนสั่งเป็นจังหวะคนที่เขามองจริง ๆ ไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็น ‘ลูกของตัวเอง’เย่หานมีลูกห้าคน คู่แรกเป็นฝาแฝดผู้หญิงวัยห้าขวบ คู่ที่สองเป็นฝาแฝดผู้ชายวัยสี่ขวบ และคนสุดท้อง เป็นลูกสาวตัวน้อยวัยสองขวบ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด แต่ก็ชอบร้องตามพวกพี่ ๆเด็กชายฝาแฝดวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับสนามฝึกคือสนามเด็กเล่น สำหรับสองคนนั้น เย่หานไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะใจรักการเคลื่อนไหวแบบนี้มาตั้งแต่หัดเดิน แต่สายตาของเขากลับล็อกอยู่ที่ร่างจิ๋วอีกคนหนึ่ง ลูกสาวคนเล็กที่กำลังวิ่งเตาะแตะตามพี่ชาย ทั้งที่ขาสั้น ๆ แทบไม่ทัน ล้มก
ตอนพิเศษ 3อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ในตึกสูงที่เป็นสำนักงานใหญ่ของสตูดิโอโปรดักชันชื่อดัง ที่นี่คืออาณาจักรของเว่ยหลงกองถ่ายขนาดใหญ่ทำงานกันวุ่นวาย ทีมกล้อง ทีมไฟ นักแสดง เดินสวนกันไม่ขาดสาย จอขนาดยักษ์ฉายภาพซีนที่เพิ่งถ่ายเสร็จ เสียงผู้กำกับสั่งคิวดังเป็นระยะเว่ยหลงยืนคุยงานด้วยท่าทีสุขุม แต่ข้าง ๆ เขามีเจ้าตัวเล็กสวมชุดเดรสน่ารักสีพาสเทล ผมม้วนเป็นลอนนิด ๆ เหมือนตุ๊กตา ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ‘เสี่ยวเป้ย’ ลูกสาวของอาอี้กับเย่หาน เจ้าตัวเล็กเป็นแฝดน้องวัยห้าขวบเท่ากับเสี่ยวเป่า ทั้งสองเป็นฝาแฝด แต่บุคลิกต่างกันสุดขั้วถ้าเปรียบเทียบเสี่ยวเป่าคือผู้จัดการไซต์ท่าเรือ เสี่ยวเป้ยก็คือดาราสาวตัวจิ๋วประจำกองถ่าย“ลุงใหญ่ ๆ นักแสดงสวยไหมวันนี้~ ” เสียงหวานใสถามอย่างตื่นเต้น“สวยสิ แต่ไม่สวยเท่าเสี่ยวเป้ยของลุงหรอก” เว่ยหลงยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำชม เจ้าตัวเล็กก็ยืดอกภูมิใจทันทีพอมาถึงกองถ่ายยังไม่ทันได้ดูซีนอะไรนาน เสี่ยวเป้ยก็เห็นน้าฉิงฉิง เพื่อนสนิทของแม่เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ดาราสาวสวยสง่าสวมชุดทำงานสุด
ตอนพิเศษ 2ท่าเรือเซินเจิ้นมีขนาดใหญ่ทอดตัวยาวจนสุดสายตา เครนเหล็กขนาดมหึมาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตู้คอนเทนเนอร์หลากสีเรียงซ้อนกันราวกับกำแพงสูง เสียงเครื่องยนต์เรือสินค้าแล่นเข้าออกไม่ขาดสาย ผสานกับเสียงสั่งงานของคนงานที่ก้องไปทั่วพื้นที่ที่นี่คือหนึ่งในท่าเรือหลักของฝั่งใต้ และเป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การบริหารของเว่ยหนาน จากวันที่ต้องเดินออกจากเงาของพ่อ วันนี้อิทธิพลของเขาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนอีกแล้ว ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งนี้คือหัวใจของเส้นทางขนส่งหลายประเทศ เงินทุนหมุนเวียนมหาศาล เครือข่ายคนของเขาครอบคลุมตั้งแต่แรงงานยันผู้มีอำนาจและที่สำคัญ... อาอี้ น้องสาวของเขา คือหุ้นส่วนใหญ่ของโครงการนี้ ครั้งหนึ่งอาอี้เคยพูดว่าจะขายท่าเรือทั้งหมดให้เขา แต่เขาไม่ยอม เขาไม่คิดเอาเปรียบน้องสาว เพราะเงินก้อนแรกที่ลงไปคือของอาอี้ทั้งหมดสุดท้ายจึงตัดสินใจให้รวมหุ้น โดยให้อาอี้รับเงินปันผลยาว ๆ ต่อให้ไม่ต้องมาทำงานก็ยังมีรายได้ตลอดชีวิต เว่ยหนานยืนกอดอกมองเรือสินค้าลำใหญ่ค่อย ๆ เทียบท่า ความภูมิใจเอ่อล้น ก่อนจะสะดุ้งอย่างสุดแรง“ลุงรอง! เรื
ตอนพิเศษ 1โลกปัจจุบันเมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า แผ่นกระจกนับพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนวาววับ รถยนต์แล่นขวักไขว่ไม่ขาดสาย เสียงของผู้คนผสานกับเสียงจากจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ฉายภาพสีสันสดใสอยู่ตามอาคาร เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความทันสมัยภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเอนกายอยู่บนโซฟาริมกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายส่องลงตรงปกหนังสือในมือเธอจนเป็นประกายบนปกเขียนชัดเจนว่า ‘ฉบับรีไรต์ทั้งเรื่อง’ ซึ่งเป็นนิยายนามปากกาเดียวกันกับที่เคยสร้างกระแสเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้มันถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และอบอุ่นจนคนอ่านวางไม่ลง‘จืออี้’ พลิกหน้าสุดท้ายอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงเมื่ออ่านจบประโยคสุดท้าย หัวใจของเธอเหมือนถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เธอค่อย ๆ ปิดหนังสือลงแล้วยกขึ้นมาวางแนบอก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเธอดีใจ... ดีใจจนน้ำตาเอ่อคลอที่นิยายจบแบบนี้ เวอร์ชันนี้ไม่ใช่แค่ขายดี แต่มันดังถล่มทลายยิ่งกว่าเล่มแรกหลายเท่า ม
ตอนที่ 43 บทส่งท้ายหลังจากทุกอย่างคลี่คลาย คนผิดได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเงามืดก็ค่อย ๆ กลับมาสว่างอีกครั้ง จืออี้กับเย่หานตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างเป็นทางการงานช่วงเช้าถูกจัดแบบดั้งเดิมอย่างงดงาม ผ้าแดงผูกประดับตามเสา โคมไฟสีแดงแกว่งไกวตามสายลม เสียงดนตรีในพิธีดังคลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีจืออี้สวมชุดเจ้าสาวแบบโบราณ ดูสง่างามจนคนทั้งงานจ้องมองตาไม่กะพริบ เย่หานยืนข้างเธอ สวมชุดพิธีการเต็มยศ สายตามองเธอตลอดเหมือนกลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพในความฝันเท่านั้นทั้งคู่คำนับฟ้า คำนับดิน คำนับผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมามองกันและกันด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ทั้งสองก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดีปู่ของเย่หานนั่งอยู่แถวหน้า ท่านยังแข็งแรงหลังตรงเป๊ะ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความปลื้มปริ่ม หัวเราะชอบใจทุกขั้นตอนของพิธี“ดี ๆ ๆ หลานปู่ได้เมียเสียที! ” เสียงหัวเราะของปู่ทำให้แขกทั้งงานหัวเราะตาม บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีกหลังเสร็จพิธี ทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสทันที ลายเซ็นสองชื่อเ







