Share

บทที่ 3

ทางด้านย่ากับหลานตัวน้อยเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องอยู่ไฟ ซีห่าวรู้สึกร้อนจึงได้ถามขึ้นอย่างสงสัย “ย่าครับ ร้อนเปิดหน้าต่างได้ไหม”

“เปิดไม่ได้ แม่ของหลานต้องอยู่ไฟห้ามถูกลมถูกแดด หากหลานทนไม่ไหวก็ออกไปก่อนเถอะ หลังจากน้องกินนมเสร็จย่าก็จะพาออกไปด้านนอกเหมือนกัน” หญิงวัยกลางคนอธิบายให้หลานชายได้เข้าใจ

ซีห่าวพยักหน้ารับก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปด้านนอก โดยที่เจ้าตัวก็ยังเหลียวหน้าไปมองแม่ที่นั่งเอาหลังพิงหมอน สีหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“แม่ไม่ร้อน อาห่าวออกไปก่อนเถอะลูก” น้ำเสียงของมารดาทำให้เด็กชายใจชื้นขึ้นมาบ้างก่อนที่เขาจะยอมเดินออกไปแต่โดยดี

คล้อยหลังบุตรคนรองเดินจากไป ลี่จินก็หันมาสนใจบุตรสาวที่แม่สามีอุ้มเข้ามา

“แม่คะ เจ้าตัวเล็กหิวอย่างนั้นหรือ” เธอถามพร้อมกับยื่นมือไปรับลูกน้อยซึ่งนอนในห่อผ้าอย่างนิ่งเงียบ

“อืม เด็กคนนี้ฉลาดทีเดียวแม่จะเล่าให้ลูกฟัง....แม่ว่าบรรพบุรุษของเราคงอวยพรและใช้บุญกุศลมากมายเป็นแน่ถึงได้มีเด็กคนนี้เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา”

“จริงหรือคะ” ลี่จินย้อนถามอย่างเหลือเชื่อพลางเปิดเสื้อของตนและอุ้มคนตัวเล็กในห่อผ้าจ่อเข้าไปใกล้กับหน้าอก

“แม่จะกล้าโกหกหรือ” โม่โฉวตอบก่อนที่เจ้าตัวจะก้มมองใบหน้าเล็กจ้อยของหลานสาวด้วยความรัก

ลี่จินดีใจที่ลูกสาวนั้นเป็นที่รักของแม่สามีซึ่งผิดกับบ้านอื่น “อ้าปากสิลูก ไม่อย่างนั้นหนูจะดูดนมได้ยังไง” หญิงสาวพูดอย่างจนใจเมื่อบุตรีไม่ยอมอ้าปาก

นางโม่เองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ยอมกิน

“เป่าเป้ยของย่าหากหลานไม่กินหลานจะป่วยและไม่โตนะ” หญิงวัยกลางคนนำนิ้วมือไปสะกิดแก้มของหลานตัวน้อยอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวว่าผิวละเอียดของเธอจะเป็นรอย

แม้ฟางซินจะเข้าใจแต่กระนั้นด้วยความที่จิตวิญญาณของตนเป็นผู้ใหญ่มันก็เลยค่อนข้างกระดากอายหากจะต้องมาอ้าปากดูดนมจากอกของมารดา คิ้วน้อย ๆ เริ่มขมวดเข้าหากัน

“ลูกรักได้โปรดอ้าปากเถอะนะ หนูกินสักนิดหน่อยก็ได้ตกลงไหม” น้ำเสียงเว้าวอนของมารดาก็ทำให้ฟางซินเป็นทุกข์ไม่น้อย

(เฮ้อ! เป็นไงก็เป็นกัน ตอนนี้เราเป็นเด็กนี่นะก็จงใช้ชีวิตแบบเด็กทารกไปก่อนก็แล้วกันกินให้มากจะได้โตไว ๆ) หลังจากตกตะกอนความคิดได้

เด็กหญิงจึงหลับหูหลับตาอ้าปากสีแดงของตนก่อนที่เจ้าตัวจะออกแรงดูดตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ว่าเธอจะออกแรงมากขนาดไหนน้ำนมก็หาได้ไหลออกมาไม่

“แม่คะ ไม่ดีแล้วน้ำนมของฉันไม่ยอมไหลหรือว่าฉันจะไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ทำยังไงดี” ลี่จินพูดไปก็คล้ายจะร้องไห้ไปด้วยความสงสารบุตรีตัวน้อยที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ

ท้องของเจ้าตัวเล็กก็ส่งเสียงร้องไม่หยุด แม้จะหิวมากขนาดไหนกระนั้นเจ้าตัวกลับไม่เปิดปากร้องไห้โยเยเลยสักแอะ

โม่โฉวเองก็สงสารหลานสาวจับใจ “แม่จะให้อาซานฆ่าไก่เพื่อต้มน้ำแกงมาบำรุงให้ลูกและให้ไปหาซื้อไข่ไก่มาเพิ่ม วันนี้เห็นทีคงจะต้องให้เป่าเป้ยผู้น่าสงสารกินน้ำข้าวไปก่อน”

เมื่อฟางซินได้ยินคำพูดนี้เจ้าตัวจึงได้หลับตานึกถึงเทพผู้ชราอีกครั้ง (คุณยายคะ หากไม่มีน้ำนมฉันจะโตได้ยังไง)

โม่โฉวเพิ่งหันหลังให้กับลูกสะใภ้เจ้าตัวก็ต้องหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงร้องตกใจของสะใภ้คนเล็ก “แม่คะดูนี่” น้ำนมสีขาวปนเหลืองพุ่งออกมา

“รีบให้เป่าเป้ยกินเร็วเข้า เธอไม่รู้หรือว่าน้ำนมแรกมีประโยชน์มากขนาดไหน” สิ้นเสียงของโม่โฉว ลี่จินมีหรือจะไม่รีบทำตาม ฟางซินตัวน้อยก็อ้าปากดูดนมจากอกของมารดาเสียงดังจ๊วบ ๆ “ลูกรักเปลี่ยนมาดูดอีกข้างได้ไหมแม่เจ็บข้างนี้มากเลย” จบคำพูดนี้คนตัวเล็กก็หยุดการกระทำของตนพลางอ้าปากเล็ก ๆ ออกอย่างรู้ความ

“อาจินเห็นหรือยังว่าเป่าเป้ยฉลาดรู้ความมากขนาดไหน แม่เกิดมาจนอายุจะครึ่งคนเข้าไปแล้วไม่เคยเห็นเด็กทารกคนไหนจะฟังรู้เรื่องเหมือนเป่าเป้ยบ้านเราเลย” โม่โฉวกล่าวเยินยอหลานตัวน้อยที่หันมายิ้มหวานให้นาง

“นั่นสิคะ ฉันต้องใช้บุญที่สั่งสมมาหลายชาติหมดไปแล้วเป็นแน่ถึงได้คลอดเด็กที่ทั้งฉลาดและรู้ความแบบนี้ออกมาได้” ลี่จินกล่าวด้วยรอยยิ้มเห็นพ้องกับแม่สามี

ฟางซินซึ่งได้เปลี่ยนมาดูดนมจากอกอีกข้างของมารดา รู้สึกชื่นชอบย่าของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอไม่เคยได้ยินว่ามีครอบครัวใดที่แม่สามีจะรักลูกสะใภ้แบบครอบครัวของตนมาก่อน เจ้าตัวเล็กนอนดูดนมฟังการสนทนาจนท้องอิ่มตาก็เริ่มปรือ

ลี่จินเมื่อเห็นว่าปากน้อย ๆ ของบุตรสาวคายหัวนมออกแล้วเจ้าตัวก็อุ้มคนตัวเล็กพาดบ่าลูบหลังเล็ก ๆ นั้นอย่างอ่อนโยน ฟางซินเรอออกมาก่อนที่เจ้าตัวจะตกใจจนลืมตาตื่น

แต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวจากนั้นเธอก็พ่ายแพ้ให้กับความง่วงของร่างกายเด็กน้อยหลับปุ๋ยอย่างเป็นสุข

หนึ่งเดือนผ่านไปใบหน้าของฟางซินในขณะนี้กลมราวซาลาเปาผิวของเจ้าตัวก็ขาวราวหิมะทำให้เธอเป็นที่รักของทั้งคนในบ้านและผู้คนที่พบเห็น

วันนี้เป็นวันรับขวัญหลานสาวของบ้านกู้ทำให้ภายในลานดินค่อนข้างครึกครื้น

แม้ว่าจะขาดแคลนอาหารแต่กระนั้นนางโม่ก็ไม่ขี้เหนียวนางจึงได้ลงมือทำซาลาเปาผสมแป้งข้าวโพดสีเหลืองทองแจกจ่ายให้กับคนที่มาร่วมอวยพรหลานสาวตัวเล็ก

ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าร่วมพิธีภายในห้องโถงเล็กของตัวบ้านด้านนอกก็มีเสียงดังเอะอะจากชายคนหนึ่ง

ซึ่งเป็นน้องชายของสามีนางโม่ผู้จากไปจากการพลีชีพในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

“พี่สะใภ้รอง อาซานกับเอ๋อกั๋วอยู่ไหนผมมีข่าวดีมาบอก” น้ำเสียงของคนพูดหอบเล็กน้อยเนื่องจากเจ้าตัวทั้งวิ่งทั้งเดินมาตั้งแต่กลางหมู่บ้าน

“อาสี่มีเรื่องอะไรหรือครับ เข้ามาดื่มเหล้ากินซาลาเปามงคลของหลานน้อยก่อน” ซานไห่เดินออกมาหลังจากได้ยินเสียงของชายวัยกลางคน

“ดี ดี ดี วันนี้นับว่าเป็นมงคลหลานน้อยคนนี้ต้องเป็นดาวนำโชคมาเกิดเป็นแน่ทั้งลุงรองทั้งพ่อได้เข้าไปทำงานในโรงงานทั้งคู่” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปากของเขา

ก็เกิดเสียงฮือฮาจากคนที่ได้ยินทันที โดยเฉพาะเจ้าของเรื่องอย่างซานไห่เขาแทบจะสติหลุดไปแล้ว

“อาสี่อาพูดจริงอย่างนั้นหรือเรื่องนี้พูดเล่นไม่ได้นะครับ” ซานไห่ถามย้ำเนื่องจากเขากับพี่ชายคนรองไปสมัครเข้าโรงงานผลิตน้ำมันพืชมามากกว่าครึ่งปีนับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แวว

“ไฮ! เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าเอามาล้อเล่น พวกแกรีบไปรายงานตัวกันวันพรุ่งตั้งแต่เช้าได้เลย” ชายวัยกลางคนยกจอกเหล้าเหลืองที่หลานชายรินให้กระดกเข้าปากก่อนตบเข่าพูดขึ้นสีหน้าจริงจัง

ซานไห่ไม่รอช้าจึงรินเหล้าให้เขาอีกเพราะตอนนี้เจ้าตัวรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงของบ้านอีกทั้งยังตะโกนเรียกพี่รองของตนให้ลั่นอีกด้วย “พี่รอง พวกเราได้เข้าทำงานในโรงงานแล้ว”

ฉับพลันความเงียบได้เกิดขึ้นเมื่อทุกชีวิตที่กำลังสนทนากันพร้อมใจกันหยุดปากของตนลง “ลูกสาม/น้องสาม แกพูดจริงอย่างนั้นหรือ” ทั้งแม่และพี่ต่างถามออกมาพร้อมกัน

“อาสี่เป็นคนมาบอก หากไม่เชื่อก็ถามเขาได้เลย” ซานไห่ ตอบเสียงหนักพลางชี้นิ้วไปทางชายวัยกลางคนที่เดินตามตนเข้ามา “สื่อหม่าเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ” โม่โฉวถามกับน้องชายสามีคนเล็กออกมาน้ำเสียงตื่นเต้นใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

“จริง ผมเพิ่งกลับมาจากโรงงานก็เลยแวะไปดูที่ป้ายประกาศก็เห็นชื่อหลานทั้งสองคนอยู่ในนั้น อาไห่ได้เป็นคนขับรถรับส่งน้ำมัน ส่วนอากั๋วได้อยู่แผนกผลิต”

ทันทีหลังจบประโยคของคนผู้นี้ เสียงแสดงความยินดีจากผู้คนและคนที่รู้สึกอิจฉาในวาสนาของคนในครอบครัวนี้ต่างก็กล่าวออกมากับนางโม่

ฟางซินนอนฟังน้ำเสียงอันหลากหลายจนกระทั่งเคลิ้มหลับ เจ้าตัวรู้แค่ว่าพ่อกับลุงได้เข้าทำงานในโรงงานเพียงเท่านั้นซึ่งเธอยังไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้คนดีใจอะไรกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะเด็กน้อยรู้แค่ว่าตนน่าจะมาเกิดที่ไหนสักแห่งซึ่งเป็นชนบทแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้มาอยู่ในยุค1960ซึ่งเป็นปีที่ผู้คนต่างพากันรัดเข็มขัดและหลังจากปีนี้ยังมีเรื่องอีกมากมายตามมา

ในระหว่างที่เด็กหญิงตัวน้อยหลับใหลปากของเธอก็ขมุบขมิบคล้ายกับว่ากำลังกินอะไรอยู่ คุณย่าผู้หลงหลานสาวก็เอ่ยปากพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “หลานของฉันต้องเป็นดาวนำโชคเป็นแน่”

“แม่พูดถูกทุกอย่างเลย” เอ๋อกั๋วกล่าวเสียงดังอย่างเห็นพ้อง แม้ใบหน้าของผู้เป็นแม่จะยิ้มอยู่ทว่าเจ้าตัวกลับกล่าวตำหนิบุตรชายคนรองออกมา “แกเบาเสียงหน่อย หลานหลับอยู่ไม่เห็นหรือ”

เอ๋อกั๋วรีบหุบปากของตนลงทันที สำหรับซานไห่นั้นชายหนุ่มได้เดินเข้าไปอุ้มบุตรตัวน้อยจากเมียรักขึ้นมาแนบอกพลางก้มใบหน้าลงจุมพิตบนหน้าผากของบุตรตัวน้อยอย่างแผ่วเบา

ฟางซินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อยก่อนที่คนตัวเล็กจะคลายใบหน้าของตนและหลับต่อไป

ภายในความฝันของเจ้าตัว ฟางซินรู้สึกว่าตัวเองเหมือนลอยอยู่ยังสถานที่อันแสนคุ้นเคย “ที่นี่ในห้างไม่ใช่หรือ” เธอพึมพำพลางกวาดตามองไปจนรอบห้างแห่งนี้

“เด็กน้อย เจ้าพอใจในสิ่งที่ข้ามอบให้หรือไม่” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวรูปร่างงดงาม

“เอ๋! คุณยายหรือคะ ไม่ใช่สิท่านเทพอย่างนั้นหรือ!!” ฟางซินรู้สึกตกใจ “ใช่แล้วละ ฉันยังมีอีกอย่างมอบให้เจ้าด้วยนะ” จบคำเทพสาวได้จิ้มนิ้วชี้ลงไปยังกึ่งกลางหน้าผากของฟางซิน

ซึ่งตอนนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กน้อยวัยไม่เกินห้าปีและในขณะที่เจ้าตัวยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเทพสาวก็พูดขึ้นพร้อมกับกดนิ้วของตนลงแนบกับหน้าผากเล็กของเด็กหญิง

“พลังที่ฉันมอบให้เธอนั้นคือการรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ เด็กน้อยเจ้าจงใช้ให้ดีเพราะมันเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเจ้าในอนาคตหลังจากเติบโต” จบคำพูดของเทพสาวร่างของ ฟางซินก็ถูกแสงอบอุ่นอันสว่างเจิดจ้าเข้าครอบคลุม

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 245

    ฟางซินเริ่มฝึกงานหลังวันปีใหม่ บริษัทแห่งนี้เป็นอาคารสูงห้าชั้น ซึ่งในยุคนี้อาคารสูงส่วนใหญ่ยังไม่มีมีลิฟท์ หญิงสาวจึงรู้สึกทดท้อเป็นอย่างมากหากจะต้องให้เธอเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสุดท้าย “เอ๋! ที่นี่สมกับเป็นบริษัทข้ามชาติมีลิฟท์ด้วย” ฟางซิน รู้สึกประหลาดใจเมื่อเดินเข้ามาภาย

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 244

    “ได้สิ พี่เตรียมเบ็ดมาด้วย” ชุนเทียนส่งคันเบ็ดไม้ไผ่ในมือให้หญิงสาวพร้อมกันนั้นก็หยิบเหยื่อล่อเกี่ยวให้เธอด้วย “คุณอยากลองด้วยไหม” หนานเสิ่นถามไป๋หลิงที่กำลังมองเบ็ดไม้ไผ่ในมือของอี้ถงตาไม่กะพริบราวกับเด็กน้อย “ได้เหรอ” หญิงสาวเงยหน้ามองเขาถามอย่างตื่นเต้น “อืม คุ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 242

    “ก็ตามที่พี่อี้ถงเอ่ยออกมานั่นแหละค่ะ พวกพี่ไม่คิดว่าพวกเราจะก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กันหรอกเหรอ” เมื่อได้ยินฟางซิน พูดออกมาแบบนี้แม้ว่าในใจจะยังคงกังวลแต่หญิงสาวทั้งคู่ก็ตัดสินใจจะร่วมหัวจมท้ายไปพร้อมกัน การดูแลร้านร่วมกับเรื่องเรียนแม้จะทำให้พวกเธอทั้งสี่คนเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ทว่าพวกเธอก

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 238

    หนึ่งสัปดาห์ต่อมาอาการของมู่เฉินเริ่มดีขึ้นตามลำดับ “เป่าเป้ย วันนี้น้องบอกพี่ว่ามีประชุมร่วมกับสภานักศึกษาไม่ใช่หรือครับ หากยังไม่ไประวังจะสายเอานะ” ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดผู้ป่วยกึ่งนั่งกึ่งนอนกล่าวเตือนหญิงสาวผู้กำลังง่วนอยู่กับการปอกเปลือกผลไม้ให้ตน “ฉันไปทันอยู่แล้วค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status