Share

บทที่ 2

“นางโม่หากเป็นหลานสาวแกไม่ต้องการอย่างนั้นหรือทำไมถึงถามแบบนี้กัน” หมอทำคลอดแซ่สี่ถามกับหญิงวัยเดียวกันในขณะทำความสะอาดร่างกายของเด็กน้อย

“จะใช่ที่ไหนล่ะ ที่ฉันถามเพราะต้องการหลานสาวนี่แหละ แกไม่รู้อะไรฉันมีลูกชายมาสามคน พอมีหลานกี่คนต่อกี่คนก็มีแต่หลานชายตัวเหม็น ๆ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเด็กดีก็ตามแต่ฉันก็อยากได้หลานสาวตัวนุ่มนิ่มมาให้หอมให้กอดบ้าง

ตระกูลกู้รวมถึงตระกูลของฉันแกก็รู้ไม่ใช่หรือ กี่รุ่นต่อกี่รุ่นกว่าจะมีหลานสาวตกทอดมาสักคนยาวนานตั้งหลายปี” นางโม่ได้ถ่ายทอดความในใจของตนออกมาอย่างละเอียดทำให้ฟางซินที่ได้ยินยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเจ้าตัวได้ทำให้ผู้ที่กำลังอุ้มตนอยู่ได้แต่มองด้วยความตกตะลึงที่เห็นเด็กทารกแรกเกิดแย้มยิ้มเช่นนี้

“นะ..นางโม่แกมาดูหลานสาวของแกสิ หล่อนยิ้มหลังจากได้ยินคำพูดของแกด้วยละ แกมาดูสิว่าฉันตาฝาดไปเองหรือเปล่า” นางสี่กล่าวเสียงสั่นพลันยื่นห่อผ้าไปทางสหาย

“แกว่าอะไรนะ หลานสาวอย่างนั้นหรือ นี่ฉันได้หลานสาวจริงอย่างนั้นหรือ” โม่โฉวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ

“ก็ใช่นะสิมาดูเร็วเข้า หล่อนยิ้มจนเห็นเหงือกแดงแจ๋ น้ำลายไหลย้อยออกจากมุมปากแล้ว” นางสี่กล่าวเร่ง

“ไหน ๆ โอ๊ย! ตายแล้ว หลานสาวของฉัน หล่อนต้องเป็นดาวนำโชคให้ครอบครัวกู้ของเราแน่ ๆ แกดูรอยยิ้มนี่สิ ดวงตาที่มองฉันเป็นประกายนี่อีก หลานสาวของย่าดีที่สุด” นางโม่พูดไปก็ยิ้มหยอกล้อกับหลานสาวตัวน้อยที่ดวงตายังมองไม่เห็นราวคนเสียสติ

“แกนี่ท่าจะเป็นเอามากเด็กเพิ่งคลอดจะมองเห็นจนดวงตาเป็นประกายได้ยังไง หลงหลานสาวเกินไปหน่อยมั้ง” ผู้ทำคลอดกล่าวกึ่งหยอกกึ่งประชด

“เรื่องของฉันเถอะน่า แกรีบไปดูลูกสะใภ้ของฉันก่อนเถอะ อาจินแม่ขอบใจนะที่คลอดหลานสาวออกมา” ความยินดีฉายชัดบนใบหน้าของแม่สามีทำให้หญิงสาวผู้เพิ่งผ่านการคลอดหมาด ๆ ดีใจไม่แพ้กัน

ส่วนคนด้านนอกเมื่อได้ยินคำพูดของนางโม่แต่ละคนก็หลากความคิดกันไป แต่ส่วนใหญ่มักจะคิดเหมือน ๆ กันคือ (มีหลานสาวมันดีกว่าตรงไหนพอโตจนออกเรือนได้ก็ต้องไปอยู่บ้านของคนอื่น)

“อาไห่ พี่ได้เป็นลุงของหลานสาวแล้ว แกแน่มากที่มีลูกสาว” กู้เอ๋อกั๋วกำหมัดชกไปยังหัวไหล่ของน้องชายเบา ๆ เชิงหยอกล้อ

“นั่นสิคะฉันเองก็อยากมีลูกสาวตัวน้อยบ้าง แต่ที่ไหนได้กลับมีแต่เด็กชายตัวเหม็นน้ำมูกกรังถึงสามแทน แต่ก็ยังนับว่าดีตรงที่เด็กพวกนี้ต่างก็เชื่อฟัง” หยูเซียนมองไปยังใบหน้าเล็กของเด็กชายทั้งห้ากล่าวตามตรง

ซึ่งสองพี่น้องกู้ก็พากันพยักหน้าอย่างเห็นพ้องก่อนที่ ซานไห่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“พี่สะใภ้รองไม่ต้องเสียใจไปหรอกครับ ลูกสาวของผมก็ถือว่าเป็นลูกของพี่รองกับพี่สะใภ้รองด้วย หล่อนจะเป็นดวงใจของคนตระกูลกู้เราใช่ไหมลูก” คำพูดของซานไห่ได้เรียกรอยยิ้มให้กับคนในครอบครัวรวมถึงเด็กชายทั้งห้าคนด้วย

“ใช่ ๆ น้องสามพูดถูกแล้ว จะว่าไปเมียจ๋าน้องกลับไปช่วยเตรียมห้องอยู่ไฟให้น้องสะใภ้สามดีหรือไม่” เอ๋อกั๋วหัวเราะร่าพูดขึ้นตามน้องชายอย่างเห็นพ้องก่อนหันมาบอกเมียรัก

“อุ๊ยตาย! นั่นสิคะ ฉันก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย เด็ก ๆ ไปช่วยแม่กับป้าสะใภ้รองที่บ้านกันก่อนเมื่อน้องสาวกับแม่ออกมาพวกเธอจะได้มีที่นอน” หยูเซียนตอบรับพลางเรียกเด็กชายทั้งห้าคน

“ครับ” พวกเขาตอบรับพร้อมกันก่อนที่จะเดินเรียงแถวหน้ากระดานเดินตามผู้เป็นทั้งแม่และป้าไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานบนใบหน้า

ในระหว่างนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีวิ่งไล่กัน เดินหัวเราะ ร้องเพลงเชิดชูผู้นำ พูดคุยถึงน้องสาวผู้ที่ยังไม่เห็นหน้าด้วยรอยยิ้ม

“เรามีน้องสาว ดังนั้นต่อไปต้องช่วยกันปกป้องน้องให้ดี” ผู้พูดคือกู้ต้าโถววัยแปดขวบบุตรชายของเอ๋อกั๋วกับหยูเซียน

“ใช่ พี่ใหญ่พูดถูกต้อง ผมจะไปหาปลามาย่างให้น้องกิน” กู้เอ้อเป่าวัยเจ็ดปีพี่น้องท้องเดียวกันพูดออกมาบ้าง

“พี่เอ้อเป่าน้องเพิ่งเกิดกินปลายังไม่ได้ ต้องกินนมอย่างเดียวไม่ใช่หรือ” กู้ซีห่าวแฝดคนรองน้องชายของกู้ซีซวนแย้งขึ้น

เอ้อเป่ายกมือเกาศีรษะหัวเราะแห้ง ๆ “พี่ก็ลืมไป ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่าให้น้องสาวโตก่อนมีฟันเคี้ยวค่อยไปหาปลาดีไหม”

“ดี แต่พี่รองกว่าน้องสาวจะโต ผมก็กินเป็นนะพี่หาให้ผมกินก่อนก็ได้” คำว่าดีนั้นพูดขึ้นพร้อมกัน

ส่วนประโยคหลังเป็นของเด็กชายผู้เป็นน้องสุดท้องของคนพูดซึ่งเขาเกิดปีเดียวกับสองแฝดเพียงแต่แก่เดือนกว่า

“ซานเหมาอยากกินปลาอย่างนั้นหรือ” กู้ต้าโถวถามน้องชายคนเล็กเสียงอ่อน

“อืม” เด็กชายพยักหน้ารับคำในลำคอ

หยูเซียนฟังเด็กทั้งห้าคนพูดคุยกันไปมาอย่างมีความสุข แม้ว่าพวกเธอจะเป็นชาวนาแต่ลูก ๆ กลับเป็นเด็กดีพูดจากันรู้ความ

ซึ่งผิดจากเด็กคนอื่น สาเหตุที่เด็กทั้งหมดว่านอนสอนง่ายจะต้องยกความดีความชอบให้กับแม่สามีที่มีความรักให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

“เอาละเรามาถึงบ้านของอาสามแล้ว รีบไปช่วยกันทำความสะอาดห้องกันเถอะ” จบคำของคนพูด

เด็กทั้งห้าต่างช่วยกันทำงานในสิ่งที่ตนพอจะช่วยได้ไม่ว่าจะเป็นเช็ดถูเตียง ตามขอบหน้าต่าง ตามกำแพง

บ้านดินหลังนี้มีทั้งหมดสามห้องนอน หลังคามุงด้วยหญ้าแห้งอย่างแน่นหนากำแพงดินเคยทาสีขาวเอาไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นเป็นตอนที่ซานไห่แต่งลี่จินเข้ามาซึ่งตอนนี้สีเริ่มเปลี่ยนเป็นคราบเหลือง

บนพื้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะยังคงเป็นดินแข็งดังนั้นเท้าของเด็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยรอยสีดำ “ก่อนจะขึ้นไปเช็ดบนเตียงหาน้ำมาล้างเท้าตัวเองกันก่อนล่ะ ดูเล็บแต่ละคนสิดูได้ที่ไหนเอาไว้หากมีเงินแม่จะตัดรองเท้าให้”

หยูเซียนมองสภาพเท้าของลูกหลานแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ (ชาวนาแม้จะถูกจัดว่าเป็นอาชีพมีเกียรติมาตั้งแต่ยุคโบราณกระนั้นใครจะรู้หรือไม่ว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ยากจนมากเช่นกัน ยิ่งตอนนี้ทางรัฐได้ยึดที่ดินทำกินของชาวบ้านมาเป็นของประเทศเมื่อสองปีก่อน ยิ่งทำให้ผลผลิตทุกอย่างถูกจัดสรรตามแรงงาน ยิ่งทำให้พวกนางต้องขยันไม่อย่างนั้นคนในครอบครัวคงได้พากันอดอยากเป็นแน่ แม้จะมีการปันส่วนกระนั้นเงินก็ยังเป็นสิ่งที่หายากอยู่ดี) หญิงสาวคิดไปพลางจัดเตรียมสิ่งของสำหรับการอยู่ไฟให้น้องสะใภ้คนเล็ก

เวลาเกือบพลบค่ำแสงของดวงตะวันสาดแสงกับท้องทุ่งเป็นสีแดง เสียงของซานไห่ก็ดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะอุ้มลี่จินเดินเข้ามาในลานดินหน้าบ้าน

“พ่อพาแม่กลับมาแล้ว” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ซีห่าวผู้ได้ยินเสียงจึงได้เดินออกมา “พ่อ น้องล่ะ” คำถามของลูกชายคนเล็กได้เรียกรอยยิ้มของพ่อแม่พร้อมกัน

“อยู่ในอ้อมกอดย่ากำลังเดินตามหลังมา” ซานไห่ตอบพลางพยักพเยิดหน้าไปทางประตู

ซีห่าวไม่รอช้าสองเท้าเล็ก ๆ รีบวิ่งออกไปด้านนอกทันทีและเมื่อเห็นย่าเดินอยู่ไม่ไกลเจ้าตัวก็รีบวิ่งไปด้วยความเร็ว

“ย่า น้องอยู่ไหน” เด็กชายแหงนหน้ามอม ๆ ถามกับหญิงชราสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“นี่ยังไงล่ะอยู่ในห่อผ้า น้องตัวเล็กโดนลมไม่ได้เดี๋ยวไม่สบาย” นางโม่ตอบหลานชายด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

“ถ้าอย่างนั้นย่ารีบเดิน” เด็กชายพูดพลางเปิดทางให้หญิงชรา แม้เจ้าตัวจะยังไม่เห็นน้องน้อยก็ตามกระนั้นเขาก็พร้อมที่จะปกป้องอย่างเต็มที่

“ได้ ๆ ย่ารีบเดินแล้ว เสี่ยวห่าวก็รีบเดินเข้าบ้านเหมือนกันเล่า แล้วอาซวนไปไหน” ผู้เป็นย่าเดินไปชวนหลานสนทนาไป

“กำลังช่วยพี่ ๆ กับป้าสะใภ้รองทำอาหารเย็นครับ ย่ารีบเดินระวังอย่าให้น้องป่วย” ซีห่าวตอบตามตรงพลางกล่าวเร่ง

“รู้แล้ว ๆ รักน้องมากเลยใช่ไหม ดีแล้วเกิดเป็นพี่น้องต้องรักกันช่วยเหลือกัน” โม่โฉวถือโอกาสนี้สอนหลานชายไปในตัว

“ครับ” เด็กชายตัวน้อยพยักหน้ารับคำเสียงหนัก

ฟางซินนอนฟังคำพูดของย่ากับพี่ชายด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ (ขอบคุณนะคะที่ให้ฉันได้เจอครอบครัวดี ๆ) เจ้าตัวคิดก่อนที่จะปล่อยน้ำอุ่น ๆ ออกมารดคนเป็นย่าอย่างไม่รู้ตัว

“ฮ่า ๆ น้องสาวของหลานท่าจะรักย่ามากแน่ ๆ ฝากรักใส่ย่าเสียแล้ว” น้ำจากห่อผ้าไหลเป็นทางยาว

“ย่า น้องสาวเป็นอะไร” ซีห่าวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าห่อผ้าของน้องสาวมีน้ำไหลออกมา

“น้องของหลานฉี่ใส่ย่านะสิ เสี่ยวห่าวรีบไปบอกพ่อให้เตรียมผ้าอ้อมเอาไว้ด้วย” ไม่ต้องรอให้ผู้เป็นย่าพูดซ้ำสองเด็กชายก็หายวับไปราวบินได้ เขาวิ่งเข้าไปยังห้องที่เตรียมไว้ให้มารดา

“พ่อ น้องฉี่ย่าให้พ่อเตรียมผ้าอ้อม เตรียมเอาไว้ให้มากด้วย” คนพูดถ่ายทอดคำสั่งของผู้สูงวัยอย่างไม่ตกหล่น

“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นลูกไปช่วยพ่อฉีกผ้าอ้อมให้น้องก็แล้วกันได้ไหม” ซานไห่พูดพลางลุกขึ้นจากม้านั่ง

“ครับ” แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าผ้าอ้อมคือสิ่งใด กระนั้นในเมื่อพ่อขอความช่วยเหลือเจ้าตัวจึงตอบรับโดยไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก

ลี่จินฟังการสนทนาของสามีกับบุตรชายด้วยความรู้สึกตื้นตัน เนื่องจากตั้งแต่เธอแต่งเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้จนกระทั่งถึงตอนนี้ไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

(ฉันคงต้องใช้บุญสั่งสมมาจนหมดทุกชาติเป็นแน่ถึงได้มาเจอครอบครัวดี ๆ แบบนี้) หญิงสาวคิดก่อนที่จะเอนกายลงนอน ทั้งพ่อและลูกชายคนเล็กต่างช่วยกันฉีกผ้าอ้อมอย่างแข็งขัน

ฟางซินเมื่อเจ้าตัวได้ทำสิ่งที่รู้สึกว่าอับอายลงไปเธอก็มีใบหน้าแดงก่ำ นางโม่มองใบหน้าเล็กเหี่ยวย่นของหลานสาวด้วยรอยยิ้มขำ

“หลานรัก ไม่ต้องอายตอนนี้หลานยังไม่โตมันเป็นเรื่องธรรมดา หากหลานไม่อยากให้เป็นอย่างนี้อีกเอาแบบนี้ดีหรือไม่ เวลาหลานจะถ่ายเบาหลานก็ร้องออกมาหนึ่งครั้ง

หากจะถ่ายหนักก็ร้องสองครั้ง และถ้าเมื่อไหร่ที่หิวหลานก็ร้องสามครั้ง” ถ้อยคำของโม่โฉวทำให้ผู้ที่ได้ยินต่างพากันหัวเราะคิกคัก “แม่ครับ หลานเพิ่งจะลืมตาดูโลกเธอจะเข้าใจที่แม่พูดได้อย่างไร” เอ๋อกั๋วยกยิ้มสัพยอกแม่

แต่แล้วเมื่อเจ้าตัวได้ยินน้ำเสียงเล็ก ๆ ของเด็กทารกในห่อผ้าดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้างเช่นเดียวกับซานไห่ ยกเว้นเพียงแต่บุตรชายที่ยังเล็กจึงยังไม่รู้เรื่องพวกนี้

“แม่ เมื่อสักครู่หูของผมฝาดไปใช่หรือเปล่า เหมือนว่าจะได้ยินเสียงตอบรับจากหลานสาวตัวน้อยน้องสามได้ยินไหม” เอ๋อกั๋วถามขึ้นโดยที่ในตอนนี้เจ้าตัวได้มายืนมองดูเด็กตัวน้อยในห่อผ้าบนโต๊ะตัวใหญ่พร้อมกับน้องชายผู้เป็นพ่อของเด็กหญิง

“หูฝาดอะไรแม่ก็ได้ยิน ซานไห่แกก็ได้ยินใช่หรือเปล่า หากแกไม่เชื่อเป่าเป้ยของย่าหลานส่งเสียงให้ลุงรองได้ยินอีกครั้งสิ” หญิงชราพูดเสียงสองกับหลานสาวคนโปรด

ฟางซินจึงส่งเสียงออกมาอีกครั้ง เอ๋อกั๋วแทบไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริงและยังไม่ทันที่เขาจะถามอะไรเช่นเดียวกับซานไห่

เสียงร้องจากท้องน้อย ๆ ของคนในห่อผ้าก็ดังขึ้น ฟางซินใบหน้าแดงอีกครั้งก่อนที่จะส่งเสียงร้องออกมาสามครั้งตามที่ผู้เป็นย่าพูดเอาไว้ก่อนหน้า

“ฮ่า ๆ แกเห็นไหมหลานสาวของฉันฉลาดที่สุด” นางโม่ หัวเราะร่วนพูดขึ้นอย่างชอบใจ “ย่าจะพาหลานไปกินนมอาห่าวไปกับย่าไหม” หญิงวัยกลางคนหาได้สนใจลูกชายทั้งสองของตนอีกต่อไปเพราะในตอนนี้ทั้งความคิดและจิตใจอยู่ที่หลานสาวหลานชายเพียงเท่านั้น

กว่าทั้งเอ๋อกั๋วกับซานไห่จะได้สติก็ตอนที่ได้ยินน้ำเสียงของหยูเซียน “พ่อต้าโถวคุณเป็นอะไรยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นเชียวหรือจะป่วย” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล

“มะ...ไม่ใช่เมียจ๋า เมื่อสักพักนี่ผมได้ยินเสียงของยาโถวน้อยร้องกินนม”

“เด็กร้องกินนมก็ธรรมดานี่คะ แปลกตรงไหน หากคุณไม่มีอะไรก็มาช่วยฉันยกอาหารเย็นเถอะ” หยูเซียนถอนใจอย่างโล่ง อกก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มขันให้กับท่าทางของสามี

ส่วนซานไหตอนนี้เขาได้เดินตามแม่กับบุตรชายคนเล็กไปติด ๆ แต่หลังจากเจ้าตัวคิดได้ใบหน้าของชายหนุ่มก็เกิดแดงก่ำดังนั้นสองเท้าจึงได้เดินเลี้ยวไปทางครัวด้านหลังแทน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 173

    “ภรรยาครับฟังผมก่อนเรื่องมันเป็นอย่างนี้” สื่อหม่ารีบเล่าเรื่องที่ตนสนทนาอยู่กับโม่โฉวออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ “หากคุณตัดสินใจดีแล้วฉันก็ยินดีสนับสนุน” คำกล่าวของนางหลานได้นำพาความแปลกประหลาดมาให้สื่อหม่าไม่น้อย “หา! ผมอุตส่าห์คิดหาเหตุผลโน้มน้าวคุณตั้งหลายอย่างทำไมคุณถึงตกลงง่ายน

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 171

    “ยังไม่ต้องรีบตอบหนูตอนนี้ก็ได้ค่ะ ค่อย ๆ คิด” ฟางซิน คล้ายเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ที่นี่ ดังนั้นเจ้าตัวจึงไม่ได้กล่าวเร่งรัดรวมถึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศแทน “ขอบใจนะเป่าเป้ย/ศิษย์น้อยที่เข้าใจพวกเรา” คนทั้งสามกลุ่มตอบออกมาพร้อมกัน “เกรงใจหนูทำไม พวกเรา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 170

    “ครั้งนี้พี่สาวไม่โกหกหรอกเชื่อพี่นะ” ในขณะที่ฟางซินกำลังสนทนากับน้องชายทั้งพ่อแม่ ลุงป้า อาก็เดินมาได้ยินประโยคนี้เช่นกัน “เป็นความผิดของลุงเองที่ไม่อธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียดเจ้าตัวก็วิ่งร้องไห้โฮมาที่นี่” กู้อี้กล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดเมื่อเห็นน้ำตาของบุตรชายคนเล็ก “โป้งพ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 169

    “เป่าเป้ย นับจากนี้ประเทศของเราจะเป็นอย่างไร” โม่โฉวถามขึ้นหลังจากได้ยินข่าวใหญ่ของประเทศ “ดีมากทีเดียวค่ะ อีกไม่นานผู้นำจะทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การค้าจะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป ย่าคะนับจากนี้พวกเราสามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างเปิดเผยแล้ว” ฟางซิน กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง เสี่ยวห

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status