Partager

บทที่ 6

“นังเด็กขี้เกียจแค่ใช้ไปตัดหญ้าให้หมูแค่นี้ไปซะครึ่งค่อนวัน” หม่านซิงแผดเสียงพร้อมกระแทกถังน้ำเปล่าลงตรงหน้าเด็กหญิง

“สับหญ้าให้หมูเสร็จแกก็ไปตักน้ำมาเติมในรางให้พวกมันด้วยนะ จากนั้นก็ไปจัดการเก็บจานชามไปล้างให้เรียบร้อย” หญิงวัยยี่สิบปลายพูดออกมาด้วยรอยยิ้มหยันก่อนจะเดินจากไป

“ตะ...แต่ท่านแม่ข้ายัง...” เด็กหญิงตัวผอมยังกล่าวคำไม่ทันจบหญิงผู้นั้นก็หายลับไปนานแล้ว

ฉินเซียวแม้นางจะรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของครอบครัวนี้ แต่หญิงแซ่จางผู้นั้นก็ให้น้ำนมนางกินเลี้ยงนางมาจน กระทั่งนางเติบโต ความผูกพันและความห่วงเหตุใดหญิงผู้นั้นจึงไม่มีให้นางเลย แล้วยังใจร้ายใจดำกับนางได้มากถึงเพียงนี้ วิญญาณหญิงสาวที่ตอนนี้แม้จะเป็นเด็กคิดอย่างไม่เข้าใจ

ภายในบ้านนางจางหม่านซิงมีแต่ความเคียดแค้นชิงชังต่อก้อนเลือดของหญิงชั่วชายโฉดผู้นั้น หากตอนนั้นแผนการของนางสำเร็จคนที่ต้องแต่งกับนางก็ย่อมเป็นฉินเต๋อไม่ใช่คนอันธพาลอย่างตอนนี้

และยิ่งนางเด็กคนนี้เติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ใบหน้าของนางก็ดันยิ่งละหม้ายคล้ายคลึงกับนางแพศยานั่นยิ่งทำให้ไฟแค้นของนางลุกโชนมากขึ้นกว่าเดิม ในระหว่างที่นางคิดก็มีเสียงดังโครมครามมาจากด้านนอก

“หม่านซิง เอาเงินมาให้ข้าเร็วเข้าไม่อย่างนั้นคนพวกนี้จะตัดมือของข้า” เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากปากของฉินหย่ง

หม่านซิงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเดินออกมายังลานบ้านทันทีด้วยความตกใจ ฉินเซียวผู้ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์บางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เธอได้รู้กำลังนำพาหายนะมาถึงตัวของนางแล้ว แต่ไม่ใช่กับโป๊ยข่วยที่ มองเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง

“เจ้าเด็กตัวเหม็นเจ้ารีบนำสิ่งนี้ทาบริเวณใบหน้าเร็วเข้าไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกขาย” กระจกใบน้อยพูดอย่างร้อนใจพร้อมโยนตลับไม้สีดำซึ่งบรรจุยางไม้ทำให้เกิดอาการผุพองตามผิวหนังให้เด็กน้อย

“จะ...จริงอย่างนั้นเหรอ แต่ข้าจำได้ว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้นี่” เด็กหญิงกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนกใบหน้าซีดเผือดรีบรับสิ่งที่เพื่อนคู่หูกำไว้ในมือแน่น

โป๊ยข่วยจะบอกได้อย่างไร ว่าที่เหตุการณ์มันไม่เหมือนเดิมส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะตัวมันเองที่เข้ามาผูกจิตวิญญาณกับมนุษย์ธรรมดาผู้นี้ ก็เลยทำให้คราวเคราะห์ของนางมีมากขึ้น

“ไม่มีเวลาแล้วเจ้าเชื่อข้าเถอะ สิ่งที่เจ้าจับอยู่ในมือเมื่อเจ้าทาลงไปบริเวณผิวหนังเพียงชั่วจิบชาจะทำให้เกิดหนองผุดออกมาตามใบหน้า แต่เจ้าจะไม่มีอาการอะไรดังนั้นเจ้าจงแสดงให้สมจริงเข้าใจไหม” กระจกวิเศษเบี่ยงประเด็น

เด็กหญิงเมื่อได้ยินถ้อยคำอันร้อนใจของกระจกโป๊ยข่วยก็รีบทำตามคำแนะนำทันที เธอไม่เพียงแต่ทาใบหน้าเท่านั้นเจ้าตัวยังทาไปที่มือของตนด้วยก่อนจะลามมาที่แขนและขา

ด้านนอกเสียงอันดังนั้นยังคงอยู่และเริ่มดังมาจนถึงคอกหมูที่อยู่ด้านหลัง เด็กน้อยวัยแปดหนาวรู้สึกตัวสั่นก้มตัวลงนั่งคุดคู้อย่างน่าสงสาร

“อยู่ทางนี้ข้าจะให้นางเด็กคนนี้ไปแทนเงิน พวกเจ้าจงนำมันไปเลยหน้าตาของมันหากนำไปขายพวกเจ้าคงได้หลายตำลึง” นางจางหญิงใจร้ายพูดกับชายฉกรรจ์คนคุมบ่อนที่สามีตนไปติดหนี้

“ไหนเจ้าลองไปนำเด็กคนนั้นขึ้นมาจากพื้นสิข้าขอดูใบหน้าของมันสักหน่อย หากหน้าตาดีจริงอย่างที่นางผู้นี้ว่าข้าจะยกหนี้ให้” หัวหน้าของคนคุมนักเลงกล่าว

หม่านซิงรู้สึกหวาดกลัวคนพวกนี้จนตัวสั่นแต่ในใจกลับด่าทอสาบแช่งผัวของตนกับคนพวกนี้อย่างไม่รู้ไปหาถ้อยคำอันหยาบคายมาจากไหนมากมาย

“ฉินเซียวเจ้าลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ไปกับคนพวกนี้เสียเจ้าจะได้กินอิ่มนอนอุ่น” หม่านซิงเดินเข้าไปหาลูกนอกไส้ก่อนจะกล่าวออกมา

เด็กน้อยที่ก้มตัวคลุกดินคลุกหญ้าอยู่กับพื้นเมื่อได้ยินถ้อยคำของนางจางผู้ใจดำเด็กหญิงถึงกับสบถในใจ เชอะเจ้าคิดหลอกใครกันหากข้าเป็นเด็กโง่เหมือนเมื่อก่อนคงหลงเชื่อเจ้าไปแล้ว

หากมันมีอาหารกินดีมีที่นอนอุ่นใยเจ้าไม่ส่งลูกสาวสุดที่รักของเจ้าไปเองเล่า หากข้าได้ไปกับพวกชั่วนี้จริงชีวิตก็คงยิ่งกว่าตกนรกเป็นแน่

“ทะ...ท่านแม่ขะ...ข้าเจ็บมาก” เด็กวัยแปดหนาวเริ่มแสร้งทำเป็นเจ็บปวดเอามือที่เริ่มมีแผลผุผองมาจับตามใบหน้าและลำคอ

“เจ้าเป็นอะไร ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะเจ็บป่วย เมื่อชั่วครู่ข้ายังเห็นเจ้าเป็นปกติดีอยู่เลยเลิกเสแสร้งได้แล้ว” จางหม่านซิง กล่าวสีหน้าถมึงทึง

“เร็วเข้า พวกข้าไม่มีเวลามารอเจ้าทั้งวันหรอกนะ” หัวหน้าชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่เอ่ยเร่งสีหน้าหยามหยัน

“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบให้นางลุกขึ้นพวกท่านได้โปรดใจเย็น ๆ” นางจางตัวสั่นกับเสียงดังของคนพวกนี้ดังนั้นนางจึงรีบกระชากตัวเด็กหญิงขึ้นทันที

และเมื่อนางเห็นใบหน้าของลูกนอกสายเลือดหน้าของนางก็ผงะด้วยความตกใจ ก่อนที่นางจางจะกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ

“ผี!” นางจางรีบผลักตัวฉินเซียวให้ห่างจากตัวก่อนที่หล่อนจะวิ่งหนีออกมาโดยทิ้งระยะห่างจากเด็กหญิงพอสมควร

“เจ้าจะเล่นงิ้วให้ใครดูกันหากไม่ยอมมอบเด็กก็ต้องมอบเงินหรือจะให้พวกข้าตัดมือสามีเจ้า” หัวหน้าอันธพาลรู้สึกไม่สบอารมณ์กล่าวออกมาด้วยความหงุดหงิด

“เด็ก ท่านเอาตัวนางเด็กนั่นไปเลย” ฉินหย่งละล่ำละลักพลางชี้นิ้วไปทางฉินเซียวที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเหมือนหวาด กลัวแต่แท้จริงนางกำลังแอบหัวเราะต่างหาก

“เจ้าไปนำตัวเด็กมาพวกเราจะได้รีบกลับ คนบ้านนี้ช่างเป็นคนอำมหิตแม้กระทั่งลูกก็ขายได้ลงคอ” หัวหน้าอันธพาลชี้มือไปที่ลูกน้องร่างผอมก่อนกล่าวออกมาอย่างเย้ยหยันพร้อมถมน้ำลายลงพื้นเฉียดเท้าของฉินหย่ง

ชายเจ้าบ้านแม้สีหน้าจะหวาดกลัวหัวหน้าคุมบ่อนคนนี้ แต่ภายในใจกลับสาปแช่งด่าทอที่พวกมันพูดเสียงดังทำให้บัดนี้ชาวบ้านต่างพากันมาเมียงมองยังบ้านของเขา อีกทั้งยังกระซิบกระซาบคาดเดาเหตุการณ์กันอย่างสนุกปาก

“เหวอ! ผีหลอกข้า ผีหลอก” ชายร่างผอมลูกน้องหัวหน้าโจรเมื่อเห็นหน้าของฉินเซียวชัดเจนตะโกนเสียงหลงออกมา

“ผีบ้าผีบออะไร หากข้าไม่เห็นอะไรนะเจ้าโดนดีแน่” คนเป็นหัวหน้าคาดโทษพลางสืบเท้าเข้าไปใกล้เด็กหญิงที่ยังคงก้มหน้าสะอื้นไห้อยู่อย่างน่าสงสาร

“เจ้าเงยหน้าขึ้น หากเชื่อฟังข้าจะให้เจ้าได้กินอิ่มหากไม่... เหวอ!” ยังไม่ทันที่ชายร่างใหญ่ผู้นี้จะกล่าวจบและเมื่อเขาเห็นใบหน้าของเด็กหญิงเจ้าตัวก็รีบกระโดดหนีส่งเสียงร้องเสียงดังตามลูกน้องของมัน และเมื่อมันตั้งสติของตัวเองได้ชายร่างใหญ่ก็ส่งสายตาดุดันใบหน้าถมึงทึงไปหาสองผัวเมียที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างกัน

“เจ้าสองคนอยากตายใช่หรือไม่ คิดจะย้อมแมวขายสินค้าให้ข้าอย่างนั้นเหรอ นี่นะเหรอเด็กที่เจ้าว่าหน้าตาดีน่ารักน่าเอ็นดู” หัวหน้าคุมบ่อนตวาดเสียงกร้าวปานฟ้าจะถล่มออกมา

“คะ...คือว่านางหน้าตาหมดจดงดงามจริงนะขอรับ” ฉินหย่งที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นรีบแย้ง

“หน้าตาดีหมดจดบ้านเจ้านะสิ นางหน้าเละเป็นผีแบบนี้จะขายได้ยังไง วันนี้หากเจ้าไม่มีเงินก็จงหาของมีค่ามาไม่อย่างนั้นก็ทิ้งมือของเจ้าไว้หนึ่งข้างเลือกเอา” หัวหน้าอันธพาลโกรธจนตัวสั่นส่งเสียงดังออกมาอีกหน

“หม่านซิงที่ท่านผู้นี้พูดมันหมายความว่ายังไง” ฉินหย่งหันหน้าไปถามภรรยาที่ได้มาจากความไม่ตั้งใจด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ยังไม่ทันที่เมียผู้นอนเคียงหมอนมาหลายปีจะตอบคำใดก็ได้มีเสียงเล็ก ๆ ของฉินเซียวดังขึ้นเสียก่อน

“ทะ...ท่านพ่อข้าเจ็บเจ้าค่ะ แสบร้อนไปหมดเลย” เด็กหญิงวัยแปดหนาวคิดว่าคงถึงเวลาที่เจ้าตัวจะแสดงโฉมหน้าให้ผู้คนดู นางจึงแสร้งเรียกบิดาไม่จริงเสียงเครือพร้อมเงยหน้าขึ้นหันไปทางสองสามีภรรยาผู้โหดร้าย

เวลานี้ไม่ใช่เพียงแต่ฉินหย่งเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ชาวบ้านที่กำลังชมเรื่องสนุกอยู่พวกเขาก็พากันตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน ที่เห็นใบหน้าผอมของเด็กหญิงเต็มไปด้วยเม็ดหนองอย่างไม่มีช่องว่าง

“ผี! ข้ากลัวแล้วพวกข้าไม่อยู่แล้ว” เสียงชาวบ้านต่างพากันแตกตื่นหนีหายไปจนไม่เหลือคนนอกอีก

“นี่มันอะไรกัน ทำไมหน้าเจ้าถึงได้เป็นแบบนี้ ไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ มันจะต้องเป็นของปลอมแน่เจ้าไปล้างหน้าเสีย” ฉินหย่งแม้จะรู้สึกหวาดกลัวใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝีหนองพวกนั้นกล่าวตะกุกตะกัก

เด็กหญิงน้ำตาไหลมีสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะทำตามที่บิดาใจร้ายบอก แต่ยิ่งน้ำโดนใบหน้าแผลผุพองก็ยิ่งแดงก่ำน้ำหนองเองก็เหมือนจะยิ่งไหลออกมาคราวนี้ยิ่งทำให้ชายฉกรรจ์รู้สึกเดือดดาลมากขึ้นไปอีก และความอดทนของเขาก็หมดลง

“เอามือของเจ้ามาซะเสียเวลาข้ามามากแล้ว” ชายร่างใหญ่หยิบมีดดาบที่ส่องแสงประกายแวววาวออกมา

“ไม่ข้ายังมีลูกสาวอีกคนข้ารับรองว่าคนนี้หน้าตาไม่มีริ้วรอยใด ๆ อย่างแน่นอน” ฉินหย่งตะโกนออกมาสุดเสียงน้ำหูน้ำตาไหลอย่างน่าสมเพช

จางหม่านซิงเมื่อได้ยินถ้อยคำของสามีนางก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ไม่ได้นางจะให้ใครมาเอาตัวแก้วตาดวงใจของนางไปได้ยังไงนางไม่ยอม

“ข้ามีเงินเจ้าบอกมาว่าต้องการเงินเท่าไหร่ข้าไม่ยอมให้ลูกสาวแก่พวกเจ้าหรอก” นางจางรีบกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว

“หนึ่งตำลึงเงินรีบไปนำเงินมาซะหากช้ามือของสามีเจ้าขาดแน่” ผู้เป็นหัวหน้าข่มขู่

“ทำไมถึงเป็นหนึ่งตำลึงเงินกันข้าติดท่านห้าสิบอีแปะเพียงเท่านั้น” ฉินหย่งกล่าวออกมาอย่างไม่ยอม

“ดอกเบี้ยและค่าเสียเวลายังไงล่ะ ทำไมหรือเจ้าจะจ่ายเป็นมือข้าก็ไม่ขัดหรอกนะ” ชายร่างใหญ่เงื้อดาบในมือขึ้นสูง อีกครั้ง

“ไม่ ๆ หม่านซิงเจ้ารีบไปเอาเงินมาสิจะให้ข้ากลายเป็นคนพิการหรือยังไง” ผู้เป็นสามีรีบหันไปตวาดเมีย

นางจางที่ได้ยินจำนวนเงินหนึ่งตำลึงเงินนางกำลังรู้สึกหน้ามืด ภายในใจก็สาปแช่งด่าทอบรรพบุรุษของครอบครัวสามีอย่างเดือดดาลนี่มันเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของนางในตอนนี้ เลยนะ

แต่จะไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะนางจำใจต้องรักษาบุตรสาวตัวน้อยของตนเอาไว้ หากบุตรอันเป็นที่รักเป็นอะไรไปจะให้นางอยู่ได้อย่างไรกัน

หญิงชั่วผู้นี้คงลืมไปแล้วว่าตัวเองยังรักลูกแล้วคนอื่นจะไม่รักบุตรในอุทรของตนได้เยี่ยงไร นางถึงกล้าไปพรากเด็กน้อยออกมาจากอ้อมอกแม่อีกทั้งยังเอามาทารุณกรรมแบบนี้

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 360

    “พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 359

    นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 358

    ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 357

    “ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 356

    “เฮ้อ! พวกท่านช่างไม่เข้าใจจิตใจของหญิงสาว หากเป็นข้า ข้าก็จะทำแบบเดียวกับพี่สะใภ้รองเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเข้าข้างนาง” ฉินเซียวมองหน้าสามีกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจหญิงสาวผู้ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคนดีโจวเหวินหยุนผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจคำพูดของภรรยาแต่เขาไม่คิดถาม

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 355

    “ท่านพี่ ท่านบอกข้ามาตามตรงพี่รองของข้ามีเรื่องอะไรที่เขาต้องปรึกษากับท่านเป็นการส่วนตัว” ฉินเซียวเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ที่กำลังวางคางเกยยังหัวไหล่ขาวเนียนของตน“น้องหญิงเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามกับเขาโดยตรง” เหวินหยุนเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข ทำให้หญิงสาวผู้ที่ต้องการสนทนาได้แต่เอามือน้อยปัดป้องในสิ่งที่เขากำลัง

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 4

    เด็กหญิงได้ลงมือถอดถุงเท้าของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ออกจากนั้นเธอก็บีบเลือดพิษออกจากบาดแผลและล้างด้วยน้ำเปล่าที่ได้สหายผู้วิเศษเสกกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำใส่เอาไว้ให้ ก่อนที่จะนำยาสมุนไพรของตนโปะลงไปยังบาดแผลที่เริ่มเปลี่ยนสีนั้นเมื่อหนิงลี่ได้สัมผัสถึงความเย็นของตัวยาที่ซึมเข้าบาดแผลของตนก็ทำให้นางได้มีสต

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 3

    “อร่อยไหมเจ้าเด็กอัปลักษณ์” เสียงเล็กเหมือนเด็กอายุประมาณสี่ห้าขวบถามกับผู้ที่ผูกจิตวิญญาณกับตัวเองออกมา“อืม อร่อยมากเลย” ฉินเซียวที่กำลังเคี้ยวเนื้อปลาในปากตุ้ย ๆ ตอบอย่างลืมตัว แต่หลังจากนั้นเด็กหญิงก็ชะงักค้างพร้อมเงยหน้าขึ้นจากปลาในมือ“อร่อยแล้วทำไมไม่กินต่อล่ะ หากไม่อิ่มข้าจะเรียกปลาขึ้นมาให้

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 2

    ‘ทำไมฉันได้กลิ่นตุ ๆ มันช่างเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์เอาเสียเลย นี่ท่านเทพแห่งดวงชะตาส่งฉันกลับมาตอนไหนคงจะไม่ใช่ตอน...หรอกใช่ไหม’ เด็กหญิงร่างผอมใบหน้าเหลืองอย่างคนขาดสารอาหารที่กำลังหลับตาบ่นพึมพำในใจก่อน ที่เธอจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาของตน แต่แล้วหล่อนก็ต้องหลับตาลงไปใหม่เพื่อพยายามมองสิ่งที่อยู่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 1

    ฉินเซียวผู้ซึ่งเป็นตัวประกอบในนิยายเรื่องที่รักยอดดวงใจ เธอได้ตกตายลงจากความเจ็บป่วยไร้คนในครอบครัวของสามีสนใจ ทำให้ได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนนานอยู่นับพันปีก่อนที่วิญญาณของนางจะได้รับความรู้มาจากยุคอนาคตจากการติดตามเด็กหญิงผู้หนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนด้วยความสงสัยตั้งแต่เด็กคนนี้เริ่มเข้าโรงเรี

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status