Masukรถม้าของจวนเซียวเคลื่อนเข้ามาหยุดที่ลานหน้าประตูใหญ่ สตรีสองนางก็ลงจากรถม้าเดินหายเข้าไปในจวนโดยไม่เอ่ยคำให้มากความเพราะต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยอยู่แล้ว
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงศาลาพักอันเป็นจุดพักระหว่างสองทางเดินแยกภายในจวนก็ต้องหยุดชะงักทันใด
ที่โต๊ะไม้เล็กปรากฎเป็นเซียวเหยียนหลงนั่งนิ่งอย่างไม่รู้อารมณ์ใด เขาดื่มชาเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะปรายตามามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเลย
อีกฝั่งของโต๊ะคือเวินซื่อฟาง มารดาของเขา นั่งตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนไม่แม้แต่จะจิบชารื่นรมย์ได้อย่างบุตรชายของนาง
ชิงหรูชะงักเท้าพร้อมกับยอบกายคารวะตามธรรมเนียม เช่นเดียวกับอี้หลันที่อยู่ข้าง ๆ
สายตาของเวินซื่อฟางเหลือบมองชิงหรูก่อนเสียงตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่เห็นได้ไม่มากทันใด
“คุกเข่าลง สำนึกในความผิดเสีย!”
ชิงหรูขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงถูกบอกให้สำนึกความผิด นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้าสับสนปนความเหนื่อยล้า
“ลูกสะใภ้ทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้อง...”
ยังไม่ทันได้กล่าวต่อจนจบ บ่าวชายสองคนก็เข้ามาขนาบหลัง ก่อนจะกดบ่าให้นางทรุดลงบนพื้นทางเดินหินแข็ง เสียงตึงของเข่ากระแทกพื้นยังดังไม่เท่าความปวดในอกที่ถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านแม่! จะทำเช่นนี้กับพี่สะใภ้เพื่อสิ่งใดกันเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นหรือ!”
เวินซื่อฟางไม่ตอบคำถามของลูกสาวแต่อย่างใด นางยังคงจ้องชิงหรูด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เสี่ยวเฉินที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงก็กำลังจะเข้ามาประคองเจ้านายของตนขึ้น แต่กลับถูกบ่าวอีกคู่สกัดไว้จนไม่อาจเข้ามาช่วยนางได้
ชิงหรูเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยสายตาแดงก่ำฉายชัดถึงความไม่เข้าใจที่ตนกำลังเผชิญ
ในขณะที่ทุกเสียงดังวุ่นวายรอบตัวแต่เซียวเหยียนหลงยังคงนั่งนิ่ง จิบชาเงียบ ๆ ไม่เอ่ยคำใด การกระทำผิดแผกเช่นนี้ทำให้ชิงหรูเริ่มคิดแล้วว่าการที่นางถูกลงโทษเช่นนี้มาจากบุรุษผู้นี้ !
ชิงหรูรู้สึกเหมือนกำลังจมลงสู่ห้วงลึกของบึงโคลน ทั้งร่างถูกกดไว้
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดข้อสงสัยของชิงหรูก็ได้ข้อพิสูจน์ เสียงเยือกเย็นแช่แข็งใจคนได้ดังขึ้นก้อง
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องย้ายไปที่ค่ายทหาร อยู่ในความดูแลของนายทหารฝึกวินัย ควบคุมพฤติกรรมตนให้เหมาะสม”
ชิงหรูชะงัก ดวงตาไหววูบอย่างคนกำลังประมวลสิ่งที่ได้ยินอยู่
อันใดคือให้สตรีนางหนึ่งไปอยู่ที่ค่ายทหาร ! นางทำผิดอันใดต้องไปที่แห่งนั้นด้วย สถานที่อันเปรียบเสมือนสถานที่แห่งความหวาดกลัวของนาง...
“เหตุใด…ข้าผู้นี้ทำความผิดอันใดหรือ หากท่านแม่ไม่บอกข้าก็ไม่คิดยินยอมเจ้าค่ะ!
น้ำเสียงของนางอ่อนลงอย่างคนยอมถอยอีกหนึ่งก้าว แต่ก็ไม่ใช่การถอยจนมุมแต่นางกำลังตั้งใจคุยด้วยเหตุผลต่างหาก
เวินซื่อฟางส่งเสียง หึ ในลำคอ แววตาเดือดดาลเต็มเปี่ยมนี้ทำให้ยามเอื้อนเอ่ยดูราวกำลังตะคอกชิงหรูอยู่
“เจ้ายังกล้าถามอีกหรือ วันก่อนก็ละเลยหน้าที่ของตน วันนี้ต่อหน้าผู้คนในงาน เจ้ากล้าใกล้ชิดกับบุรุษอื่น ทั้งที่สามีเจ้าอยู่ในงานเดียวกันก็ไม่ทำหน้าที่ที่ตนควรทำ! เช่นนี้ยังไม่คู่ควรให้ข้าลงโทษเจ้าอีกหรือ?!” เวินซื่อหยุดหอบหายใจชั่วครู่ “เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่ได้ร่วมงานด้วย แล้วไม่มีผู้ใดเล่าให้ข้าฟังว่าเจ้าทำอย่างไรบ้างในงานวันนี้!?”
ชิงหรูเหยียบยิ้มอย่างเข้าใจแล้ว ที่แท้ที่นางถูกลงโทษก็เพราะเพียงนางไม่ใช่ชิงหรูที่ตามเอาใจ และขะมักเขม้นทำตามคำสั่งของแม่สามีและทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีนี่เอง
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดท่านแม่ไม่กล่าวลงโทษบุตรชายของท่านบ้างเล่า ข้ากลับจวนช้าเพียงวันเดียวแต่เขากลับแทบไม่มาเหยียบจวนด้วยซ้ำ ข้าไม่ทำหน้าที่ฮูหยินจวนเซียวที่ดีแล้วบุตรชายของท่านทำหน้าที่สามีที่ดีแล้วหรือ? ละ...”
ชิงหรูอ้าปากจะอธิบายต่ออีกมากมายที่นางมีให้พูด แต่ก็หยุดไปในที่สุด...
นางรู้ดีว่าไม่ว่าคำใดจะหลุดจากปาก ย่อมไม่มีใครยอมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ยิ่งนางพูดไปมีแต่จะเพิ่มบทลงโทษให้ตนเพียงเท่านั้น
จวนแห่งนี้นอกจากจะไม่ใช่ตระกูลของนางแล้ว ยังไม่มีใครเข้าข้างนางอีกด้วย หากไม่นับเสี่ยวเฉินที่เป็นบ่าวของนางน่ะนะ
“อย่างไรข้าก็ทำให้พวกท่านไม่พอใจอยู่แล้ว จะลงโทษอันใดก็ทำเถอะเจ้าค่ะ”
เวินซื่อฟางที่นิ่งอย่างตกตะลึงไปครู่หนึ่งกลับมากระแอมหาเสียงตัวเองเจออีกครา นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกร้าวสะท้านก้องศาลาพัก
“แม้เจ้าจะเป็นสะใภ้ที่ข้าโปรดปรานก็ตาม หากเจ้าจะสร้างแต่ความอับอายให้สกุลเซียว ข้าย่อมไม่อาจปกป้องเจ้าได้อีกเช่นกัน”
พูดจบก็หมุนตัวจากไปทันที
ชิงหรูหลุบตาลงต่ำ สายตาและท่าทางของนางทำราวกับไร้วิญญาณอยู่ตรงนี้ เหลือเพียงกายหยาบให้พวกเขาชักจูงไปทุกที่เท่านั้น
บ่าวอาวุโสของเวินซื่อฟางที่กำลังตามเจ้านายออกไปกล่าวเสริมอย่างแผ่วเบาราวหวังดีเต็มเปี่ยม
“นับว่าฮูหยินใหญ่ยังเมตตาฮูหยินน้อยนะเจ้าคะ หากมิใช่ให้ไปฝึกวินัยในค่าย แล้วส่งท่านไปอยู่ที่สำนักชีที่ใคร ๆ ก็รู้ว่านั่นไม่ต่างจากถูกทอดทิ้งตลอดชีวิตก็ดีเท่าไรแล้วเจ้าคะ อ้อ แล้วอีกอย่างโอกาสนี้ฮูหยินน้อยก็ใช้มันใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพเสียหน่อยก็คงจะดีไม่น้อยนะเจ้าคะ”
คำพูดนั้นเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งแทงในชิงหรูซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายไอ้ที่บอกว่าปราณีนางแล้วก็ยังแฝงมาด้วยคำสั่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้อยู่ดี...
สุดท้ายเป็นเซียวเหยียนหลงที่ลุกขึ้นจากที่นั่ง เอ่ยประโยคแรกกับนางโดยตรงแต่กลับต้องเป็นประโยคที่สร้างความหนาวเหน็บให้จิตใจของนางยิ่งนัก
“เก็บของให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.)...จะมีคนมารับเจ้าไปค่ายทหาร”
เขากล่าวจบแล้วก็สะบัดชายชุดสีดำทมึนไม่ต่างจากจิตใจผู้สวมใส่และเดินจากไป...
ชิงหรูนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ริมหน้าต่างเรือนของตนเองอย่างไม่ไหวติงมานานแล้ว ชิงหรูในยามนี้เหมือนร่างไร้วิญญาณ
เสี่ยวเฉินจัดแจงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างนางอย่างเงียบงัน เมื่อชาเย็นก็เปลี่ยนใหม่ให้โดยไม่รบกวนเจ้านายแม้แต่ครึ่งคำ เพียงเฝ้าดูดวงหน้าขาวซีดของชิงหรูที่หลบสายตาไว้ใต้เปลือกตาบางตลอด
นัยน์ตานั่นสะท้อนเงาแห่งความเหนื่อยล้าอย่างหนักหนา
มิใช่เพราะความเหน็ดเหนื่อยของกาย แต่เป็นเพราะใจที่บอบช้ำถึงขีดสุด
ครู่หนึ่ง…ในความเงียบที่อึดอัด ดั่งแม่น้ำไร้ทางไหล คำเอ่ยแรกของชิงหรูก็ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับลมพัดต้องดอกเหมยแห้งให้ปลิดปลิว
“เสี่ยวเฉิน…หากวันหนึ่งข้าหย่ากับท่านแม่ทัพ เจ้าจะยังตามข้าไปหรือไม่”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่มีแววประชด มีเพียงความว่างเปล่าราวกับใจที่ล่องลอยไปไกลเกินจะกลับคืน
เสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง นางอ้าปากจะกล่าวสิ่งใด แต่ถ้อยคำทั้งมวลกลับจุกอยู่ที่ลำคอ หัวใจพลันร่วงหล่นราวใบไม้แห้งในฤดูหนาว
“คุณหนู...ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? หย่า...จะได้อย่างไรกัน…”
ชิงหรูยังไม่ตอบในทันที นางเพียงเหลือบสายตามองออกไปยังเงาใบไม้ที่ปลิวอยู่ในสวน
...ชาติก่อน นางเติบโตมาในสถานเลี้ยงกำพร้า ไร้ญาติ ไร้คนเหลียวแล ต้องกินข้าวเพียงลำพัง ...นางนึกเสมอว่า หากวันหนึ่งมีครอบครัวเป็นของตนเองก็คงดี
ทว่าเมื่อมีครอบครัวเช่นนี้กลับเจ็บยิ่งกว่าอยู่เพียงลำพังเสียอีก
เสี่ยวเฉินน้ำตาคลอเบ้าอย่างบ่าวที่ไม่อยากให้เจ้านายเป็นเช่นตอนนี้
“ฮูหยิน...ท่านเคยช่วยชีวิตบ่าว ท่านคือเจ้านายที่บ่าวยอมถวายชีวิต บ่าวย่อมไปกับท่านทุกหนทุกแห่ง แต่...หากหญิงใดหย่าจากสามี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่านที่ไม่มีตระกูลเดิมคอยหนุนหลัง อนาคตย่อมลำบากอย่างที่สุดนะเจ้าคะ”
“นั่นคือสิ่งที่ข้ารู้...” ชิงหรูกล่าวพร้อมยิ้มเจือจาง “ข้าเพียงถามเจ้าไว้ ก่อนถึงเวลาที่คนผู้นั้นมาข้ายังพอมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมเงินอยู่ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นไป”
...วันใดที่นางมีกำลังพอเลี้ยงตน นางถึงจะลาจากจวนนี้ หากนับจากที่นักเขียนเล่าไว้กว่านางเอกในนิยายจะกลับมาก็อีกหลายเดือน
ครู่ต่อมา นางถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปมองเสี่ยวเฉิน
“วันนี้...พอแค่นี้เถิด ใจข้าอ่อนล้าเกินจะรับอะไรอีก วันพรุ่งนี้เราจะต้องเข้าค่ายทหารเป็นที่รวมของบุรุษผู้แข็งกร้าว เราต้องเตรียมตัวอีกมาก”
นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างชิงหรูคนเดิมที่ไม่กลัวต่อความยากลำบากแล้ว
“เจ้านำถุงเงินนี้ไปให้พ่อบ้านฉี บอกให้หาคนในค่ายทหารคอยช่วยเหลือข้าแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม”
เสี่ยวเฉินรับคำอย่างแข็งขันทันที
“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”
นับจากคืนนี้...ไม่ว่าจะต้องเผชิญอันใดที่ค่ายทหารนั่น นางก็จะใช้มือสองข้างนี้ผ่านพ้นไปให้ได้
บทที่ 14มองข้า จนกว่าข้าจะหลับเสียงตะโกนโห่ร้องของทหารดังกระหึ่มทั่วลานฝึกยามบ่าย ในขณะที่ทหารกำลังฝึกการยกน้ำหนักโดยใช้ถุงทรายเป็นน้ำหนักเสริม แววตาของเหยียนหลงก็เหลือบไปยังทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายณ ปลายสายตา มีเงาสามคนปรากฏเคลื่อนไหวไปยังทางลำธารที่ใช้ซักล้างผักเนื้อในครัวภาคสนาม นำหน้าโดยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ท่าทางคุ้นเคยนัก สวมชุดขุนนางสีน้ำหมึก ท่วงท่าสบายตามแบบคนไม่เคยลำบาก ริมฝีปากเขายกยิ้มขณะเอี้ยวตัวพูดกับสตรีผู้หนึ่งที่เดินข้างกันเขาจับจ้องภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ สายตาเจือความเคร่งขรึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“นั่นใคร” เหยียนหลงเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาผู้ช่วยหานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองตามสายตานายพลแล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“คุณชายหลิงขอรับ ดูเหมือนวันนี้เขาจะขอไปดูงานฝ่ายเสบียง เพราะบอกว่าอยากเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย”“ฝ่ายเสบียง” เหยียนหลงทวนถ้อยคำเบา ๆ ดวงตาเข้มข้นขึ้นอีกส่วนหนึ่งนาง…ก็อยู่ตรงนั้นเขาเห็นร่างในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำหมึกสบายตาของชิงหรูในหมู่พวกเขา สตรีผู้เป็นภรรยาที่เขาไม่ยอมรับ คนที่เขาเคยเมินเฉยตั้งแต่วันแรกที่นางเหยียบเท้าเข้าจวนเซียว
บทที่ 13ญาติผู้น้องมาเยี่ยมเยียนรุ่งอรุณวันใหม่เริ่มต้นขึ้น กลิ่นข้าวหุงใหม่ลอยคลุ้งเคล้าไอร้อนโจ๊กในหม้อใหญ่ บรรยากาศในค่ายทหารวันนี้แม้ยังเย็นเยียบด้วยลมต้นฤดู แต่ภายในกระโจมกลับอบอวลด้วยกลิ่นอันชวนให้น้ำลายสอเหล่าทหารทยอยกันเข้ามาในแถวรับอาหารเช้าตามลำดับ เสียงพูดคุยแผ่วเบาสลับเสียงหัวเราะดังอยู่เป็นระยะชิงหรูกำลังเร่งมือใส่เครื่องปรุงทีละหยิบอย่างคล่องแคล่ว มืออีกข้างจัดชามไม้เตรียมตัก โจ๊กในหม้อกลายเป็นสีขาวข้นนวลน่ากิน ตัดกับผักซอยละเอียดที่โปรยหน้าอยู่บนน้ำซุป ท่ามกลางไอน้ำร้อนริน เสี่ยวเฉินหอบผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ มือถือทัพพีไม่มั่นนัก แต่อย่างน้อยก็รู้หน้าที่ดีขึ้นกว่าวันก่อน ๆทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นใกล้ทางเข้ากระโจมชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาในเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแต่ไม่หรูหรา ใบหน้าคมคาย ผิวขาวสะอาดสะอ้านผิดจากทหารทั่วไป ร่างสูงโปร่งปราดเปรียว ดวงตาเปล่งแสงแปลกประหลาดที่แตกต่างจากบุรุษในค่ายสายตาเขาไล่ไปจนถึงเบื้องหน้า... ยังลู่ชิงหรู ผู้ที่กำลังตักโจ๊กให้กับทหารในแถว ใบหน้าที่ขาวละมุน คิ้วเรียว ดวงตาลุ่มลึก และกิริยาที่เรียบสงบ จนแม้จะสวมชุด
บทที่ 12แม่ครัวขวัญใจทหารแสงแดดยามบ่ายคล้อยลาลับหลังคากระโจมแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายนั้นเงียบสงบสมกับตำแหน่งสูงสุดของผู้ครองค่าย เมื่อแม่ทัพเซียวเหยียนหลงกลับมาถึงภายในกระโจม ร่างสูงสง่าเดินเข้าไปนั่งประจำที่โดยไม่เอ่ยวาจาใด ท่าทางสุขุมเย็นชาเช่นทุกวันบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตรงหน้า มีถาดอาหารเรียงรายอยู่ครบถ้วน มีกับข้าวสามจาน น้ำแกงหนึ่งถ้วย และข้าวสวยหุงร้อนกลิ่นหอมชัดเจน ความเรียบง่ายที่ดูสะอาดตา กลับแฝงกลิ่นหอมอบอุ่นบางอย่างที่ไม่เคยมีในแต่ก่อนแม่ทัพเซียวใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูเค็มผัดพริกลงช้า ๆ ลิ้มรสเงียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้า ทว่าเพียงคำแรก กลับรู้สึกเหมือนรสชาติกลมกล่อมและลงตัวกว่าที่เคย กระดูกหมูตุ๋นฟักทองในถ้วยข้าง ๆ กลับหอมหวานจนแม้แต่ไอร้อนยังอบอวลจมูก “หานเจิ้งหลิว” เสียงทุ้มนิ่งเรียกขึ้นนายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของกระโจมรีบก้าวออกมาประสานมือคารวะ“ขอรับ”“อาหารเหล่านี้...จัดไว้เฉพาะข้าหรือว่า...ในค่ายทุกนายได้กินเช่นนี้”เซียวเหยียนหลงไม่ได้เงยหน้าขึ้น สีหน้ายังเรียบนิ่ง แต่แววตาใต้ขนตายาวนั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยเจือระแวดระวังหานเจิ้งหลิวชะ
บทที่ 11นี่หรือ...สตรีของท่านแม่ทัพ?เสียงแตรเขาควายเรียกยามย่ำรุ่งก็ดังขึ้นทั่วค่าย ฝุ่นดินปลิวลอยบางเบาตามแรงลมที่โบกผ่านลานฝึกซ้อม เสียงรองเท้าทหารกระทบพื้นดินดังก้องเป็นจังหวะคล้ายเพลงของเหล่ากองทัพในมุมหนึ่งของกระโจมที่พักรวม ชิงหรูกับเสี่ยวเฉินลุกขึ้นเงียบ ๆ รอให้เหล่าทหารไปใช้ลำธารแระจำของค่ายล้างหน้าล้างตาเสร็จสิ้นก่อน พอฝูงคนซาลงพวกนางจึงค่อยเดินตามไปช้า ๆหลายวันที่ผ่านมา พวกนางได้รับหน้าที่ช่วยงานในกระโจมครัวของค่าย อาหารนับร้อยจานต้องเตรียมทั้งเช้าและเย็น วัตถุดิบส่วนใหญ่หยาบกระด้างผักใบแข็ง ข้าวสารป่นหยาบ และเนื้อหมูเค็มหนึ่งชิ้นบางทียังต้องแบ่งกันหลายสิบคนแรก ๆ เสี่ยวเฉินแทบล้มทั้งยืนเพราะไม่เคยจับมีดหั่นผักหั่นเนื้อสัตว์ด้วยตัวเองมาก่อน มือบางเต็มไปด้วยรอยแดงพองจากการถูกน้ำมันกระเด็น ทว่าชิงหรูนั้นกลับคล่องแคล่วราวกับสิ่งเหล่านี้นางทำมาแล้วร้อย ๆ รอบเช้านี้ทั้งสองคนมาที่ลำธารข้างค่าย เพื่อล้างผักสำหรับทำมื้อกลางวัน ชิงหรูก้มลงจัดเรียงผักก่อนจะยื่นมือไปช่วยเสี่ยวเฉินที่ยังล้างไม่สะอาด“อย่าขัดเพียงผิวนอก เจ้าต้องบี้โคลนออกจากรอยตัดเช่นนี้” นางว่า พลางสาธิตให้อย่างใจเ
บทที่ 10นางพักกระโจมเดียวกับพวกนายทหารอื่น !ชิงหรูในชุดผ้าสีทึม ใบหน้าซีดขาวไร้การแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมใด มือหนึ่งถือห่อผ้าขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเพียงเสื้อผ้าใช้สอยที่จำเป็นสองสามชุด ล้วนเป็นผ้าธรรมดาสีเรียบ มิมีแม้แต่งานปักหรือลวดลายใดใดเสี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือห่อผ้าอีกห่อหนึ่ง แยกใส่ข้าวต้มแห้ง ขนมเปี๊ยะไม่ใส่ไส้ และของกินที่เก็บได้นาน ซึ่งล้วนเป็นของที่นางเตรียมไว้ให้นายหญิงและตนเองเผื่อจะหิวในยามค่ำเบื้องหน้าคือรถม้าคันเก่าคันหนึ่ง ไม่ใช่รถม้าประจำจวนของเจ้านาย แต่ก็ยังดีที่มิใช่รถขนฟืนขนของเสียออกไปทิ้งนอกจวนเช่นกันชิงหรูยืนนิ่งรอจนรถม้าจอดสนิท นางถึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าขึ้น ก็มีเสียงตะโกนห้วน ๆ ดังขัดขึ้น“หยุด!”นายทหารร่างสูงคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถม้าคันนี้เอง เขาเป็นคนของค่ายทหาร ดูจากสีเสื้อที่สวมและท่าทีแข็งกระด้างไร้การเคารพย่ำเกรงนางที่เป็นฮูหยินของจวนแล้วพอเดาได้ว่าเหยียนหลงส่งมาแน่“ส่งสัมภาระมาให้ตรวจก่อน”ชิงหรูลังเลชั่วครู่ก่อนจะยื่นห่อผ้าให้แต่โดยดี แต่เสี่ยวเฉินกลับยื้อของไว้ในมือเล็กน้อย ดวงตาแสดงแววไม่ยินยอมอย่างชัดเจน เพรา
บทที่ 9นางได้คุยกับสามีจริง ๆ จัง ๆแล้วรถม้าของจวนเซียวเคลื่อนเข้ามาหยุดที่ลานหน้าประตูใหญ่ สตรีสองนางก็ลงจากรถม้าเดินหายเข้าไปในจวนโดยไม่เอ่ยคำให้มากความเพราะต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยอยู่แล้วเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงศาลาพักอันเป็นจุดพักระหว่างสองทางเดินแยกภายในจวนก็ต้องหยุดชะงักทันใดที่โต๊ะไม้เล็กปรากฎเป็นเซียวเหยียนหลงนั่งนิ่งอย่างไม่รู้อารมณ์ใด เขาดื่มชาเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะปรายตามามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเลยอีกฝั่งของโต๊ะคือเวินซื่อฟาง มารดาของเขา นั่งตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนไม่แม้แต่จะจิบชารื่นรมย์ได้อย่างบุตรชายของนางชิงหรูชะงักเท้าพร้อมกับยอบกายคารวะตามธรรมเนียม เช่นเดียวกับอี้หลันที่อยู่ข้าง ๆสายตาของเวินซื่อฟางเหลือบมองชิงหรูก่อนเสียงตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่เห็นได้ไม่มากทันใด“คุกเข่าลง สำนึกในความผิดเสีย!”ชิงหรูขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงถูกบอกให้สำนึกความผิด นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้าสับสนปนความเหนื่อยล้า“ลูกสะใภ้ทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้อง...”ยังไม่ทันได้กล่าวต่อจนจบ บ่าวชายสองคนก็เข้ามาขนาบหลัง ก่อนจะกดบ่าให้นางทรุดลงบนพื้นทาง







