Se connecterรถม้าของจวนเซียวเคลื่อนเข้ามาหยุดที่ลานหน้าประตูใหญ่ สตรีสองนางก็ลงจากรถม้าเดินหายเข้าไปในจวนโดยไม่เอ่ยคำให้มากความเพราะต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยอยู่แล้ว
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงศาลาพักอันเป็นจุดพักระหว่างสองทางเดินแยกภายในจวนก็ต้องหยุดชะงักทันใด
ที่โต๊ะไม้เล็กปรากฎเป็นเซียวเหยียนหลงนั่งนิ่งอย่างไม่รู้อารมณ์ใด เขาดื่มชาเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะปรายตามามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเลย
อีกฝั่งของโต๊ะคือเวินซื่อฟาง มารดาของเขา นั่งตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนไม่แม้แต่จะจิบชารื่นรมย์ได้อย่างบุตรชายของนาง
ชิงหรูชะงักเท้าพร้อมกับยอบกายคารวะตามธรรมเนียม เช่นเดียวกับอี้หลันที่อยู่ข้าง ๆ
สายตาของเวินซื่อฟางเหลือบมองชิงหรูก่อนเสียงตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่เห็นได้ไม่มากทันใด
“คุกเข่าลง สำนึกในความผิดเสีย!”
ชิงหรูขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงถูกบอกให้สำนึกความผิด นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้าสับสนปนความเหนื่อยล้า
“ลูกสะใภ้ทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้อง...”
ยังไม่ทันได้กล่าวต่อจนจบ บ่าวชายสองคนก็เข้ามาขนาบหลัง ก่อนจะกดบ่าให้นางทรุดลงบนพื้นทางเดินหินแข็ง เสียงตึงของเข่ากระแทกพื้นยังดังไม่เท่าความปวดในอกที่ถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านแม่! จะทำเช่นนี้กับพี่สะใภ้เพื่อสิ่งใดกันเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นหรือ!”
เวินซื่อฟางไม่ตอบคำถามของลูกสาวแต่อย่างใด นางยังคงจ้องชิงหรูด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เสี่ยวเฉินที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงก็กำลังจะเข้ามาประคองเจ้านายของตนขึ้น แต่กลับถูกบ่าวอีกคู่สกัดไว้จนไม่อาจเข้ามาช่วยนางได้
ชิงหรูเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยสายตาแดงก่ำฉายชัดถึงความไม่เข้าใจที่ตนกำลังเผชิญ
ในขณะที่ทุกเสียงดังวุ่นวายรอบตัวแต่เซียวเหยียนหลงยังคงนั่งนิ่ง จิบชาเงียบ ๆ ไม่เอ่ยคำใด การกระทำผิดแผกเช่นนี้ทำให้ชิงหรูเริ่มคิดแล้วว่าการที่นางถูกลงโทษเช่นนี้มาจากบุรุษผู้นี้ !
ชิงหรูรู้สึกเหมือนกำลังจมลงสู่ห้วงลึกของบึงโคลน ทั้งร่างถูกกดไว้
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดข้อสงสัยของชิงหรูก็ได้ข้อพิสูจน์ เสียงเยือกเย็นแช่แข็งใจคนได้ดังขึ้นก้อง
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องย้ายไปที่ค่ายทหาร อยู่ในความดูแลของนายทหารฝึกวินัย ควบคุมพฤติกรรมตนให้เหมาะสม”
ชิงหรูชะงัก ดวงตาไหววูบอย่างคนกำลังประมวลสิ่งที่ได้ยินอยู่
อันใดคือให้สตรีนางหนึ่งไปอยู่ที่ค่ายทหาร ! นางทำผิดอันใดต้องไปที่แห่งนั้นด้วย สถานที่อันเปรียบเสมือนสถานที่แห่งความหวาดกลัวของนาง...
“เหตุใด…ข้าผู้นี้ทำความผิดอันใดหรือ หากท่านแม่ไม่บอกข้าก็ไม่คิดยินยอมเจ้าค่ะ!
น้ำเสียงของนางอ่อนลงอย่างคนยอมถอยอีกหนึ่งก้าว แต่ก็ไม่ใช่การถอยจนมุมแต่นางกำลังตั้งใจคุยด้วยเหตุผลต่างหาก
เวินซื่อฟางส่งเสียง หึ ในลำคอ แววตาเดือดดาลเต็มเปี่ยมนี้ทำให้ยามเอื้อนเอ่ยดูราวกำลังตะคอกชิงหรูอยู่
“เจ้ายังกล้าถามอีกหรือ วันก่อนก็ละเลยหน้าที่ของตน วันนี้ต่อหน้าผู้คนในงาน เจ้ากล้าใกล้ชิดกับบุรุษอื่น ทั้งที่สามีเจ้าอยู่ในงานเดียวกันก็ไม่ทำหน้าที่ที่ตนควรทำ! เช่นนี้ยังไม่คู่ควรให้ข้าลงโทษเจ้าอีกหรือ?!” เวินซื่อหยุดหอบหายใจชั่วครู่ “เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่ได้ร่วมงานด้วย แล้วไม่มีผู้ใดเล่าให้ข้าฟังว่าเจ้าทำอย่างไรบ้างในงานวันนี้!?”
ชิงหรูเหยียบยิ้มอย่างเข้าใจแล้ว ที่แท้ที่นางถูกลงโทษก็เพราะเพียงนางไม่ใช่ชิงหรูที่ตามเอาใจ และขะมักเขม้นทำตามคำสั่งของแม่สามีและทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีนี่เอง
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดท่านแม่ไม่กล่าวลงโทษบุตรชายของท่านบ้างเล่า ข้ากลับจวนช้าเพียงวันเดียวแต่เขากลับแทบไม่มาเหยียบจวนด้วยซ้ำ ข้าไม่ทำหน้าที่ฮูหยินจวนเซียวที่ดีแล้วบุตรชายของท่านทำหน้าที่สามีที่ดีแล้วหรือ? ละ...”
ชิงหรูอ้าปากจะอธิบายต่ออีกมากมายที่นางมีให้พูด แต่ก็หยุดไปในที่สุด...
นางรู้ดีว่าไม่ว่าคำใดจะหลุดจากปาก ย่อมไม่มีใครยอมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ยิ่งนางพูดไปมีแต่จะเพิ่มบทลงโทษให้ตนเพียงเท่านั้น
จวนแห่งนี้นอกจากจะไม่ใช่ตระกูลของนางแล้ว ยังไม่มีใครเข้าข้างนางอีกด้วย หากไม่นับเสี่ยวเฉินที่เป็นบ่าวของนางน่ะนะ
“อย่างไรข้าก็ทำให้พวกท่านไม่พอใจอยู่แล้ว จะลงโทษอันใดก็ทำเถอะเจ้าค่ะ”
เวินซื่อฟางที่นิ่งอย่างตกตะลึงไปครู่หนึ่งกลับมากระแอมหาเสียงตัวเองเจออีกครา นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกร้าวสะท้านก้องศาลาพัก
“แม้เจ้าจะเป็นสะใภ้ที่ข้าโปรดปรานก็ตาม หากเจ้าจะสร้างแต่ความอับอายให้สกุลเซียว ข้าย่อมไม่อาจปกป้องเจ้าได้อีกเช่นกัน”
พูดจบก็หมุนตัวจากไปทันที
ชิงหรูหลุบตาลงต่ำ สายตาและท่าทางของนางทำราวกับไร้วิญญาณอยู่ตรงนี้ เหลือเพียงกายหยาบให้พวกเขาชักจูงไปทุกที่เท่านั้น
บ่าวอาวุโสของเวินซื่อฟางที่กำลังตามเจ้านายออกไปกล่าวเสริมอย่างแผ่วเบาราวหวังดีเต็มเปี่ยม
“นับว่าฮูหยินใหญ่ยังเมตตาฮูหยินน้อยนะเจ้าคะ หากมิใช่ให้ไปฝึกวินัยในค่าย แล้วส่งท่านไปอยู่ที่สำนักชีที่ใคร ๆ ก็รู้ว่านั่นไม่ต่างจากถูกทอดทิ้งตลอดชีวิตก็ดีเท่าไรแล้วเจ้าคะ อ้อ แล้วอีกอย่างโอกาสนี้ฮูหยินน้อยก็ใช้มันใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพเสียหน่อยก็คงจะดีไม่น้อยนะเจ้าคะ”
คำพูดนั้นเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งแทงในชิงหรูซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายไอ้ที่บอกว่าปราณีนางแล้วก็ยังแฝงมาด้วยคำสั่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้อยู่ดี...
สุดท้ายเป็นเซียวเหยียนหลงที่ลุกขึ้นจากที่นั่ง เอ่ยประโยคแรกกับนางโดยตรงแต่กลับต้องเป็นประโยคที่สร้างความหนาวเหน็บให้จิตใจของนางยิ่งนัก
“เก็บของให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.)...จะมีคนมารับเจ้าไปค่ายทหาร”
เขากล่าวจบแล้วก็สะบัดชายชุดสีดำทมึนไม่ต่างจากจิตใจผู้สวมใส่และเดินจากไป...
ชิงหรูนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ริมหน้าต่างเรือนของตนเองอย่างไม่ไหวติงมานานแล้ว ชิงหรูในยามนี้เหมือนร่างไร้วิญญาณ
เสี่ยวเฉินจัดแจงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างนางอย่างเงียบงัน เมื่อชาเย็นก็เปลี่ยนใหม่ให้โดยไม่รบกวนเจ้านายแม้แต่ครึ่งคำ เพียงเฝ้าดูดวงหน้าขาวซีดของชิงหรูที่หลบสายตาไว้ใต้เปลือกตาบางตลอด
นัยน์ตานั่นสะท้อนเงาแห่งความเหนื่อยล้าอย่างหนักหนา
มิใช่เพราะความเหน็ดเหนื่อยของกาย แต่เป็นเพราะใจที่บอบช้ำถึงขีดสุด
ครู่หนึ่ง…ในความเงียบที่อึดอัด ดั่งแม่น้ำไร้ทางไหล คำเอ่ยแรกของชิงหรูก็ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับลมพัดต้องดอกเหมยแห้งให้ปลิดปลิว
“เสี่ยวเฉิน…หากวันหนึ่งข้าหย่ากับท่านแม่ทัพ เจ้าจะยังตามข้าไปหรือไม่”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่มีแววประชด มีเพียงความว่างเปล่าราวกับใจที่ล่องลอยไปไกลเกินจะกลับคืน
เสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง นางอ้าปากจะกล่าวสิ่งใด แต่ถ้อยคำทั้งมวลกลับจุกอยู่ที่ลำคอ หัวใจพลันร่วงหล่นราวใบไม้แห้งในฤดูหนาว
“คุณหนู...ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? หย่า...จะได้อย่างไรกัน…”
ชิงหรูยังไม่ตอบในทันที นางเพียงเหลือบสายตามองออกไปยังเงาใบไม้ที่ปลิวอยู่ในสวน
...ชาติก่อน นางเติบโตมาในสถานเลี้ยงกำพร้า ไร้ญาติ ไร้คนเหลียวแล ต้องกินข้าวเพียงลำพัง ...นางนึกเสมอว่า หากวันหนึ่งมีครอบครัวเป็นของตนเองก็คงดี
ทว่าเมื่อมีครอบครัวเช่นนี้กลับเจ็บยิ่งกว่าอยู่เพียงลำพังเสียอีก
เสี่ยวเฉินน้ำตาคลอเบ้าอย่างบ่าวที่ไม่อยากให้เจ้านายเป็นเช่นตอนนี้
“ฮูหยิน...ท่านเคยช่วยชีวิตบ่าว ท่านคือเจ้านายที่บ่าวยอมถวายชีวิต บ่าวย่อมไปกับท่านทุกหนทุกแห่ง แต่...หากหญิงใดหย่าจากสามี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่านที่ไม่มีตระกูลเดิมคอยหนุนหลัง อนาคตย่อมลำบากอย่างที่สุดนะเจ้าคะ”
“นั่นคือสิ่งที่ข้ารู้...” ชิงหรูกล่าวพร้อมยิ้มเจือจาง “ข้าเพียงถามเจ้าไว้ ก่อนถึงเวลาที่คนผู้นั้นมาข้ายังพอมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมเงินอยู่ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นไป”
...วันใดที่นางมีกำลังพอเลี้ยงตน นางถึงจะลาจากจวนนี้ หากนับจากที่นักเขียนเล่าไว้กว่านางเอกในนิยายจะกลับมาก็อีกหลายเดือน
ครู่ต่อมา นางถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปมองเสี่ยวเฉิน
“วันนี้...พอแค่นี้เถิด ใจข้าอ่อนล้าเกินจะรับอะไรอีก วันพรุ่งนี้เราจะต้องเข้าค่ายทหารเป็นที่รวมของบุรุษผู้แข็งกร้าว เราต้องเตรียมตัวอีกมาก”
นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างชิงหรูคนเดิมที่ไม่กลัวต่อความยากลำบากแล้ว
“เจ้านำถุงเงินนี้ไปให้พ่อบ้านฉี บอกให้หาคนในค่ายทหารคอยช่วยเหลือข้าแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม”
เสี่ยวเฉินรับคำอย่างแข็งขันทันที
“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”
นับจากคืนนี้...ไม่ว่าจะต้องเผชิญอันใดที่ค่ายทหารนั่น นางก็จะใช้มือสองข้างนี้ผ่านพ้นไปให้ได้
บทที่ 29แผนร้ายของชิงหยาเช้าตรู่ก่อนที่แสงอรุณจะขึ้นพ้นขอบฟ้า ลู่ชิงหรูก็ออกจากบ้านพร้อมกับเสี่ยวเฉิน ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตลาดสดในตรอกลึกด้านตะวันตกของเมือง ที่นั่นเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบของพ่อค้าหาบเร่และชาวบ้านร้านตลาด ไม่หรูหราแต่ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับร้านเล็กอย่างของนางชิงหรูคลุมผ้าอย่างเรียบร้อย ไร้การแต่งแต้มสีสันบนใบหน้ายามมองมาไม่หวือหวาแต่กลับงดงามดูสะอาดสะอ้าน ข้างตัวมีเสี่ยวเฉินหอบตะกร้าสานเดินตามอยู่ไม่ห่าง ทั้งสองจอดแวะร้านขายเนื้อหมูสด กลิ่นเลือดจาง ๆ โชยมาตามลม“เอาเนื้อครึ่งชั่ง กับตับอีกนิด” นางบอกพลางหยิบถุงผ้าส่งให้แม่ค้าหญิงขายเนื้อมองนางแล้วแค่นหัวเราะเบา ๆ ทันที สตรีที่งดงามไม่เหมือนชายบ้านเช่นนี้ใครเล่าจะจำไม่ได้“โฮะ ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ในอดีตถึงขั้นต้องมาซื้อของตลาดเองหรือ…ช่างเป็นเกียรติเสียจริง”น้ำเสียงเสียดแทงทำให้เสี่ยวเฉินหน้าเปลี่ยน ตาเริ่มแข็ง แต่ชิงหรูกลับรับของแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางแทนอย่างไม่ใส่ใจ“ราคาตามป้ายหรือมีอะไรพิเศษให้คนเคยแต่งงานแล้วแต่ถูกหย่าบ้างหรือไม่?”หญิงขายเนื้อชะงักไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะหยันแต่ก็ไม่กล้าพูดต่อ นางเอกจ่ายเงินและพา
บทที่ 28พานางกลับมายามโพล้เพล้ของเมืองหลวง แสงอาทิตย์เอียงต่ำทอดผ่านหน้าร้านเล็ก ๆ ในตรอกแห่งหนึ่ง บนป้ายไม้เขียนด้วยพู่กันว่า หอข้าวหอม กลิ่นกับข้าวหอมฉุยลอยกรุ่นอบอวลไปทั่วบริเวณลู่ชิงหรูในชุดสีกลางดูธรรมดาขัดกับใบหน้าสดใสผุดผาด กำลังใช้กระบวยตักน้ำแกงราดลงบนข้าวสวยร้อนให้ชายชราที่เพิ่งกลับจากไปทำงานผู้หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้“ระวังร้อนนะเจ้าคะ”ร้านของนางมีโต๊ะไม้สามตัว กับม้านั่งเก่า ๆ ไม่กี่แถบ เสี่ยวเฉินช่วยดูแลร้านส่วนอื่น มีเสี่ยวเอ้อหนุ่มร่างเล็กวิ่งรับคำสั่งด้วยความคล่องแคล่ว ถึงจะเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ แต่บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองจนผู้คนแน่นทุกวัน และแม้จะทำกำไรได้ไม่มากเท่าการส่งผงปรุงรสให้ราชสำนัก แต่นางก็รู้สึกเป็นสุขที่ได้ลงมือปรุงกับมือ ให้ผู้คนชนชั้นล่างได้อิ่มท้องในราคาย่อมเยาว์นางคือร้านอาหารขายข้าวราดหลายอย่างที่ทำไว้ก่อนแล้ว พอลูกค้ามาก็เลือกกับข้าวและตักให้ทันใจร้านเปิดจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า เหลือเพียงกับข้าวเล็กน้อย ขณะที่เสี่ยวเฉินกำลังจะล้างชามเตรียมเก็บร้าน เสียงฝีเท้าเรียงกันเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากปากตรอกเสียก่อนพวกเขามากันอีกแล้ว...“เหลือเท่าใดพว
บทที่ 27ข้าก็ไม่คิดจะแต่งกับใครอีก“พี่ใหญ่!” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงแววเตือน “ปล่อยนางเถอะขอรับ”หลิงชวนยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามายืนระหว่างทั้งสองมือข้างหนึ่งจับแขนญาติผู้พี่ที่ตลอดชีวิตนี้เราทั้งสองแข่งกันมาโดยตลอดทว่าก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่ไปกว่านั้นก็เป็นชิงหรูที่เอ่ยเสียงสั่นเครือ“ช่วยพาข้าออกไปที” นางพูดโดยไม่แม้จะมองเซียวเหยียนหลงเลย...“แน่ใจแล้วหรือ?”หลิงชวนถามย้ำ ขณะที่เอี้ยวตัวมองสตรีร่างบอบบางสบเข้ากับนแววตาที่ไม่สั่นไหวของนาง เขาก็พยักหน้า แล้วหันกลับไปสบตากับพี่ชายตนเซียวเหยียนหลงยืนนิ่ง มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว สายตาจ้องมองสองคนที่ยืนคุยกันราวไม่มีคนอื่นก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบพาลให้คนรอบข้างหนาวสะท้าน“หากเจ้ากล้าก้าวออกไปพร้อมหลิงชวนวันนี้...อย่าคิดว่าจะได้กลับมาอีก”น้ำเสียงของเขาเหมือนมีดที่กรีดผ่านหัวใจคน แม้ดูสงบเรียบแต่สั่นสะเทือนถึงกระดูก แน่นอนว่าคำพูดนั่นไม่ทำให้ชิงหรูหันกลับไป นางหมุนกายเดินจากออกมาอย่างไม่ลังเล...ระหว่างทางนั้นชิงหรูเดินผ่านอดีตแม่สามีเวินซื่อฟางที่ได้ยินทุกอย่างขณะกำลังจะเข้ามาก็ถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยินลูกสะใภ้ที
บทที่ 19เหตุใดนางถึงได้ตัวร้อนเป็นไฟเช่นนี้รุ่งอรุณของวันใหม่ค่อย ๆ สาดแสงลอดผืนผ้าของกระโจมเข้ามา อากาศเย็นยามเช้ากระทบผิวพาให้ร่างบางบนเตียงหนาวสะท้านเล็กน้อยชิงหรูลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภายในกระโจมเงียบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ร่างของบุรุษผู้ครอบครองเตียงนี้ หาได้อยู่เคียงข้างนางไม่เขา…คงไม่แม้จะนอนร่วมเตียงกับนางเลยสินะก็ไม่ได้น่าประหลาดใจ เพราะรู้แต่แรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขามิเคยมีคำว่า รัก เกิดขึ้นแม้แต่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำว่านาง…เป็นเพียงของสิ่งหนึ่ง ของที่เขาหวงและไม่ยอมให้ใครแตะต้องก่อนตนเองก็เท่านั้นชิงหรูหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างฝืนใจ...ก็ดีเหมือนกัน จากที่คิดจะย้อนกลับบัดนี้นอกจากทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตรอดแล้ว ชิงหรูก็จะไม่ไปใส่ใจเรื่องอื่นใดอีกชิงหรูพยุงร่างลุกจากเตียง เนื้อตัวยังระบมและอ่อนล้าในทุกฝีก้าว ความเจ็บที่แล่นผ่านส่วนล่างของร่างกายทำให้นางต้องเม้มริมฝีปากไว้แน่น เพื่อมิให้หลุดเสียงครางออกมาค่ำคืนที่ผ่านมานั้น…นางไม่อาจหลอกตนเองได้ว่ามันอ่อนโยน หากแต่มันเป็นผลจากแรงโทสะของบุรุษผู้นั้น เป็นการสั่งสอนเป็นการประกาศสิท
บทที่ 26ท่านแม่ทัพได้โปรดลงนามด้วย...ใต้เงาไม้อันเงียบสงัด ร่างสูงใหญ่ของเซียวเหยียนหลงเดินก้าวอย่างรวดเร็วไปตามแนวทางเดิน เขาไม่ได้มีจุดหมายใด เพียงแต่ต้องการให้ลมตีหน้าเพื่อลดอารมณ์ที่พุ่งทะยานจนไม่อาจควบคุมเมื่อครู่มือหนากำแน่นจนเส้นเอ็นโป่งพอง ยังรู้สึกถึงแรงข่วนบนหน้า… แผลเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันเจ็บยิ่งกว่ายามดาบเฉือน เขาไม่รู้ว่าเจ็บเพราะแผลหรือเพราะสายตาที่นางมองเขาในยามนั้นกันแน่…“เจ้าเป็นของของข้า…”คำพูดที่เอ่ยออกไปด้วยความโมโหยังดังก้องอยู่ในหัว แต่เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง เขากลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเหตุใดเขาจึงโกรธถึงเพียงนั้น?เขาหึง… อย่างที่นางว่าหรือ?สมองของเขาเถียงขึ้นมาทันที ราวกับไม่อาจยอมรับคำตอบเสียศักดิ์ศรีเช่นนั้น เซียวเหยียนหลงผู้ไม่เคยพ่ายต่อหญิงใด จะมายอมรับว่าตนหึงนางเพียงเพราะนางไปพบบุรุษอื่นน่ะหรือ?ไร้สาระ !เขาคำรามเบา ๆ กับตัวเอง แล้วขบกรามแน่น ราวจะบดขยี้ความคิดนั้นให้มลายหายไป“ข้าเพียง…ไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องของของข้าเท่านั้น”ใช่… เขาโน้มน้าวตัวเองเช่นนั้น ความรู้สึกอึดอัดในอกนั้น…มันคือความไม่พอใจที่ของ ๆ เขาถูกแตะต้อง ไม่ใช่เพราะ…หัวใจเขาหวั่น
บทที่ 25ฮูหยินเช่นข้าไม่มีหัวใจหรืออย่างไรลู่ชิงหรูที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากรถม้าไม่ทันได้พักเหนื่อยดี ก็ถูกสาวใช้มาเชิญให้ไปยังห้องรับรองพบกับแม่สามีดวงตาของชิงหรูหรี่ลงเพียงครู่ แต่ก็ก้าวตามไปโดยไม่เอ่ยให้มากความ ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องรับรอง พลันสายตาก็สบกับร่างของบุคคลที่นางไม่คิดว่าจะพบในเวลานี้...หนิงชิงหยาหญิงสาวในชุดบางเบาสีงาช้างนั่งอยู่ข้างเวินซื่อฟาง สีหน้าทั้งสองแลดูสดใสรื่นเริงจนน่าประหลาดใจ… โดยเฉพาะคนเป็นแม่สามีที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีวาจานุ่มนวลกับตนเช่นนี้มาก่อนแต่กลับมองให้ชิงหยาอย่างง่ายดาย“ชิงหรู เจ้ามาแล้ว” เหวินซื่อฟางเอ่ยเสียงละมุนผิดวิสัย “พี่ชายของชิงหยากลับถึงเมืองหลวงแล้ว แม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติ แล้วก็ตั้งใจให้เจ้าเป็นคนดูแลงานทั้งหมด”การจัดการในจวนนี้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นฮูหยินตระกูลเซียวเช่นชิงหรูอยู่แล้วก็จริง แต่ที่ไม่ปกติคือเหตุใดสกุลเซียวถึงต้องจัดการเลี้ยงฉลองให้คนสกุลหนิงด้วย...ทว่านางที่อยู่ในฐานะไม่ต่างจากคนที่มาอิงอาศัยก็ได้แต่รับคำนั่นล่ะ“เจ้าค่ะ ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”เมื่อล่ำลาออกมาจากห้องรับรอง ลู่ชิงหรูก็คิดจะเด
บทที่ 18ข้าจะตอบสนองในสิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอด“ลงโทษฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า!” เขากระซิบเสียงต่ำ พร้อมทั้งโน้มกายลงประทับรอยจุมพิตร้อนระอุไว้บนลาดไหล่ที่เพิ่งเปลือยเปล่าไร้ผ้าคลุม ดวงตาเขาหลุบลงมองผิวขาวเนียนที่เริ่มปรากฏตรงหน้าอย่างลุ่มหลงราวมีวิญญาณอื่นใดสิงริมฝีปากที่เคยกดลงด้วยความโกรธ กลับแ
บทที่ 24เจรจาธุรกิจกับองค์ชายสามยามค่ำคืนหลายวันมานี้ช่างหนักหนาสำหรับชิงหรูยิ่งนักสองขาสั่นระริกแม้เพียงแค่ขยับตัวเบา ๆ รอยแดงช้ำจาง ๆ ยังคงแต้มอยู่ตามตัว และส่วนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุดกลางกายก็บอบช้ำเกินรับไหวแล้วทุกค่ำคืนตั้งแต่ชิงหรูกลับมาอยู่ที่จวนเซียวเขาจะลักลอบแอบมาในห้องของนางเสมอ ร่า
บทที่ 10นางพักกระโจมเดียวกับพวกนายทหารอื่น !ชิงหรูในชุดผ้าสีทึม ใบหน้าซีดขาวไร้การแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมใด มือหนึ่งถือห่อผ้าขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเพียงเสื้อผ้าใช้สอยที่จำเป็นสองสามชุด ล้วนเป็นผ้าธรรมดาสีเรียบ มิมีแม้แต่งานปักหรือลวดลายใดใดเสี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือห่อผ้าอีกห่อหนึ่ง แยกใส่ข้
บทที่ 22ข้านอนไม่หลับ“ฮูหยินลู่ เชิญมาดื่มชาด้วยกันสิเจ้าคะ” เสียงใสกังวานของหญิงสาวสดใสดังขึ้น เรียกนางให้หยุดแม้ชิงหรูจะพยายามเดินเบี่ยงออกไปแล้วก็ตามชิงหรูถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ“ขออภัย ข้ามีเรื่องให้ต้องไปจัดการ พ่อบ้านฉีคงมีเรื่องให้ข้าดูอีกมาก… ข้าไม่ได้อยู่จวนมาหลายวันแล้วน่ะเชิญกัน







