LOGINทางด้านองค์รัชทายาทหลังจากร่วมรักกับไท่จื่อเฟยไปหลายรอบ เขาก็มานั่งจิบสุราอย่างผ่อนคลายอยู่ในอ่างน้ำอุ่น ที่ส่งไอร้อนคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ในเมื่อข้าไม่ได้ครอบครอง พวกเจ้าก็ไปรักกันในนรกเถิด หมิงอ๋อง จ้าวซีฮั่น พวกเจ้าสองคนไม่ควรมีชีวิตรอดกลับมา เสนาบดีฟู่ท่านเป็นขุนนางที่ซื่อตรงเกินไป หากว่าข้าขึ้นครองบัลลังก์คงควบคุมท่านได้ยาก อันฉีเจ้ามันใฝ่ต่ำเลือกหมิงอ๋องสมควรแล้วที่จะต้องตาย
รัชทายาทยกจอกสุรามาหมุนอย่างช้า ๆ ก่อนจะกระดกที่เดียวหมดจอก ก่อนนางกำนัลจะรินเพิ่มให้เขาอย่างรู้หน้าที่ แต่เขากลับกระชากนางกำนัลลงมาในอ่างน้ำอย่างดิบเถื่อน แต่ดูเหมือนนางกำนัลผู้นี้จะถูกใจจนหัวเราะคิกคักออกมาอย่างมีจริต “องค์รัชทายาทยังไม่อิ่มอีกหรือเพคะ?” “เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยอิ่มกับเรื่องบนเตียง ไท่จื่อเฟยยามนี้หมดแรงไปต่อไม่ไหว เห็นทีว่าเจ้าคงต้องมาเติมเต็มให้ข้าเสียแล้ว” นางกำนัลที่ปรนนิบัติรัชทายาทมานาน รู้นิสัยรัชทายาทเป็นอย่างดีว่า เขาเป็นคนที่คลั่งไคล้ในเรื่องกามารมณ์มากเพียงใด นางกำนัลในตำหนักถูกเขาจับขึ้นเตียงหมดทุกคน แต่นางกำนัลทุกคนก็เต็มใจเป็นอย่างดี เพราะคาดหวังเอาไว้ กับอนาคตในวันข้างหน้า หากองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ พวกนางอาจถูกแต่งตั้งให้เป็นสนมในตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งไม่ว่าตำแหน่งใดพวกนางก็พอใจทั้งนั้น รัชทายาทจับนางกำนัลหันหลัง ก่อนจะจับมังกรที่พร้อมออกศึกอีกครั้ง ดันเข้าไปที่ร่างของนางกำนัลคนสนิทจนสุดลำ เขาครางออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะเริ่มกระแทกกระทั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น จนไท่จื่อเฟยที่นอนหมดแรงอยู่บนเตียงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เป็นอีกครั้งที่นางทนอารมณ์ร่วมรักของเขาไม่ไหวจนผล็อยหลับไปเสียทุกครั้ง จนเขาต้องเรียกนางกำนัลมาปรนนิบัติ นางยอมรับว่านางไม่อึดขนาดนั้น นางไม่ได้เสียใจที่เขาเรียกนางกำนัลเข้ามาปรนนิบัติ ดีเสียอีกนางจะได้ไม่ต้องมาทนรับการเสพสมจากเขาให้เหนื่อยกาย อันฉีที่นั่งอยู่บนรถม้า ถูกลมพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง ก็ผล็อยหลับด้วยความง่วงงุน จากนั้นนางก็ฝันเห็นว่า คนร้ายบุกมาในยามที่ทุกคนกำลังหลับ ทุกคนลุกขึ้นต่อสู้อย่างตกใจ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ชายผู้หนึ่งยกดาบขึ้นสูง ก่อนจะฟันไปที่ร่างของเสนาบดีฟู่ เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูด “กรี๊ดด ท่านพ่อ!” อันฉีสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ องค์หญิงรีบเข้ามากอดปลอบทันที “อันฉีน้อยฝันร้ายหรือ?” อันฉีพยักหน้าหงึกหงัก ภายในใจยังคงเต้นแรงด้วยความตกใจและหวาดกลัว หรือว่านางจะฝันเห็นลางบอกเหตุ ไม่นะ! ท่านพ่อท่านต้องไม่เป็นอะไร “จอดรถม้า” อันฉีตะโกนบอกคนขับรถม้าทันที คนขับรถม้าจึงส่งสัญญาณบอกท่านอ๋องที่อยู่หน้าขบวน เขาจึงควบม้ากลับมาทันที เขาเปิดม่านหน้าต่างออกอย่างเป็นกังวล “ เกิดอะไรขึ้นหรือ?” “หม่อมฉันฝันร้ายเพคะ ท่านอ๋อง… เราพักกันสักครู่ หากว่าสิ่งที่หม่อมฉันฝันเห็นเป็นลางบอกเหตุ เราต้องหาวิธีรับมือเพคะ” “อืมได้” หมิงอ๋องหันไปส่งสัญญาณบอกแม่ทัพจ้าว เขาจึงรีบควบมากลับมา จากนั้นอันฉีและองค์หญิงก็ก้าวลงมาจากรถม้า แล้วตรงไปนั่งยังใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนอันฉีจะเริ่มเล่าความฝันให้ทุกคนฟัง “บุกมาสังหารในยามค่ำคืนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” จ้าวซีฮั่นพอได้ฟังก็เริ่มวิเคราะห์อย่างเคร่งเครียด “หากพวกเขาบุกมาในยามวิกาล พวกเราคงต้องให้คนของเราตรึงกำลังเฝ้ายาม ต่อจากนี้คงทนหลับไม่สนิทไปสักพัก” หมิงอ๋องเอ่ยขึ้นมาบ้าง อันฉีนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิดมาสังหารในยามค่ำคืน ทุกคนหลับใหลกันหมดแม้จะมีเวรยามแต่ย่อมเสียเปรียบ นางจะหาวิธีรับมืออย่างไรดีนะ แค่เพียงความฝัน ที่เห็นบิดาถูกคมดาบฟันจนเลือดพุ่งกระฉูด ใจนางก็เจ็บปวดแหลกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี นางจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด ทุกคนเห็นนางนั่งเงียบก็ไม่กล้ารบกวน เพราะคิดว่านางคงมีเรื่องที่ต้องคิดอย่างจริงจัง หมิงอ๋องจึงเอื้อมมาบีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ อันฉีจึงหันไปยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถัดจากนี้จะผ่านเมืองอะไรเพคะ” “อืมน่าเป็นเมืองตงไห่จากนั้นก็เป็นเมืองเชียงตง” “เราต้องแวะซื้อลวดและยางยืด” ทุกคนได้ฟังก็หันมามองนางอย่างแปลกใจ นางจะซื้อลวดและยางยืดไปทำอะไรหรือ “เจ้าจะซื้อเอาไปทำอะไรหรืออันฉีน้อย?” องค์หญิงหันมาถามด้วยความสงสัย “เราต้องทำค่ายกลเพื่อรับมือกับนักฆ่าเพคะ” “ค่ายกล!” ทุกคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน แต่ก็พวกเขาก็ตาเป็นประกายด้วยความสนใจ โดยเฉพาะแม่ทัพเจ้าและหมิงอ๋อง เพราะหากว่ามันได้ผลดีเขาจะนำไปใช้กับกองทัพ ในยามมีศึกสงคราม “พอซื้อมาแล้วหม่อมฉันจะทำให้ดูตัวอย่าง มันจะช่วยทุ่นแรงให้คนของเราได้มาก ในยามฉุกเฉินจะได้เตรียมตัวลุกขึ้นมาสู้ได้อย่างไม่เสียเปรียบมากนัก ลวดเส้นเล็ก ๆ สามารถเป็นอาวุธที่ร้ายแรง ยิ่งในค่ำคืนที่มองไม่เห็น จะเป็นเกราะป้องกันให้พวกเราได้เป็นอย่างดี” จ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋องได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นกับอาวุธแบบใหม่ ไม่รู้ว่าเป็นแบบใดแต่ฟังดูแล้วน่าสนใจมากเลยทีเดียว “เราแวะพักที่เมืองตงไห่หนึ่งคืนข้าจะให้คนไปซื้อมาเก็บเอาไว้” “หม่อมฉันต้องไปซื้อด้วยตัวเองเพคะพวกเขาอาจซื้อมาไม่ถูก” “ได้” การเข้าพักที่โรงเตี๊ยมที่เมืองตงไห่เป็นไปอย่างราบรื่นและปรกติดี อันฉีได้ของที่ต้องการที่นางอยากได้ วันนี้เป็นวันที่ห้าของการเดินทางแล้ว ยังเหลืออีกสิบวันที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองหลวง ตอนที่นางถูกแม่น้ำพัดไป ไม่คาดคิดว่าจะไปไกลถึงเมืองลั่วหยาง แต่ว่าก็เป็นไปได้เพราะสายน้ำไหลเชี่ยวมาก โชคดีที่นางและองค์หญิงไม่เป็นอะไร เช้าวันต่อมาทุกคนก็ออกเดินทางอีกครั้ง อันฉีซื้อเสบียงเอาไว้ในการเดินทาง อย่างเช่นผลไม้ อาหารแห้ง เครื่องเทศเครื่องปรุงต่าง ๆ เพื่อใช้ในยามที่ไม่ได้เข้าพักในโรงเตี๊ยม เมื่อเป็นเวลาบ่ายคล้อย อันฉีก็เริ่มกวาดตามองสองข้างทางว่า ตรงไหนจะเหมาะกับการพักแรม จนสุดท้ายจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋องก็พามาหยุดลงตรงจุดที่คนส่วนใหญ่มักหยุดพัก เพราะมีแม่น้ำและทุ่งหญ้าให้ม้าได้ดื่มน้ำและกินหญ้าอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







