LOGIN“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด
“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?” พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา” “อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” “เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยาะหยัน “แล้วท่านคิดว่าชีวิตของข้า ต้องชดใช้ด้วยอะไรถึงจะเพียงพอ” เมื่อทุกคนได้ยินก็ผงะด้วยความตกใจสุดขีด หมายความว่าอย่างไร! พวกเขาไม่ได้ส่งคนไปทำอะไรพระชายานะ หรือว่ามีใครในนี้ส่งคนไปจัดการพระชายาใช่หรือไม่ แย่แล้ว! “พระชายา! กระหม่อมได้รับจดหมายข่มขู่จากลี่จู นางบอกว่าหากไม่รีบกำจัดพระชายาและท่านเสนาบดีฟู่ นางจะเปิดเผยเรื่องที่พวกกระหม่อมจ้างให้นางเผาบัญชีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสาบาน กระหม่อมไม่ได้ส่งใครไปทำร้ายพระองค์อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเซี๊ยะเอ่ยขึ้นมาอย่างหวาดกลัวความผิดสุดขีด “กระหม่อมก็ยืนยันว่าไม่ได้ส่งใครไปทำร้ายพ่ะย่ะค่ะ” หลายตระกูลเอ่ยยืนยันขึ้นมาพร้อมกัน อันฉีมองพวกเขาด้วยสีหน้าเยียบเย็น เสนาบดีฟู่จึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง “พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงพวกข้าถูกลอบสังหารกี่ครั้ง?” “อะไรนะ!” ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด “ท่านเสนาะฟู่ ข้าไม่รู้เรื่องนี้ความผิดข้ามีเพียงเรื่องเดียวคือจ้างลี่จูเผาบัญชี” เสนาบดีถังลนลานรีบเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนเขาจะหันไปเอ่ยเสียงดัง “ใครส่งคนไปทำร้ายก็รับสารภาพมาสิ ข้าไม่เกี่ยวข้องด้วยนะ” “ใช่ ๆ ใครทำก็รีบสารภาพความผิดมาซะ อย่าให้พวกข้ามีความผิดไปด้วย” เสนาบดีฟู่ยกมือขึ้นบอกให้ทุกคนเงียบเสียงลง “อันฉียามนี้แต่งกับหมิงอ๋องกลายเป็นคนของราชวงศ์ไปแล้ว การลบหลู่เบื้องสูงถือว่ามีความผิดร้ายแรง โทษคือประหารชีวิต” ทุกคนได้ยินก็ยิ่งหวาดกลัวอย่างหนัก รีบก้มคำนับทันที “ท่านอ๋อง พระชายา เรื่องนี้กระหม่อมไม่รู้เรื่อง โปรดตรวจสอบให้ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ” “เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร… หากว่าใครช่วยข้า หาคนที่ส่งมือสังหารไปลอบฆ่าพวกข้าได้ หนี้สินที่ค้างอยู่ข้าจะลดให้ครึ่งหนึ่ง” อันฉีเอ่ยขึ้นมาอย่างใจป้ำ ทำเขาพวกเขาตาลุกวาว ลดหนี้สินเหลือครึ่งหนึ่ง น่าสนใจไม่น้อยเลย “พระชายากระหม่อมจะช่วยหาคนร้ายพ่ะย่ะค่ะ” “หม่อมฉันก็จะช่วยหาคนร้ายเพคะ” ทุกคนพร้อมใจกันเอ่ยออกมา เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ส่งคนไปทำร้ายพระชายาจริง ๆ พวกเขาต้องช่วยหาหลักฐานมายืนยัน เสนาบดีเสิ่นยามนี้ร่างกายสั่นเทา เขาพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ ไม่มีใครส่งคนไปเลยสักคน ถ้าเช่นนั้นก็คงมีเขาคนเดียว สวรรค์ตระกูลเสิ่นจบสิ้นแล้ว เมื่อพวกเขากลับไปกันหมดแล้ว เสนาบดีฟู่ก็บอกเจาเฉิงให้ไปลากฟู่ฮูหยิน ฟู่จือหยวน และอี้ซวนเข้ามา เขาขังพวกนางเอาไว้ตั้งแต่เขาจากไป และสั่งคนคอยให้ข้าวให้น้ำจนกว่าเขาจะกลับมา โครม! สามร่างถูกโยนลงไปตรงหน้าอันฉี ทุกคนกวาดตามองหมิงอ๋อง เสนาบดีฟู่ และคนสุดท้ายคือฟู่อันฉี ไม่สิตอนนี้นางคือพระชายาหมิงอ๋อง ทุกคนร่างกายเริ่มสั่นด้วยหวาดกลัวความผิด “พระชายา หม่อมฉันเพียงคิดจะจับพระชายาไปเรียกค่าไถ่ ไม่ได้มีความคิดที่จะทำร้ายให้บาดเจ็บ หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ พระชายาโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ” “ท่านป้าลูกชายและน้องชายของท่านนำพาความเดือดร้อนมาให้ท่าน แต่ท่านยังก็ปกป้องจนไม่สนถูกผิด ทหารลากไปโบยคนละ20ไม้ ข้าจะเขียนใบตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลฟู่สายหลัก ท่านพ่อมีความเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ” “ข้าเห็นด้วยกับเจ้า” ปึก! ปึก! เสียงโบยดังเข้ามายังห้องโถง จากนั้นก็เงียบเสียงไป เพราะทหารองครักษ์ ลากพวกเขาไปโยนไว้หน้าจวน อันฉีถอนใจออกมา เป็นคนใจดีพวกเขาไม่ชอบ คงชอบให้นางร้ายกันสินะ เสนาบดีเสิ่นเดินไปเดินมาราวกับหนูติดจั่น นี่เขาจะทำอย่างไรดี ไม่คาดคิดเลยว่า จะมีเขาเพียงคนเดียวที่จ้างคนไปสังหาร ตระกูลเหล่านั้นต้องพยายามสืบหากันอย่างสุดความสามารถแน่ พระชายาลงทุนลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง เป็นใครจะไม่อยากได้ แล้วเขาจะทำอย่างไรดี เขาไม่น่าใจร้อนสั่งคนให้ไปสังหารเลย แค่จ้างลี่จูเผาบัญชีความผิดยังไม่เท่าไหร่ แต่ลอบสังหารเชื้อพระวงศ์โทษคือประหารชีวิต ไม่ได้เขาต้องรีบหนีไป “ท่านพี่เอาอย่างไรดีเจ้าคะ?” “เราคงต้องรีบหนีไป เก็บข้าวของเร็วเข้า” เขาเอ่ยด้วนท่าทีร้อนรน “เจ้าค่ะ” เสิ่นฮูหยินรีบเก็บข้าวของทันที แต่แล้วเสิ่นเยว่ซินก็ก้าวเข้ามา “ท่านแม่ท่านจะเก็บข้าวของไปไหนหรือเจ้าคะ” เสิ่นฮูหยินหันมาเห็นบุตรสาวก็น้ำตาคลอเบ้า ก่อนรีบสวมกอดนางเอาไว้ “ท่านพ่อของเจ้าส่งคนไปสังหารพระชายา ยามนี้พระชายากำลังเร่งตรวจสอบ พ่อกับแม่ต้องรีบหนีไป” “อะไรนะเจ้าคะ!” เสิ่นเยว่ซินตกใจแทบสิ้นสติ ลบหลู่เบื้องสูงและทำร้ายเชื้อพระวงศ์โทษคือประหารชีวิต แล้วนางจะมีความผิดไปด้วยหรือไม่ ท่านพ่อท่านทำอะไรลงไป “เจ้าอยู่ที่นี่รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี แม่กับพ่อคงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว” เสิ่นฮูหยินร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดใจ ตัวนางเองก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ “ท่านแม่!” เสิ่นเยว่ซินร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจและเสียใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนนางตั้งตัวไม่ทัน เหตุใดบิดาถึงทำเรื่องเช่นนี้ เหตุใดบิดาถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้ “ท่านแม่เหตุใดท่านถึงทำเรื่องเช่นนี้เจ้าคะ?” เสิ่นฮูหยินไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี หากตอบไปแล้วนางจะยิ่งเสียใจหรือไม่ แต่ถ้าไม่บอกนางก็คงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “เอ่อ…คือ แม่และบิดาของเจ้าไปกู้ยืมเงินตระกูลฟู่มาห้าหมื่นตำลึง พ่อของเจ้าก็เลย…” “เสร็จหรือยังฮูหยิน?” “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ เยว่ซินตั๋วเงินอยู่ในลิ้นชัก แม่คงต้องไปแล้ว” เสิ่นฮูหยินและเสนาบดีเสิ่นรีบจากไปอย่างเร่งรีบ จนเสิ่นเยว่ซินได้แต่มองตามด้วยน้ำตา ท่านพ่อไปกู้ยืมเงินตระกูลฟู่ เป็นเงินถึงห้าหมื่นตำลึง ถึงมารดาไม่ได้เอ่ยออกมา นางก็พอเดาได้บ้างแล้ว แล้วเช่นนี้พระชายาจะทำอย่างไร กับหนี้ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ ไม่นะ! นางต้องรีบหนีไป เยว่ซินรีบวิ่งไปดูเงินที่มารดาทิ้งเอาไว้ทันที สองพันตำลึงรวมกับเงินที่นางมีอีกสามพันตำลึง นางต้องรีบหนีไปก่อนที่พระชายาจะมายึดทุกสิ่งทุกอย่างอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







