LOGINอันฉีรีบกระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ตามมาด้วยองค์หญิงที่เป็นแม่ทัพจ้าวมารออุ้มลงจากรถม้า เพราะนางไม่มั่นใจในการกระโดดเท่าใดนัก ถึงแม้จะไม่สูงมากสามีผู้อยากเอาใจภรรยา ก็ไม่อยากให้องค์หญิงกระโดดลงไปเอง จึงอาสามายืนรอรับตลอดทุกครั้ง
อันฉีรีบเดินสำรวจพื้นที่พร้อมองครักษ์ที่เดินประกบนางทันที อันฉีมองพื้นที่ที่มีต้นไม้หลายต้นอย่างพอใจ ก่อนนางจะบอกให้หวงลู่กลับไปเอาลวดและหนังยางที่รถม้ามา นางบอกทุกคนให้ทำตามโดยการนำลวดมามัดขึงกับหนังยางเส้นใหญ่ นางจะทำคล้ายหนังสติ๊กในยุคปัจจุบัน แต่จะผูกติดกับต้นไม้ทั้งสี่ด้าน เมื่อถูกปล่อยออกไปความเร็วและแรงของลวดเส้นเล็ก ๆ จะคมดั่งกระบี่ที่สามารถตัดร่างของคนได้ แต่หากโดนบริเวณเสื้อผ้าก็อาจบาดเจ็บอย่างรุนแรงได้เช่นกัน ในเมื่อพวกเขาเริ่มก่อน ต่อไปนางก็จะไม่ยอมงอมืองอเท้ารอความตายอีกต่อไป ร้ายมาร้ายกลับไม่โกงอย่างแน่นอน คนเราเมื่อถึงจุดที่ต้องลุกขึ้นมาสู้ก็ไม่สนวิธีการเหมือนกัน อันฉีนำเชือกเส้นเล็กมาขึงในระยะห่างออกไป หากว่าใครเดินมาชนเข้าจะส่งเสียงเตือนทันที นางซื้อกระดิ่งมาห้อยเอาไว้ส่งเสียงเตือน ถึงแม้จะมีคนเป็นเวรยามเฝ้าตลอดเวลา แต่หากมีเสียงเตือนล่วงหน้าย่อมเตรียมรับได้ดีกว่าอย่างแน่นอน “เหนื่อยมั้ยลูกสาวพ่อ” ฟู่อันเฉิงเดินมาส่งน้ำดื่มให้บุตรสาว ที่ยามนี้ช่วยสี่องครักษ์ทำค่ายกลอย่างขะมักเขม้น “ก็พอไหวเจ้าค่ะ” อันฉีรับน้ำมาดื่มก่อนจะเริ่มอธิบายให้ บิดา หมิงอ๋อง แม่ทัพจ้าวและคนอื่นได้เข้าใจ “เราจะดึงลวดให้ตึงคล้ายสายธนู แล้วนำมาผูกไว้กับต้นไม้ตรงกลางต้นนี้ เชือกเส้นเล็กที่ไกลออกไปจะเป็นตัวส่งสัญญาณหากใครเดินเตะมัน พวกเราจะได้เตรียมตัวตั้งรับกันได้ทันท่วงที เมื่อคนร้ายเข้ามาใกล้เราจะตัดเชือกที่ดึงลวดเอาไว้ แรงดีดอย่างแรงจะทำให้ลวดคมมาก สามารถตัดคอคนได้ ในระหว่างที่พวกเขาเสียหลัก พวกเราก็ใช้เวลานั้นออกไปจัดการพวกเขาเจ้าค่ะ” แปะ แปะ ทุกคนปรบมือให้นางทันที วีธีแยบยลมากจริง ๆ จ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋องหันไปมองหน้ากันอย่างพอใจ เขาจะนำไปใช้ในศึกสงคราม แต่ว่าอันฉีเห็นท่าทางของพวกเขา ก็พอจะเดาออกว่าพวกเขาคิดอะไร นางจึงเอ่ยขึ้น “หากจะทำไปใช้ในศึกสงคราม หม่อมฉันมีอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีกว่าเพคะ สิ่งนั้นเรียกว่าระเบิด แต่ว่าต้องใช้เวลาในการทำมันขึ้นมา อาวุธชนิดนี้ร้ายแรงมาก สามารถทำให้ร่างกายคนแหลกละเอียดได้เลยเพคะ” “พระชายาท่านจะเก่งเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หวังซูเอ่ยชมขึ้นมาทันที อย่างแสนจะภาคภูมิใจในตัวนาง “ก็ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องก็ต้องเก่งสิ” อันฉีเอ่ยตอบยิ้ม ๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะกันออกมาอย่างชอบใจ ส่วนหมิงอ๋องรีบดึงนางไปกอดทันที พูดจาเอาใจเขาต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ มันน่าให้รางวัลนัก คืนนั้นทุกคนเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่า จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนถอนใจออกมาอย่างโล่งอก อันฉีบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งไว้ใจสถานการณ์ ป้องกันเอาไว้ก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะหากมีค่ายกลเอาไว้พวกเขาก็สามารถแอบพักสายตาได้บ้าง คืนต่อมาก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนเริ่มคิดว่าคนร้ายอาจจะไม่บุกมาในยามค่ำคืน แต่อันฉีก็ยังคงให้คนทำค่ายกลเอาไว้เหมือนเดิม แต่ว่าคืนนี้อันฉีหลับแต่หัววันเพราะว่ารู้สึกปวดหัว นางจึงรีบดื่มยาและนอนพัก จากนั้นก็หลับไปในทันที แต่แล้วเสียงเรียกปลุกนางให้ตื่นก็ดังเข้ามา “อันฉี อันฉีลูกแม่ตื่นเถิด อันตรายกำลังจะมาแล้ว อันฉีตื่น…อันฉี…” เสียงปลุกดังซ้ำ ๆ ก้องอยู่ในหู อันฉีลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที เพราะนางจำได้ว่าเสียงนั้นคือมารดาของร่างนี้ หากว่านางมาเตือนเช่นนี้ คงต้องเป็นคืนนี้สินะ นางจึงรีบไปปลุกองค์หญิง จากนั้นก็รีบกระโดดลงมาจากรถม้า “ท่านอ๋องตื่นเถิดเพคะ ท่านพ่อตื่นเถอะเจ้าค่ะ” อันฉีรีบไปเขย่าร่างของพวกเขาอย่างเร่งรีบ หมิงอ๋องลืมตาขึ้นมาพร้อมคว้ากระบี่ทันที เสนาบดีฟู่ก็รีบคว้ากระบี่ด้วยเช่นกัน องค์หญิงก็รีบไปปลุกแม่ทัพจ้าวให้ตื่นขึ้นมา องครักษ์ทุกคนรีบเตรียมพร้อมทันที อันฉีรีบดึงมือขององค์หญิงแล้วไปแอบซ่อนอยู่ใต้รถม้า กริ่งงง กริ่งงง เสียงกระดิ่งดังขึ้นมาทำให้ทุกคนจับกระบี่เอาไว้แน่น ไม่นานชายฉกรรจ์ในชุดดำหลายสิบคนก็วิ่งกรูกันเข้ามา หมิงอ๋อง จ้าวซีฮั่น รอจังหวะให้พวกเขาวิ่งมาใกล้อีกนิด จากนั้นก็ฟันฉับไปที่เชือกที่มัดเอาไว้ทันที ปึก! อ๊ากกก… เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมา ลวดเส้นเล็กที่ทรงพลังดีดออกไปตัดลำคอคนร้ายทันที จากนั้นองครักษ์ก็พุ่งออกไปจัดการคนร้าย โดยไม่ปล่อยให้พวกเข้าได้ทันตั้งตัว ฉึบ! อ๊ากกก ร่างของคนร้ายคนแล้วคนเล่าล้มลงกับพื้น เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูดออกมา พวกเขาสิ้นใจตายทันที เพียงไม่นานทุกอย่างก็กลับมาสงบอีกครั้ง สภาพศพของคนร้ายนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น อันฉีและองค์หญิงค่อย ๆ คลานกันออกมาจากใต้รถม้า อันฉีรีบก่อกองไฟอย่างเร่งรีบ เพราะนางเดาว่า ทุกคนคงจะต้องไปชำระล้างร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือด แต่เพราะยามนี้ดึกมากแล้ว อากาศจึงค่อนข้างเย็น นางจึงก่อไฟให้ทุกคนได้ผิง และนางก็จะต้มน้ำเพื่อชงชาร้อน ๆ ให้กับทุกคนได้ดื่มแก้หนาว อันฉีรีบนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้หมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่ได้เปลี่ยน จากนั้นก็ไปนำชุดสำรองมาให้องครักษ์ พวกเขาจึงตรงไปที่ลำธารทันที อันฉีจึงคิดจะต้มโจ๊กเพราะเวลานี้ก็ใกล้เช้าเต็มทีแล้ว ส่วนองค์หญิงหมิงเยว่ก็ช่วยหยิบจับงานอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งควบม้าใกล้เข้ามา จากนั้นก็รีบกระโดดลงจากหลังม้า แล้วตรงเข้ามาหาอันฉีและองค์หญิงหมิงเยว่ ถวายบังคมองค์หญิง ถวายบังคมพระชายาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทให้กระหม่อมมาถวายการอารักขาพ่ะย่ะค่ะ” อันฉีมองพวกอย่างพิจารณา ก่อนองครักษ์จะยื่นป้ายประจำตัวให้ดูเป็นการยืนยัน “มาถึงกันแล้วรึ?” “ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” “ไปจัดการศพคนร้ายให้เรียบร้อย” “พ่ะย่ะค่ะ” อันฉีรีบลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุมให้หมิงอ๋องอย่างใส่ใจ เพราะอากาศยามเช้าค่อนข้างหนาว เมื่อสวมให้เขาเสร็จหมิงอ๋องก็กอดนางเอาไว้แน่น เพราะร่างของนางอุ่นทำให้เขาหายหนาวได้ดีทีเดียว อันฉีรีบจับมือเขามานั่งข้างกองไฟ จากนั้นก็เริ่มชงชาแจกจ่ายให้ทุกคนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







