Masukสองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร
แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน” อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อมากมายเริ่มผุดขึ้นมาเต็มใบหน้า พระชายาแม้จะดูงดงามมาก แต่ก็ดูโหดเหี้ยมไม่น้อยเลย อย่าบอกนะว่านางจะให้พวกเขาติดคุก! ยามนี้ภายในใจของทุกคน ต่างคิดไปต่าง ๆ นานา เพราะเริ่มหวาดกลัวและเป็นกังวล “สตรีผู้นี้ข่มขู่พวกท่านใช่หรือไม่?” “พระชายานี่ไม่ใช่ลี่จูนะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ “ท่านดูอย่างแน่ใจแล้วหรือ?” เมื่อทุกคนได้ฟังเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นแล้วไปสำรวจดูนางใกล้ ๆ แต่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ลี่จูอย่างแน่นอน “พระชายาสตรีผู้นี้เป็นใครพ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีถังเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย อันฉีหัวเราะออกมา การเปลี่ยนแปลงใบหน้าของนางแบบเนียนจริง ๆ แต่ว่ามันใช้ไม่ได้ผลกับคนอย่างอันฉี “นางเปลี่ยนแปลงใบหน้าใหม่ ชื่อเดิมของนางก็คือลี่จู” “อะไรนะ!” เซี๊ยฮูหยินเมื่อรู้ว่าเป็นลี่จู นางก็ปราดเข้าไปตบหน้าลี่จูทันทีด้วยความโกรธแค้น ฮูหยินคนอื่นต่างก็มารุมทุบตีนางด้วยเช่นกัน อันฉีปล่อยให้ตะลุ่มบอลกันอยู่สักพัก จากนั้นก็ตะโกนบอกให้หยุด ยามนี้ลี่จูหน้าตาปูดบวม ปากแตกเลือดไหลซิบ ๆ ลี่จูนางไม่คิดเลยว่า แผนการกลับมาอยู่ที่จวนจะทำให้นางต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ นางคิดว่าไม่มีใครจำนางอย่างแน่นอน แต่ผิดคาดพระชายาจำนางได้ทันที จากเดิมนางจะมาขอเป็นบ่าวรับใช้ จากนั้นนางก็จะวางยาพิษพระชายา หมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่ แต่ว่าก็มาถูกจับได้เสียก่อน ยาพิษที่นางได้มาไม่มีสีไม่มีกลิ่น หากได้รับเข้าไปต้องตายสถานเดียว แต่ว่าตอนนี้คนที่จะต้องตายก็คือนางเองแล้ว “พวกท่านบอกว่า นางไปเสนอจะเผาทำลายบัญชีเงินกู้แลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง แต่พวกท่านดูนี่สิบัญชีเงินกู้ยังอยู่ปกติดี ข้าว่าพวกท่านถูกนางหลอกเอาเงินเสียแล้วล่ะ” เป็นอีกครั้งที่ทุกคนลุกฮือจะเข้าไปทำร้ายลี่จูอีกครั้ง แต่องครักษ์ได้กันเอาไว้อย่างทันท่วงที “นังงูพิษ! ข้าไม่น่าไว้ใจเจ้าเลย” ฮูหยินท่านหนึ่งตะโกนออกมาอย่างคับแค้นใจ ยามนี้ทุกคนโกรธลี่จูจนแทบอยากจะฉีกนางออกเป็นชิ้น ๆ พวกเขาหลงกลนางเข้าไปเต็ม ๆ โชคดีที่พวกเขาไม่บ้าจี้ตามเสนาบดีเสิ่น มิเช่นนั้นจุดจบคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ “พวกท่านเป็นถึงขุนนางในราชสำนัก แต่กลับเชื่อคำของสตรีผู้หนึ่งอย่างดาย เหตุผลง่าย ๆ เลยก็คือความโลภและเห็นแก่ตัว เพราะไม่อยากจ่ายเงินคืนที่ได้กู้ยืมไป” พอพูดมาถึงตรงนี้อันนี้ก็ลุกขึ้นมา ทำเอาทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะหวาดกลัวสุดขีด เดาไม่ถูกว่านางจะทำอะไร “ทุกคนมีวันเวลาที่ต้องชำระหนี้ แต่ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นเช่นนี้ ข้าก็จะเรียกเงินของข้าคืนทั้งหมด ข้าให้เวลาสามวันหากหามาคืนข้าไม่ได้ ข้าจะคิดเพิ่มเป็นอีกหนึ่งเท่าตัว” ทุกคนได้ยินก็หน้าซีดเผือด “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้ว โปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าเสนาบดีและเหล่าฮูหยินรีบคุกเข่าลงอีกครั้ง ภายในสามวันพวกเขาจะไปหาที่ไหนทัน เป็นเพราะนังลี่จูคนเดียว คราวนี้ทุกคนหันไปทางลี่จูอีกครั้งด้วยสายตาเคียดแค้น อันฉีหันไปทางลี่จู “ลี่จูข้าปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระไปสิ” ลี่จูที่ยามนี้รู้ชะตากรรมตนเองแล้วว่า หากนางเดินออกไปคงถูกพวกเขารุมทำร้ายจนตายแน่ นางจึงหยิบยาพิษมายัดใส่ปาก จากนั้นไม่นานน้ำลายของนางก็ฟูมปาก ก่อนจะล้มลงไปนอนดิ้นและสิ้นใจตายในที่สุด ทุกคนมองภาพนั้นอย่างเย็นชา ไม่มีความสงสารให้นางเลยสักนิด เพราะนางทำตัวของนางเอง เวลานี้กรรมตามสนองนางแล้ว “พระชายา…” “หามาคืนข้าครึ่งหนึ่งภายในสามวัน ส่วนที่เหลือทยอยหามาคืนข้า” “...” “ขอบพระทัยพระชายา! ขอบพระทัยพระชายา!” ทุกคนก้มคำนับขอบคุณด้วยความดีใจ อย่างน้อยนางก็ไม่ได้บีบพวกเขาจนเกินไป พวกเขารีบลากลับไปทันทีเพราะอันฉีให้เวลาเพียงสามวันกับเงินครึ่งหนึ่งที่กู้ยืมไป พวกเขาต้องรีบหาเงินมาคืนในส่วนนี้ อันฉีถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า จบเรื่องเสียที หวังว่าจะไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาอีกนะ “นำศพนางออกไปจัดการตามพิธี” เสนาบดีฟู่เอ่ยบอกเจาเฉิงองครักษ์คนสนิทของเขา เจาเฉิงพยักหน้ารับก่อนจะเรียกบ่าวมาช่วยกันหามร่างของลี่จูออกไปทันที “เหนื่อยมั้ยลูก?” เสนาบดีฟู่เดินมาลูบศีรษะของอันฉีอย่างอ่อนโยน อันฉีรีบจับมือของบิดามาแนบแก้มอย่างออดอ้อน “เหนื่อยใจมากกว่าเจ้าค่ะ หวังว่าจะไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นขึ้นอีกนะเจ้าคะ” “คราวนี้เราก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ห้ามไว้ใจใครง่าย ๆ อีก โดยเฉพาะคนใกล้ชิดและสนิทสนมเป็นอย่างดี” อันฉีพยักหน้าเห็นด้วย ถูกหักหลังจากคนใกล้ชิดมันเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด หลายวันต่อตระกูลต่าง ๆ ก็นำเงินมาชำระตามที่อันฉีได้กำหนดเวลาเอาไว้คือสามวัน จากนั้นอันฉีเขียนใบค้างชำระให้พวกเขาในส่วนที่เหลือกลับไป ในส่วนที่เหลืออันฉีกำหนดระยะเวลาหกเดือน ให้หาเงินมาคืนให้ครบทั้งหมด ทุกตระกูลยามนี้ได้รับบทเรียนกันถ้วนหน้า เพราะหากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกเขาก็ยังคงผ่อนจ่ายแบบ ๆ สบายไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรมากนัก แต่ว่ายามนี้พระชายาเร่งเอาคืน เงินที่กู้มาไม่ใช่น้อย ๆ การหามาคืนในระยะเวลาสั้น ๆ ถือว่าหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว หลายตระกูลที่มีบุตรสาว ต่างคิดแผนการส่งตัวบุตรสาวให้มาแต่งกับเสนาบดีฟู่เพื่อลดหนี้สิน เพราะหากเสนาบดีฟู่เกิดชอบพอขึ้นมาจริง ๆ หนี้สินที่เหลือจะได้ไม่ต้องหามาจ่ายให้เหนื่อย เสนาบดีฟู่อันเฉิงยามนี้งุนงงมาก เพราะไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ก็มักจะมีสตรีมายืนส่งสายตาให้เขาอยู่ตลอดเวลา นี่มันเกิดอะไรขึ้นสตรีเหล่านั้นอายุน้อยกว่าเขามากเลยทีเดียว เพราะปีนี้เขาอายุ34ปีแล้ว สตรีเหล่านี้ดูด้วยตาข้างเดียวก็รู้ว่าเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน เขาไม่อยากเป็นโคแก่กินหญ้าอ่อนหรอกนะ แต่เอะหรือว่า…เขาจะลองกินดูนะ เขาก็เป็นโสดมานานนับตั้งแต่มารดาของอันฉีจากไป พอคิดขึ้นมาใจของเขาก็กระชุ่มกระชวยไม่น้อยอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







